พิมพ์หน้านี้
|
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ในรายการ 'ถามจริงตอบตรง'ทางช่องสถานีโทรทัศน์ NBT ในคืน วันที่ 6 พ.ค.51 ***************************************** "นายกรัฐมนตรีของเรา" ที่ทำงานบริหารประเทศมาได้ร่วม 3 เดือน แต่คำพูดกลับไม่ศักดิ์สิทธิ์, ไม่มีใครให้ความเชื่อถืออีกต่อไปแล้ว หากวาจาเหมือนกับผู้คนปกติธรรมดาทั่วไปในสังคม และน่าเชื่อถือเยี่ยงเดียวกับ "อดีตนายกรัฐมนตรี" คนอื่นๆ ลมปากของ "นายกรัฐมนตรีของเรา" ที่ถูกตั้งฉายา "กุมารทองคะนองปาก" คงจะเป่าให้ธนาคาร 2 แห่งคือ ธนาคารนครหลวงไทยกับธนาคารไทยธนาคาร "เจ๊ง" ล้มเป็นโดมิโนไปในวันรุ่งขึ้นทันตาเห็น โชคดีประเทศไทยที่คำพูดของ "นายสมัคร สุนทรเวช" ในวันนี้ ไม่มีใครถือสาหาความเอาเรื่องเอาราวมากนัก หรือให้ความเชื่อถือว่านายสมัครเป็น "นายกรัฐมนตรีตัวจริง" ที่มีวุฒิภาวะผู้นำประเทศ แต่ยังคงเป็น "ไอ้หมัก" คนเดิมเมื่อ 32 ปีที่แล้ว ที่เป็นสัญลักษณ์ของนักการเมืองที่มีสันดานขี้โม้-ดีแต่ปาก-สักแต่พูด ไม่เคยรับผิดชอบในคำพูดของตัวเอง
คราวนี้ "กุมารทองคะนองปาก" พูดขึ้นเองอย่างไม่มีความรับผิดชอบอีกเช่นเคยว่าแบงก์ 2 แห่งจะเจ๊ง
แทบไม่ต่างจาก "ไอ้หมัก" นักการเมืองเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว พูดในสภาผู้แทนราษฎรชู "สเตทเมนต์ปลอม" ของธนาคารป้ายสี อดีตรัฐมนตรีอุตสาหกรรม "ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา" ที่ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ว่ารับเงินจากต่างชาติ
"จอม เพ็ชรประดับ" ผู้ดำเนินรายการ "ถามจริงตอบตรง" ของสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 (ชื่อนี้สมศักดิ์ศรีสถานีโทรทัศน์แห่งชาติอยู่แล้ว จึงขอไม่ดัดจริตใช้ภาษาฝรั่งว่าช่อง NBT) ไม่ได้ถามเรื่องสถานะทางการเงินของ 2 ธนาคารสักแอะเดียว
คุณจอมคงจะงงมากๆ ว่าไม่ได้ถามเรื่องนี้ แต่เหตุไฉน "นายกรัฐมนตรีของเรา" กลับตั้งอกตั้งใจโดยอ้างอิงว่าถูกผู้นำต่างชาติถามถึงการขายหุ้นแบงก์ของกองทุนฟื้นฟูสถาบันการเงิน จึงขอพูดถึงบทบาทของกองทุนฟื้นฟูสถาบันการเงินฯ ที่เอาเงิน 8,000 ล้านบาทเข้าไปอุ้มธนาคาร 2 แห่งไม่ให้ล้ม แล้วทำไมไปเร่ขายต่างชาติว่าเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง น่าสงสัยว่าจะหมกเม็ดผลประโยชน์ แม้ว่า "นายกรัฐมนตรีของเรา" ไม่ได้เอ่ยชื่อแบงก์ 2 แห่ง แต่เป็นที่รู้กันในวงการธนาคารและผู้ฝากเงินทั่วไปว่า น่าจะหมายถึงธนาคารไหนที่ได้รับเงินช่วยเหลือจากกองทุนฟื้นฟูสถาบันการเงินฯ ของธนาคารแห่งประเทศไทย และกำลังอยู่ระหว่างการเชื้อเชิญผู้ถือหุ้นจากต่างประเทศเข้ามาซื้อหุ้นเพื่อลดภาระของกองทุนฟื้นฟูฯ และสร้างความเข้มแข็งให้สามารถแข่งขันในสงครามสถาบันการเงินได้
"นายกรัฐมนตรีของเรา" คงจะมีปมด้อยที่ไม่ค่อยได้คบหารู้จักชอบพอกับนักการเมืองระดับผู้นำประเทศต่างๆ จึงขาดชั้นเชิงในวงสนทนาหรืออวดรู้จนเกินไป เมื่อถูกถามในระหว่างการเยือนต่างประเทศว่าแบงก์ชาติไทยกำลังเร่ขายหุ้น 2 ธนาคารให้ต่างชาติ โดยเจ้าตัวไม่รู้เรื่องมาก่อนว่าแบงก์ชาติกำลังดำเนินการเรื่องนี้ จึงรู้สึกเสียเหลี่ยมที่นายกฯ ประเทศไทยไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน
ไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใดที่ "นายกรัฐมนตรีของเรา" จะต้องแส่รู้ไปทุกเรื่อง แล้วโพนทะนาไปทั่วหรือขึ้งโกรธที่ไม่เคยมีใครรายงานให้รับรู้มาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีสถานะทางการเงินของสถาบันการเงินที่มีข้อห้ามไม่ให้ไปไขในที่แจ้ง เพื่อไม่ให้กระทบต่อความเชื่อมั่นต่อสาธารณชน
แม้ถือเป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีมีสิทธิรู้ไว้ในฐานะผู้นำประเทศที่ควรมองเห็นภาพรวมของประเทศโดยเฉพาะสถานะของสถาบันการเงิน แต่จะผิดกฎหมายทันทีเมื่อนำความลับไปโพนทะนาอย่างไม่ถูกกาลเทศะจนทำให้เกิดความเสียหาย
ยังดีที่ความเป็นมืออาชีพและความรับผิดชอบของคุณจอมในฐานะผู้ดำเนินการที่พอหลงเหลืออยู่บ้าง แม้บางเบาหวิวๆ จึงรู้ผิดชอบชั่วดีไม่ได้ใช้ความพยายามตามสัญชาตญาณ "สื่อมืออาชีพ" ถามซักไซ้ไล่บี้ "นายกรัฐมนตรีของเรา" ให้อธิบายความมากกว่านั้น ที่พูดจาให้ผู้คนเกิดความสงสัยและไม่เชื่อมั่นในความมั่นคงทางเงินของ 2 ธนาคาร
มิเช่นนั้น "กุมารทอง" หัวหน้ารัฐบาลลูกกรอก 1 คงจะออกอาการ "คะนองปาก" อวดเก่ง พ่นน้ำลายวิธีแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินแบบ "โง่อวดฉลาด" พิสดารพันลึกที่คงไม่ต่างจากวาทะโก้ๆ แบบ "นักโต้วาที" เท่านั้นเอง
"นายกรัฐมนตรีของเรา" คนนี้น่าจะเป็นสุดยอดของ "ความหนา" ตามอายุขัย เพราะออกปากปฏิเสธหน้าตาเฉยกลางสภาผู้แทนราษฎรว่า ไม่เคยพูดสักคำในรายการ "ตัวจริงชัดเจน" ว่า "แบงก์จะเจ๊ง"
แต่เมื่อย้อนกลับไปฟังและดูเทปรายการนี้ในช่วงนั้น "นายกรัฐมนตรีของเรา" พูดคำว่า "แบงก์จะเจ๊ง" หลายครั้ง จนเหลือเชื่อว่าภายใน 1-2 นาทีที่ "นายกรัฐมนตรีของเรา" พูดกล่าวหากองทุนฟื้นฟูฯว่าทำไม่ถูกต้อง และพาดพิงถึงสถานะทางการเงินของ 2 แบงก์ได้พูดถึงคำว่า "จะเจ๊ง" ได้มากครั้งขนาดนี้
ถือเป็นความสามารถพิเศษในการพ่นน้ำลายของ "ผู้นำประเทศ" ที่เชี่ยวชาญในการใช้ปาก "สร้างปัญหา" แทนการ "แก้ปัญหา" ที่นักการเมืองรุ่นหลังไม่ควรเอาเยี่ยงอย่างเป็นอันขาด
ผู้บริหารสูงสุดในทุกองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน ไม่มีสิทธิบอกว่าปัญหาเกิดขึ้นมาก่อนตัวเองจะเข้ามา แล้วออกปากต้องการประจานว่ามันเกิดขึ้นจากผู้บริหารคนก่อน จึงไม่ขอรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหานั้นๆ
ยิ่งเป็นผู้นำสูงสุดของฝ่ายบริหารในตำแหน่ง "นายกรัฐมนตรี" ยิ่งไม่มีสิทธิโยนปัญหาออกจากตัว แล้วประกาศไม่รับผิดชอบปัญหาที่เกิดขึ้นในยุคก่อนหน้า มิหนำซ้ำยังขาดความรับผิดชอบในฐานะ "นายกรัฐมนตรี" ถนัดแต่การใช้ปากเน่าๆ พ่นน้ำลายเหม็นๆ ออกมาสร้างปัญหาให้หนักหนาสาหัสแก้ไขยากขึ้นอีก
ปัญหาความยากจน, ปัญหาคอร์รัปชัน, ปัญหาที่ทำกิน, ปัญหาสลัม, ปัญหาความรุนแรงในภาคใต้ ฯลฯ ล้วนแต่เกิดขึ้นมาดึกดำบรรพ์ ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้นำทุกคนจะต้องแก้ไข
กองทุนฟื้นฟูฯ ของแบงก์ชาติไม่ได้ "อยู่ดีๆ" เอาเงินไปใส่ 8,000 ล้านบาท แล้วแอบไปเร่ขายหุ้น 2 ธนาคารกับต่างชาติ โดย "นายกรัฐมนตรีของเรา" ไม่รู้เรื่อง (ซึ่งที่จริงแล้วนายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่อง)
แต่ด้วยแนวนโยบายของแบงก์ชาติที่อยู่ในแนวทางเดียวกันกับนโยบายรัฐบาลทุกชุด จะไม่ยอมให้ "แบงก์ล้ม" แม้ว่าสถานะทางการเงินง่อนแง่นขนาดไหน แต่กองทุนฟื้นฟูฯ มีหน้าที่ตามกฎหมายในการอัดฉีดเงินเข้าไปพยุงประคับประคองให้แบงก์อยู่รอดให้ได้ เพื่อป้องกันไม่ให้ "ผู้ฝากเงิน" เดือดร้อนสูญเสียเงินฝากจาก "แบงก์ล้ม" ที่จะเป็นแนวทางสุดท้ายเกินจะเยียวยา
"นายกรัฐมนตรีของเรา" มัวแต่ไปงมโข่งหาหอกอะไร, มุดหัวจนมองไม่เห็นความเป็นมาของการแก้ปัญหาสถาบันการเงินในประเทศนี้, มัวแต่ "ชิมไปพ่นน้ำลายบ่นไป" สาละวนอยู่ใน "ตลาดโลกล้านปี" ที่ไหนกันเล่า
จึงไม่เคยรับรู้เรื่องราวของกองทุนฟื้นฟูฯ ของแบงก์ชาติที่ได้ใช้รูปแบบทำนองนี้ แก้ปัญหาสถาบันการเงินอ่อนแอมาโดยตลอดร่วม 20 ปีเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ฝากเงินไม่ให้ตื่นตระหนกไปถอนเงินจน "แบงก์ล้ม" แล้วค่อยๆ ประคับประคองจนสถานะการเงินเริ่มเข้มแข็ง จึงหาทางผ่องถ่ายหุ้นออกเพื่อให้กลับไปเป็นแบงก์เอกชนเช่นเดิม
รวมทั้งกรณีธนาคารทหารไทยที่ "ลูกชายนายใหญ่" ถือหุ้นแล้วประสบปัญหาทางเงิน ยังได้รับการอุ้มชูอัดฉีดเงินจากกองทุนฟื้นฟูฯ จนสถานะการเงินเริ่มเข้มแข็งเป็นที่หมายปองของแบงก์ต่างชาติไปแล้ว
แม้ว่าโดยแนวนโยบายไม่ยอมให้ "แบงก์ล้ม" จะเป็นนโยบายที่ไม่ค่อยถูกต้องมากนัก เพราะนำเงินภาษีอากรของประชาชนไปอุ้มธนาคารที่มีผู้บริหารเลวๆ แนวทางสุดโต่งคือควรจะปล่อยให้ล้มไปแล้วจับผู้บริหารเข้าคุก ถ้าไม่ต้องคำนึงถึงผู้ฝากเงินเดือดร้อนสูญเสียเงินฝาก
แต่แนวนโยบายนี้ได้รับการพิสูจน์ตัวเองมาเช่นกันว่า การแก้ปัญหาสถาบันการเงินโดยคำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้ฝากเงินเป็นลำดับแรก จะต้องใช้เงินก้อนใหญ่ที่ถือเป็น "ต้นทุน" ที่สูงในระยะต้นในการอัดฉีดเงินแก้สภาพคล่องให้เกิดความเชื่อมั่นกับผู้ฝากเงิน แต่ในระยะยาวกองทุนฟื้นฟูฯ ยังมีโอกาสได้เงินคืนกลับมาจากการขายหุ้นให้กับนักลงทุนรายใหม่ๆ
ถ้าหาก "นายกรัฐมนตรีของเรา" ไม่เห็นด้วยกับนโยบาย "อุ้มแบงก์" ที่ใช้กันมายาวนาน ก็ควรจะเรียกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, ผู้บริหารแบงก์ชาติ มาสอบถามและหารือว่าจะสามารถปรับเปลี่ยนแนวทางแก้ปัญหาสถาบันการเงินได้หรือไม่ เพื่อไม่ให้กองทุนฟื้นฟูฯ ต้องแบกรับภาระหาเงินมาอัดฉีดสภาพคล่องให้สถาบันการเงิน
แล้วหาทางบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับสถาบันการเงินให้เข้มงวดและศักดิ์สิทธิ์กว่านี้
อย่าปล่อยให้นายแบงก์ชั่วๆ โกงเงินฝากของประชาชนลอยนวลอีกต่อไป เพราะส่วนใหญ่แล้วธนาคารที่มีปัญหาทางการเงิน มักเกิดขึ้นจากความฉ้อฉลในการบริหารงานของเจ้าของหรือผู้บริหารระดับสูง
นายแบงก์หรือเจ้าของแบงก์ที่ตั้งใจบริหารงานอย่างสุจริตและโปร่งใส มักไม่ได้เป็นสาเหตุหลักถึงขนาดทำให้เกิดสภาพ "แบงก์เน่า"
อายเหลือเกินกับผู้นำประเภท "โง่อวดฉลาด" คะนองปาก-พ่นน้ำลายเน่าๆ ไปวันๆ โดยไม่รับผิดชอบกับคำพูดของตัวเองว่าได้ส่งผลเสียหายกับประเทศอย่างไร
ถามจริงๆ เถอะคนในพรรคพลังประชาชนที่มีสติปัญญาเฉียบแหลม, การศึกษาสูงๆ ทั้งนั้นและยังมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีกับความเป็นไปของบ้านเมืองอยู่หรือเปล่า
หรือพวกท่านอยู่ในสภาพ "ตาบอด-หูหนวก-หน้าหนา" กันทั้งพรรคเพื่อสวาปามผลประโยชน์ส่วนตน จนยอมปิดหูเพื่อไม่ให้ได้ยินคำพูดพล่อยๆ คะนองปากดังจากทำเนียบทุกวี่วัน ยอมปิดตาไม่ให้มองเห็นอาการคะนองปากและหน้าหนาจนเกินกว่าจะเกิดความรู้สึกอับอาย วาจาที่ไม่รับผิดชอบของนายกรัฐมนตรีคนนี้ที่เป็นหัวหน้านอมินีของพรรคพลังประชาชน |
| << | พฤษภาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |