• อดิศักดิ์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : adisak@nationgroup.com
  • วันที่สร้าง : 2006-12-12
  • จำนวนเรื่อง : 114
  • จำนวนผู้ชม : 116093
  • จำนวนผู้โหวต : 234
  • ส่ง msg :
คิดใหม่วันอาทิตย์
วิพากษ์วิจารณ์การเมือง เศรษฐกิจ
Permalink : http://www.oknation.net/blog/adisak
วันอาทิตย์ ที่ 18 พฤษภาคม 2551
นายกฯไทยลดชั้นโฆษกรัฐบาลพม่า ยุคบื้อ-บอด-ใบ้ไทยแลนด์ไร้ราคา
Posted by อดิศักดิ์ , ผู้อ่าน : 1602 , 16:54:11 น.  
พิมพ์หน้านี้


เหนื่อยหน่ายกับการบริหารประเทศของ"นายกรัฐมนตรีของเรา" คนนี้จริงๆ ยิ่งอยู่ในตำแหน่งนี้นานไปเท่าไร ประเทศไทยจะยิ่งเสียหายหนักไปมากกว่านี้อย่างแน่นอน

  โดยเฉพาะสัปดาห์นี้ได้แสดง ความไร้เดียงสาระดับอนุบาลบนเวทีระหว่างประเทศด้วยการ ลดชั้นตัวเองจาก"นายกรัฐมนตรีประเทศไทย" กลายเป็น "โฆษกรัฐบาลทหารพม่า" ไปเสียฉิบ

           มิหนำซ้ำยังถูกตำหนิจากรัฐบาลพม่าว่า"นายกรัฐมนตรีของเรา" ไป แถลงข่าวอีท่าไหนพูดหาหอกทำไมจนสำนักข่าวต่างประเทศแปลความผิดกลายเป็นว่า "สิ่งของ" จากนานาชาติ 27 ประเทศยังกองอยู่ที่เดิม รัฐบาลทหารพม่ายังไม่ยอมให้ส่งไปช่วยเหลือชาวพม่า ที่ประสบเคราะห์กรรมจากไซโคลนนาร์กิส

               "นายกรัฐมนตรีของเรา" ได้ทำลาย "โอกาส" ของประเทศไทย ในการเป็นศูนย์กลางการระดมความช่วยเหลือจากนานาชาติให้กับชาวพม่า กลายเป็น "วิกฤติ" โดยทันที หลังจาก "นายกรัฐมนตรีของเรา" เดินทางกลับจากไปพบผู้นำรัฐบาลทหารพม่า แบบ "มือเปล่า" มิหนำซ้ำ ยังชื่นชมรัฐบาลทหารพม่าที่ยืนกรานเช่นเดิม "รับแต่สิ่งของ-คนไม่ต้อง" ช่างไร้มนุษยธรรมจริงๆ "ไอ้นายกรัฐมนตรีของเรา" คนนี้

                น่าสงสารเลขาธิการสหประชาชาติ นายบันคี มูน ที่ไม่เคยโกรธเคืองคำพูด"นายกรัฐมนตรีของเรา" เมื่อคราวบอกว่า "พวกมึงทำไมไม่ไปยุ่งกับราคาน้ำมันมายุ่งกับกูเรื่องปลูกพืชพลังงานกับปลูกข้าวทำไม" แต่ด้วยความเชื่อในคำพูด"นายกรัฐมนตรีของเรา" ที่เคยคุยโม้โอ้อวดว่าสนิทสนมกับนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของพม่า

                 นายบันคี มูน ได้ส่งจดหมายถึง "นายกรัฐมนตรีของเรา" ขอให้ทำหน้าที่ "โซ่ข้อกลาง" เพื่อขอร้องรัฐบาลทหารพม่าให้ยินยอมออกวีซ่าให้เจ้าหน้าที่ขององค์กรนานาชาติ ได้เข้าไปช่วยเหลือเพื่อนมนุษยชาติในพม่า

                 ถ้านายกรัฐมนตรีของเรา "พูดเป็น" และมี "ความรู้ในเชิงภาษาการทูต" อยู่บ้างขอแค่ในระดับคนทั่วๆ ไป ก็น่าจะพูดได้ "เพียงบอกว่ารัฐบาลทหารพม่า ยังขอเวลาในการพิจารณาความช่วยเหลือจากนานาชาติ ว่าจะขยายขอบเขตเพิ่มจาก "สิ่งของ" หรือไม่ แล้วไทยขออาสาจะใช้ความพยายามต่อไป ในการเป็น "สะพาน" เชื่อมระหว่างนานาชาติกับรัฐบาลทหารพม่าให้เพื่อไม่ให้รัฐบาลทหารพม่าเกิดความหวาดระแวงตะวันตก

                ถ้าพูดแค่นี้คงไม่ทำให้รัฐบาลทหารพม่าโกรธเคืองว่า "โฆษกกิตติมศักดิ์" ของรัฐบาลทหารพม่าพูดผิด

                ในขณะที่นานาชาติก็ยังคงมีความหวังและมอบความไว้วางใจประเทศไทย ในการทำหน้าที่เป็น "โซ่ข้อกลาง" ต่อไป

               แต่"นายกรัฐมนตรีของเรา" ที่ไร้ประสบการณ์การเมืองระหว่างประเทศ ยังไม่หนักข้อพอ ยังเต็มไปด้วยทัศนคติเชิงลบกับชาติตะวันตก และองค์กรนานาชาติ

              จึงคุยโม้ตีฝีปากคิดไปเองว่า"กูเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย" เพียงคนเดียวในโลกนี้ ที่สามารถเปิดบ้านพักส่วนตัวเลี้ยงข้าวนายกรัฐมนตรีพม่าคนใหม่ ที่เดินทางออกนอกประเทศครั้งแรกมาแล้ว พวกฝรั่งตาน้ำข้าว เป็นพวกไม่เข้าท่า ดูถูกรัฐบาลทหารพม่า

               พูดจาเสียดสีกระแหนะกระแหนไปถึงรัฐบาลสหรัฐอเมริกาของนายจอร์จบุช ว่า ทีเกิดเหตุการณ์พายุทอร์นาโดเข้ารัฐนิวออร์ลีนส์ รัฐบาลอเมริกายังทำงานช้ากว่าจะเข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านได้ ยิ่งกว่ารัฐบาลทหารพม่าที่จัดการเสร็จสรรพดีพอประมาณ จึงไม่ต้องการให้ใครไปยุ่มย่ามในประเทศตัวเอง

             "นายกรัฐมนตรีของเรา" ที่มีอายุ 73 ย่าง 74 ปี คงเป็นผู้นำแก่ๆ ที่ตาฝ้าฟาง ทำให้มองไม่เห็นการจัดฉากของรัฐบาลทหารพม่า พาไปดูศูนย์ช่วยเหลือที่มีเต็นท์นอนพักอย่างดีและชาวบ้านอยู่กันอย่างไม่อดอยาก แล้วกลับมาพูดชื่นชมรัฐบาลทหารพม่า ว่า จัดการได้เรียบร้อย ไม่ต้องการให้ใครเข้าไปช่วยอีกแล้ว

             "เก่งแต่ในบ้าน" น่าจะเป็นคำจำกัดความของ"นายกรัฐมนตรีของเรา" ที่ชอบเหลือเกิน ในการ โอ้อวด"ภูมิปัญญา" เสมือนเป็นพหูสูตรู้ทุกเรื่องในประเทศไทย

              เก่งแต่ในบ้านชอบโชว์ฟอร์มอวดรู้ให้พ่อค้าแม่ค้าอ้าปากด้วยความทึ่งอยู่เป็นประจำว่านายสมัครคือผู้เชี่ยวชาญเรื่องราคาผักผลไม้ในตลาด

             เมื่อมาเป็นใหญ่ในแผ่นดินจึงอวดรู้คุยข่มใครต่อใครไปทั่วบ้านทั่วเมืองในรายการโทรทัศน์ช่อง 11 "สนทนาประสาสมัคร" ทุกเช้าวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งสำหรับเยาวชนรุ่นหลัง ที่ไม่ค่อยรู้สันดานตามไม่ทัน "ไอ้นายกรัฐมนตรีของเราคนนี้" ที่บังเอิญนั่งอยู่หน้าจอโทรทัศน์ช่อง11 ในตอนเช้าวันอาทิตย์

            ผมไม่ค่อยห่วงผู้ใหญ่ในบ้านเมืองนี้ที่ไม่ค่อยมีใครเชื่อถือในคำพูดคำจาของ "นายกรัฐมนตรีของเรา" มากขึ้นทุกวัน

            อยากรู้จริงๆว่า "ไอ้นายกรัฐมนตรีของเรา" คนนี้ ช่วงอยู่ในพม่าได้พยายามแสดงภูมิปัญญาในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของคนพม่าจากไซโคลนนาร์กิส ให้ผู้นำรัฐบาลทหารพม่าหรือเปล่า

            แต่คิดว่าคง"ไม่" เพราะเมื่อกลับมาถึงเมืองไทย กะอีแค่แถลงข่าวจำจาก "ขี้ปาก" โกหกคำโตของผู้นำรัฐบาลทหารพม่า ยังถ่ายทอดออกมาสับสนสิ้นดี จนสำนักข่าวต่างประเทศแปลผิด จนผู้นำรัฐบาลทหารพม่าต่อว่าต่อขานมาว่า ทำไมไปพูดอย่างนั้น

             "ไอ้นายกรัฐมนตรีของเรา" คนนี้ ก็ยังไม่ทิ้งนิสัยสันดานอีหรอบเดิมอีก ไม่เคย "ตบปาก" โทษตัวเองว่าทำไมปากไวพูดผิด แต่กลับโทษนักข่าวว่าจงใจแปลผิด เพราะไม่ชอบขี้หน้าผู้นำรัฐบาลทหารพม่า

              ผมจึงเบื่อหน่ายจริงๆ กับ "ไอ้นายกรัฐมนตรีของเรา" คนนี้ ที่ละทิ้ง "โอกาส" ตัวเอง ไม่เคยแสดงให้เห็นว่า เหมาะคู่ควรกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ทำให้มาตรฐานของนักการเมืองที่จะมานั่งในตำแหน่งนี้ตกต่ำลงอย่างน่าใจหาย

              อันตรายของประเทศไทยคือผู้นำประเทศขาดความรู้และประสบการณ์การเมืองระหว่างประเทศ แต่มักอวดรู้อวดฉลาดว่า ตัวเองรู้มากกว่าใครๆ ในประเทศนี้

             กรณีเสียรังวัดจากรัฐบาลทหารพม่าที่ไม่ไว้หน้าไม่ให้ราคาใดๆ กับ "นายกรัฐมนตรีของเรา" เลย แต่เจ้าตัวกลับไม่รู้ตัวเลยว่า ภาพลักษณ์ "นายกฯ นอมินี" และขี้เท่อไม่เอาอ่าวในการทำงานระดับผู้นำประเทศ ทำให้ "นายกรัฐมนตรีของเรา" ไม่มีราคาบนเวทีต่างประเทศเลย

               นายบัน คี มูน เลขาฯ สหประชาชาติ คงแอบหัวร่องอหาย "นายกรัฐมนตรีของเรา" ที่ทำเก่งคุยโม้ว่า สนิทกับนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของรัฐบาลทหารพม่า

               "นายกรัฐมนตรีของเรา" กลับมาจากต่างประเทศคราวใด มักอวดตัวว่าผู้นำประเทศอื่นๆ ในอาเซียนชื่นชมตัวเอง แต่ทำไมสื่อมวลชนชอบดูถูกดุด่าว่ากล่าว โดยเจ้าตัวไม่รู้หรอกว่า ธรรมเนียมเวทีการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มอาเซียนปฏิบัติต่อผู้นำประเทศคนใหม่ของกลุ่มสมาชิกแบบเท่าๆ กันมาโดยตลอด

               โดยไม่สนใจว่าผู้นำประเทศนั้นๆ จะเป็นใครและที่มาจากไหน จากการรัฐประหาร โกงเลือกตั้งอย่างหน้าด้านๆ คอร์รัปชันจนโดนขับไล่จากชาวบ้าน ฯลฯ การเดินทางไปเยือนก็ได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติผู้นำประเทศในกลุ่มอาเซียน เพราะธรรมเนียมอาเซียนจะไม่แทรกแซงกิจการภายในซึ่งกันและกัน

              "นายกรัฐมนตรีของเรา" พึงรู้ไว้ด้วยว่า ประสบการณ์การเมืองในประเทศอาจจะมากมายสุดพรรณนา 3 วัน 3 คืนไม่จบ แต่ประสบการณ์บนเวทีระหว่างประเทศพิสูจน์แล้วว่าแค่หางอึ่งจริงๆ

            อย่าอวดรู้อวดขี้เท่อไปมากกว่านี้เป็นอันขาดประเทศชาติจะเสียหายมากยิ่งขึ้น

              เอาเป็นว่า รัฐมนตรีต่างประเทศคนปัจจุบัน "นพดล  ปัทมะ" ที่ไม่มีประสบการณ์เช่นเดียวกัน แต่อาศัยว่าทำงานขยันขันแข็งไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยข้ามวันข้ามคืนข้าม โลกยังต่อสายโฟนอินเข้าทุกรายการโทรทัศน์และวิทยุ

              พอจะรู้จักพูดจาด้วยภาษาทางการทูตอยู่บ้างจึงพอเอาตัวรอดไปได้ใน "การพูด" บนเวทีนานาชาติในย่านอาเซียนแม้ว่า "การกระทำ" ยังเงอะงะขาดความรู้ความเข้าใจในหลายๆเรื่อง ที่เป็นปมขัดแย้งระหว่างประเทศมายาวนาน รวมทั้งข้อพึงระวังทางการทูตที่รัฐมนตรี นักการทูต และข้าราชการ จะต้องตัดขาดจากผลประโยชน์ทับซ้อนส่วนตัวหรือของนายเก่า

               ดังเช่นกรณีเขาพระวิหารที่ถูกรัฐมนตรีพาณิชย์ของรัฐบาลกัมพูชา "เปิดลับ" ว่ารัฐมนตรีต่างประเทศไทยนั่นแหละ ที่พยายามผูกโยงการเจรจากับแหล่งพลังงานในเขตทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชา

              ขอร้อง"นายกรัฐมนตรีของเรา" อย่าได้แสดงขี้เท่อออกมาเป็นอันขาด กรณีเขาพระวิหารกับแหล่งพลังงานในเขตทับซ้อนทางทะเล

               เพราะรัฐมนตรีกลาโหมของรัฐบาลกัมพูชา"นายพลเตีย บันห์" ที่เป็นคนสายเลือดไทย ออกมา "เปิดลับ" อีกคนว่าอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กำลังสนใจจะลงทุนพัฒนาเกาะกงทั้งเกาะ ให้เป็น "เอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์" ระดับโลกตามคำชักชวนของรัฐบาลกัมพูชาด้วยวงเงินมหาศาลหลายแสนล้านบาท

                นี่คือชั้นเชิงการเมืองระหว่างประเทศของรัฐบาลกัมพูชาที่เหนือกว่ารัฐบาลไทยหลายขุม "นายกรัฐมนตรีของเรา" กับรัฐมนตรีต่างประเทศของไทย จึงไม่เป็นอันเจรจาความเมืองกับรัฐบาลกัมพูชา มัวสาละวนกับการแก้ตัวว่า ไม่เคยคิดแลกแผ่นดินระหว่างเขาพระวิหารกับแหล่งพลังงานในเขตทับซ้อน และอดีตนายกฯ ทักษิณ ไม่เกี่ยวข้องไม่มีผลประโยชน์ซ่อนเร้น

              แล้วคนไทยหน้าไหนจะเชื่อถือคำพูดของรัฐมนตรีต่างประเทศไทยคนนี้ ซึ่งยังเทียวไล้เทียวขื่อ แวะเยี่ยมเยียนขอคำปรึกษาจากอดีตนายกฯ ทักษิณ อย่างไม่ปิดบังอำพรางอีกต่อไปแล้ว

             แต่"รัฐมนตรีต่างประเทศของเรา" คนนี้ "ใจกล้าหน้า........" (เติมคำเองก็แล้วกัน) กว่า " นายกรัฐมนตรีของเรา" เป็นไหนๆ เพราะไม่เคยปิดบังอำพรางในการเจอะเจออดีตนายกฯ ทักษิณเช่นเดิม แต่ "นายกรัฐมนตรีของเรา" กลับทำลับๆ ล่อๆ ว่า ไม่เคยพบปะหรือขอคำปรึกษากับอดีตนายกฯทักษิณ

            สุดจะทนแล้วกับความไม่เอาอ่าว-ไร้ความสามารถของ"ไอ้นายกรัฐมนตรีของเรา" คนนี้ ที่ทำให้สถานะและเกียรติภูมิของประเทศไทย เป็นได้แค่โฆษกรัฐบาลเผด็จการทหารพม่า และยังกลายเป็นลูกไล่ไร้เชิงเจรจารัฐบาลกัมพูชา อนาถจริงๆ ยุค "บื้อ-บอด-ใบ้" ไทยแลนด์ไร้ราคาบนเวทีโลก


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 21
Augustman วันที่ : 23/05/2008 เวลา : 23.38 น.
http://www.oknation.net/blog/Augustman
• มอบทุกสิ่ง ด้วยใจ ใสพิสุทธิ์

สมเพชมานานแล้ว ครับ

ดีแต่คุยโวโอ้อวด...ข่าวว่าไปจ่ายตลาดที่ฟิลิปปินส์ โชว์

ทำอาหารให้ฮือฮาอีก...ที่เมืองไทยไม่กล้ากระมัง..555


ความคิดเห็นที่ 20
niyom วันที่ : 20/05/2008 เวลา : 19.25 น.

คุณอดิศักดิ์ นายวิจารณ์โดนใจจริง ๆ ไอ้นายกคนนี้ ผมเองไม่เคยเห็นว่ามันเป็นนายกเลย เห็นมันเป็นแค่ ไอ้กุ๊กแก่ ๆ ที่ทําอาหารไม่เอาไหนคนหนึ่งเท่านั้น ทุกวันนี้ สินค้าที่ไอ้แก่คนนี้เป็นพรีเซ็นเตอร์ ผมเลิกอุตหนุนทุกยี่ห้อ
ความคิดเห็นที่ 19
ตีนตุ๊กแก วันที่ : 20/05/2008 เวลา : 17.58 น.
http://www.oknation.net/blog/jporn

ชิมไปโม้ไปน่ะจะดีที่ซู๊ด..
ความคิดเห็นที่ 18
wullopp วันที่ : 20/05/2008 เวลา : 17.45 น.
http://www.oknation.net/blog/health2you

โหวตให้อีก 1 คะแนน ... // ขอกราบอนุโมทนาในกุศลเจตนาขของชาวไทย กองทัพไทย และชาวโลกที่ช่วยเหลือชาวพม่ายามยากครับ... สาธุ สาธุ สาธุ
ความคิดเห็นที่ 17
urban วันที่ : 20/05/2008 เวลา : 10.28 น.
http://www.oknation.net/blog/metroensis

สันดาน นอมินี เข้าสิง
ความคิดเห็นที่ 16
W_T_Y_S_L วันที่ : 19/05/2008 เวลา : 20.29 น.
http://www.oknation.net/blog/whattookyousolong


กลับมาอ่านอีกครั้งครับ ....
ขอ vote ให้ข้อเขียนอันนี้เป็น

best of Adisak (so far) ครับ ....

อ่านทีไร ชื่นใจทีนั้น
ความคิดเห็นที่ 15
คนศรีวิชัย วันที่ : 19/05/2008 เวลา : 17.33 น.
http://www.oknation.net/blog/talkabout

เขียนดีจัง
ไอ้นายยกรัฐมนตรีของเราคนนี้ เห็นหน้าแล้วอยากอ้วกจริงๆ
ความคิดเห็นที่ 14
พิมพะทัต วันที่ : 19/05/2008 เวลา : 12.56 น.
http://www.oknation.net/blog/pimpathad

รัฐบาลขิงหมดอายุก็เป็นแบบนี้แหละ
ความคิดเห็นที่ 13
ครูโบราณ วันที่ : 19/05/2008 เวลา : 11.36 น.

ดูแล้วรัฐบาลนี้ประกอบไปด้วยบุคคลที่มีแต่ทัศนคติเชิงลบ
กับพวกทัศนคติอันตราย
ทั้งๆที่แต่ละคนล้วนมี คุณวุฒิ วัยวุฒิ ชาติตระกูล แต่ทั้งหมดไม่ช่วยอะไรเลย
เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จงก้มหน้ารับกรรมไปเถอะชาวรากหญ้าทั้งหลาย
ความคิดเห็นที่ 12
ทนายแต๊ก วันที่ : 19/05/2008 เวลา : 09.48 น.
http://www.oknation.net/blog/thanyasak
ธัญศักดิ์ ณ นคร

เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ต้องสู้กับ “เงา” ของทักษิณ




ผมเกิดและเติบโตที่ปักษ์ใต้ จึงมีสมัครพรรคพวกที่เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์มากหน้าหลายตา บางท่านไม่ได้เป็นสมาชิก แต่ก็เป็นยิ่งกว่าสมาชิกเสียอีก คือเป็น “แฟนพันธุ์แท้” ของพรรคประชาธิปัตย์


นอกจากพรรคพวกเพื่อนแล้ว นายหัวของผม ซึ่งผมได้ฝากเนื้อฝากตัวเป็นลูกศิษย์ฝึกวิชาว่าความให้ผม ก็ยังเป็นถึงรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อีกด้วย คือ"ท่านวิทยา แก้วภราดัย" สส.ชื่อดัง อันเป็นที่เคารพรักของคนเมืองคอน


ซึ่งปัจจุบันท่านรองฯวิทยา แก้วภราดัย ทำหน้าที่รัฐมนตรีเงาอยู่ด้วย


ย้อนหลังไปสมัยที่ผมเรียนอยู่ที่รามคำแหง ประมาณ ปี 2526-2530 ผมพร้อมด้วยเพื่อนพ้องน้องพี่หลายคนแห่งรามคำแหง ยังได้เข้าร่วมกิจกรรมกับพรรค ในนาม "ยุวประชาธิปัยต์" ผมจึงเคยเข้าออกพรรคนี้เป็นว่าเล่น


สมัยนั้น ที่ทำการพรรคยังคับแคบ รั้วที่ทำการอยู่ติดกันกับบ้านอดีตจอมพลท่านหนึ่ง ซึ่งเรืองอำนาจในยุคก่อน 14 ตุลา 16 นั่นแหละ


หากจะว่าไปแล้ว ผมก็เป็น “แฟนพันธุ์แท้” ของพรรคนี้คนหนึ่งเช่นกัน


ฉะนั้น การแสดงความคิดเห็นของผมดังต่อไปนี้ ย่อมมีหลักประกันได้ว่า ไม่มีทางที่ผมจะ “มีอคติ” กับพรรคประชาธิปัตย์ ขอให้แฟนพันธุ์แท้ ชนิด "หลับหูหลับตาเชียร์" อย่าได้ใส่ร้ายผม ว่า “มีอคติ” กับพรรคประชาธิปัตย์อย่างเด็ดขาด


เมื่อผมเป็นแฟนพันธุ์แท้ของพรรคประชาธิปัตย์ ก็ย่อมไม่ชื่นชอบ “พรรคไทยรักไทย “ และ “พลังประชาชน” โดยปริยาย (รวมถึงพรรคอื่นๆแทบทุกพรรค)


การที่ผมไม่ชอบพรรคการเมืองอื่นๆ เพราะมีเหตุผลรวมๆหลายประการครับ เช่น พรรคการเมืองอื่นๆ ต่างกับพรรคประชาธิปัตย์ ดังนี้...


1.พรรคเหล่านั้นเป็นพรรคเฉพาะกิจ เกิดมาเพราะบารมีของหัวหน้าพรรค และดับไปพร้อมความเสื่อมถอยของผู้นำพรรค แต่พรรคประชาธิปัตย์ ไม่เคยล้มหายตายจากไปพร้อมกับหัวหน้าพรรค มีบุคคลากรของพรรค สืบทอดภารกิจมาโดยตลอด


2.พรรคเหล่านั้นเป็นพรรคของ “นายทุน ขุนศึก” กล่าวคือ เกิดมารองรับนายทุน ขุนศึก และศักดินาที่จะมาเล่นการเมือง แต่พรรคประชาธิปัตย์ พัฒนาไปอีกขั้นหนึ่ง คือไม่จำเป็นต้องเป็น “นายทุน” หรือ “ขุนศึก” ก็สามารถไต่เต้าขึ้นเป็นผู้บริหารพรรคได้ ดูท่านชวน หลีกภัย เป็นตัวอย่าง


พูดง่ายๆ พรรคประชาธิปัตย์ขับเคลื่อนด้วยนักการเมืองอาชีพ ส่วนกลุ่มทุนสนับสนุนพรรค ต้องอยู่ข้างหลัง ห้ามนำพรรคโดยเด็ดขาด หากจะเข้ามาบ้าง ก็ต้องรักษาสัดส่วนนักการเมืองอาชีพเอาไว้ได้อย่างเหมาะสม มิให้ดูน่าเกลียดจนเกินไป


3.พรรคการเมืองอื่นๆ สื่อสารกับประชาชนไม่เก่ง ไม่เคลียร์ และดูเสมือนไม่โปร่งใส แต่พรรคประชาธิปัตย์ สื่อสารทางการเมืองได้ดีกว่า


เมื่อนักการเมืองพูดแล้วสังคมเข้าใจได้ จะผิดจะถูกอย่างไร ก็มิใช่เรื่องสำคัญ เพราะการสื่อสารที่มีเนื้อหาดี แต่ “อู้อี้” อยู่ในลำคอ จนทำให้สังคมสับสน ก็ไม่มีประโยชน์ เช่นกัน ดูตัวอย่าง ท่านพลเอกเชาวลิต ยงใจยุทธ แม้ท่านจะเป็นคนดี มีคุณภาพ มีความคิดที่เป็นเลิศ แต่ท่านพูดกี่ครั้งๆ คนก็ฟังไม่ค่อยจะรู้เรื่อง ผมเอง แม้ชอบแนวคิดของท่าน ก็ยังไม่ชอบฟังท่านพูดเอาเสียเลย ขออ่านเอาจากสื่อที่สรุปมาให้อ่าน ย่อมปวดหัวน้อยกว่า


นอกจาก 3 ประเด็นหลักดังกล่าวแล้ว คงไม่มีอะไรที่จะทำให้ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นขวัญใจของผม และของคนอื่นๆไปได้อีก


แต่ปัจจุบัน สังคมเปลี่ยนไป ผู้คนมีการศึกษาเพิ่มมากขึ้น ช่องทางการสื่อสารและการรับรู้ของคนมีมากขึ้น ทัศนคติและค่านิยมของประชาชนที่มุ่งหวังต่อนักการเมืองเปลี่ยนไปมาก


ที่สำคัญ.....คู่ต่อสู้ของพรรคประชาธิปัตย์ได้เปลี่ยนไปแล้วครับ


คู่ต่อสู้ของพรรคประชาธิปัตย์ มี 2 ประการ


ประการแรก คือพรรคการการเมืองฝ่ายตรงกันข้าม ซึ่งบัดนี่ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง แต่เดิมพรรคประชาธิปัตย์ มีคู่ต่อสู้บนเวทีการเมือง เป็นพรรค เฉพาะกิจ ไร้ชั้นเชิงทางการเมือง เพราะเป็นประเภท “พ่อค้า” หรือ “ทหาร” ที่อยากมีอำนาจทางการเมือง ซึ่งบางท่านยังพูดภาษาไทยไม่ค่อยชัด หรือบางท่านติดยึดกับอำนาจในระบบระบบราชการ กลุ่มคนการเมืองพวกนี้จึงเป็นได้แค่ "เป้า" ให้พลพรรคประชาธิปัตย์ถล่มได้อย่างเมามัน


แต่ปัจจุบัน ...มิใช่อดีต.... บัดนี้ “ทุนทักษิณ” ร่วมหัวจมท้ายกับทุนใหญ่อื่นๆ พวกนี้นอกจากมีเงินทุนหนาแล้ว ยังพูดไทยชัด พูดภาษาอังกฤษคล่อง แถมเข้ายังใจ “ภาษาโลก” อีกด้วย


“ภาษาโลก” ก็คือการบริหารจัดการที่เป็นวิทยาศาสตร์ มีการตลาดมาประยุคใช้ มีการการประชาสัมพันธ์ที่หวังผลได้ มีการวิจัยทางการเมืองที่เป็นระบบ (ซึ่งมิใช่การวิจารณ์นะครับ)


ประการที่สอง ความต้องการของสังคมไทยได้เปลี่ยนไปแล้ว ในอดีต คนไทยส่วนมากถึงร้อยละ 80 ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ของตนได้ ผู้มีอำนาจรัฐและผู้ยึดกุมสื่อ จึงตอบสนองประโยชน์ในทุกทางให้เฉพาะชนชั้นกลาง และชนชั้นสูง (เนื่องจากมีพลังทางการเมืองที่แท้จริง) คนเหล่านี้ได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ส่วนคนชั้นล่าง แม้ได้รับแบ่งปันโภคทรัพย์ ก็ได้ไปอย่างไม่เป็นธรรมมากนัก เพราะผู้มีอำนาจรัฐสามารถใช้ความเหนือกว่าในทุกๆทาง ตบตาให้เห็นว่าได้จัดสรรไปให้อย่างเป็นธรรมแล้ว


แต่ปัจจุบัน....สังคมไทยได้เปลี่ยนไปแล้ว ชนชั้นล่างอันต่ำต้อย..ที่เรียกกันว่า “ชาวรากหญ้า” ผู้ไม่เคยได้รับแบ่งปันโภคทรัพย์อย่างชนชั้นกลาง และชนชั้นสูงมาก่อน


เมื่อทักษิณ ประกาศนโยบายเพื่อคนจน...แม้ในช่วงนั้น จะถูกเย้ยหยันกันว่าทำไม่ได้อย่างที่คุย ส่วนประชาชนชาวรากหญ้า แม้ระยะแรกจะไม่ค่อยเชื่อน้ำยาของทักษิณว่าจะทำได้จริง เพราะเคยถูกนักการเมืองหลอกมาจนชาชิน แต่เมื่อทักษิณทำได้ตามที่ประกาศไว้ แม้ผิดบ้างถูกบ้าง ก็ย่อมได้ใจคนจน


เมื่อได้ใจกัน อย่าว่าแต่เพียงกาบัตรเลือกตั้งให้เลย ตายแทนก็ยังได้ ดูกรณีของลุงไพรวัลย์ นวมทอง แท็กซี่ ผู้พลีชีพนั่นปะไร?


อย่าลืมว่า คนจนทั้งหลาย ที่เขาจนๆกัน เขาขาดแต่เงินและโอกาสเท่านั้นนะครับ แต่สำหรับความคิด เขาก็มีปัญญาล่วงได้ว่า......รัฐบาลในอดีตทุกยุค ได้ใช้เงินงบประมาณไปกับการกลบหนี้เน่าของสถาบันการเงิน ซึ่งคนฉ้อโกงสถาบันการเงิน และพวกได้ประโยชน์ มิใช่ชาวรากหญ้าอย่างแน่นอน


นอกจากนี้ คนจนยังรู้ว่า....รัฐบาลทุกยุคทุกสมัย ได้ใช้เงินไปกับโครงการขนาดใหญ่ ที่ผู้ได้รับประโยชน์ เป็นกลุ่มทุนการเมือง และพวกพ้องในชนชั้นสูง ผู้รับเหมาอะไรทำนองนั้นแหละ ชาวรากหญ้าหาได้รับประโยชน์ใดไม่


เมื่อทักษิณ หยิบยื่น “เครื่องชูชีพ” ให้คนใกล้ตาย แม้จะดีหรือไม่ดีพอ ก็ยังดีกว่าปล่อยให้ชีวิตของตนต้องอดตายไปต่อหน้าต่อตาเศรษฐี


เมื่อคนจนชอบทักษิณ....ก็ทำให้เกิดปัญหา 2 ประการ


1.แม้จะมีการยุบพรรคการเมืองที่ชื่อ “ไทยรักไทย” ก็ต้องมีพรรค “พลังประชาชน”เกิดขึ้น จะยุบพรรค “พลังประชาชน” ก็ต้องมีพรรค “พลังราษฎร” จะยุบพรรค “พลังราษฎร” ก็มีพรรค “พลังคนจน” จะยุบพรรคการเมืองไหนซักกี่พรรค กลุ่มการเมืองที่ชาวรากหญ้าเลือก ก็ต้องเป็นพรรคการเมือง ที่อยู่ภายใต้ร่มเงา ทักษิณ หรือ “จะขัง 111 นักการเมือง” ก็ย่อมมีทายาทรุ่น 2 หรือแม้จะฆ่าทายาทรุ่น 2 ให้ตายไป ก็ย่อมมีทายาทรุ่น 3 ขึ้นมาแทน


นี่มิใช่เพราะเหตุอันใดเลย นอกจากการบรรจบกันของ 3 ประสาน คือ 1 มีทุนใหญ่ 2.มีนโยบายต้องใจ และ 3.มีการบริหารจัดการทางการเมืองแบบใหม่(การจัดองค์กรแบบใหม่) คือการเป็น “เจ้าของพรรค”โดยไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เล่น ก็เหมือนกับการเป็นเจ้าของทีมฟุตบอล โดยไม่จำเป็นต้องเล่นฟุตบอลเป็น


2.ความแตกแยกในสังคม อันมีสาเหตุมาจากชนชั้นสูง และชนชั้นกลาง เริ่มได้รับส่วนแบ่งด้านเศรษฐกิจน้อยลง อีกทั้งชนชั้นสูง และชนชั้นกลาง (ที่อยู่นอกกลุ่มทักษิณ) ได้เสียพื้นที่ทางการเมือง ไร้ที่ยืน ถูกทอนอำนาจ ถูกลดความสำคัญลง ปัญหาความแตกแยกในสังคม จึงเกิดขึ้นให้เห็นอยู่ในปัจจุบันและในอนาคต


สำหรับพรรคฝ่ายค้านที่สำคัญอย่างพรรคประชาธิปัตย์ ก็อย่างรีบด่วนถอดใจ ว่าจะเป็นฝ่ายค้านไปนานแสนนาน อย่าได้กลัวและเบื่อหน่ายการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน เพราะการเป็นพรรคฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง ย่อมมีโอกาสสร้างผลงานให้พรรค แต่ที่ต้องตระหนักคือ ประเด็นในการทำหน้าที่ฝ่ายค้านควรต้องเปลี่ยนไป หากยังหยิบประเด็นหยุมหยิม ไม่ประทับใจปวงชน ย่อมไม่อาจทำลายความ "มหึมา"ของกลุ่มทักษิณลงได้


ประเด็นการค้านจึงต้องอยู่บนพื้นฐานที่ถูกต้อง เป็นจริง เป็นประโยชน์กับประชาชนโดยส่วนรวม


โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การดึงสถาบันเบื้องสูง อันเป็นที่เคารพบูชาของคนไทยทั้งชาติ ซึ่งเป็นสถาบันที่ทุกคนในชาติยอมรับโดยพฤตินัยและโดยนิตินัย มาเป็นประโยชน์ทางการเมือง ไม่บังควรอย่างยิ่ง หากมองด้วยสายตาที่เป็นธรรมแล้ว ผมเชื่อว่า ไม่มีคนไทยคนไหนจะคิดร้ายต่อสถาบันหลักของชาติอย่างแน่นนอน


ฉะนั้น ในยุคข้อมูลข่าวสารที่ฉับไว การดึงเอาสถาบันอันเป็นที่เคารพสูงสุดของคนไทย มากล่าวหากันทางการเมือง เป็นเรื่องไม่บังควรอย่างแน่นอน


หากมีความสงสัยกันว่า มีผู้ใดล่วงละเมิดสถาบัน ก็ต้องไปร้องทุกข์กับตำรวจ ให้นำคดีขึ้นสู่ศาลยุติธรรม นอกจากเป็นประโยชน์และเกิดเป็นธรรมกับทุกฝ่ายแล้ว ยังเป็นหนทางในการปกป้องสถาบันอันสูงส่งอย่างแท้จริงอีกด้วย


ประเด็นหลักในการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน จึงควรตรวจสอบในเรื่องความไม่ชอบมาพากลในการบริหารของรัฐบาล ความไร้ประสิทธิภาพ ที่อาจก่อผลร้ายทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง หรือตรวจสอบนโยบาย ที่อาจก่อให้เกิดความยากลำบากกับประชาชนในอนาคตต่างหาก


ที่สำคัญ ควรเสนอทางออกที่เหนือกว่าวิธีการบริหารจัดของรัฐบาลควบคู่ไปด้วย มิใช่มุ่งให้รัฐมนตรีคนหนึ่งคนใดต้องติดคุก เพราะหน้าที่ดังกล่าวเป็นเรื่องของตำรวจ อัยการ และศาลยุติธรรมอยู่แล้ว


ท่านเชื่อหรือไม่ว่า หากนายจักรภพ เพ็ญแข ต้องตกงาน หรือติดคุก จะมีคนอย่างนายจักรภพ เพ็ญแข ที่ทักษิณปั้นเสกขึ้นมาใช้งานใหม่ได้อีกหลายร้อย หลายพันคน


การต่อสู้กับพรรคการเมืองภายใต้ร่มเงาของ “ทุนทักษิณ” จึงต้องมียุทธศาสตร์ใหม่


นี่เป็นเพียงการต่อสู้กับ “เงา” ของทักษิณเท่านั้น หากมีการปล่อย “ยักษ์” ออกมาจากขวด “เลขที่ 111” ได้ พรรคประชาธิปัตย์จะเหนื่อยกันขนาดไหน?


---------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 11
รณบุตร วันที่ : 19/05/2008 เวลา : 09.13 น.
http://www.oknation.net/blog/wayuboot2499
รณบุตร จุดไฟฝัน แบ่งปันฮัก ปฏิปักษ์คนกังฉิน กินบ้านเมือง 

ไอ้นายกรัฐมนตรี เชื่อไอ้ปึ๊ดเกินไป

เลยถูกไอ้หมักด่า..นายกฯเฮงซวย ที่หมู่บ้านหนองอีหลงขณะนี้..
ความคิดเห็นที่ 10
bubujung วันที่ : 19/05/2008 เวลา : 05.49 น.
http://www.oknation.net/blog/bubujung

เรื่องที่จะทำมีมากดันไม่ทำ

ดันไปทำเรื่องไม่เป้นเรื่อง

มันทั้งโง่ทั้งเซ่อร์เลยหละ

น่าจาโดนปฏิวัติอีกสักรอบนะ

คงจาดี
ความคิดเห็นที่ 9
Dogstar วันที่ : 19/05/2008 เวลา : 05.06 น.
http://www.oknation.net/blog/dogstar

อายุมาก แก่เกินแกง แก่กะโหลกกะลา
แก่อวดรู้อวดโง่แล้วอวดฉลาด วางโตวางก้ามว่ากูแน่
ที่แท้ไม่ได้ความงานก็ไม่ได้ทำงานเพราะเขาให้นั่งเป็นเป้าล่อเท่านั้นและถ้าทำก็ไม่เป็นงาน น่าสงสารยังไม่รู้ตัวอีก
ความคิดเห็นที่ 8
oamie วันที่ : 19/05/2008 เวลา : 01.27 น.
http://www.oknation.net/blog/oam

ในขณะที่ชาวพม่าล้มตายมากมาย แต่รัฐบาลทหารพม่ายังคงใส่ใจกับการรับร่างรัฐธรรมนูญ จนประชาโลกรุมด่า

ในขณะที่ชาวไทยกำลังเดือดร้อนเรื่องปากท้อง เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องเงินเฟ้อ อาหารแพง ค่าครองชีพ แต่ รัฐบาลไทยก็ยังพูดเรื่องแก้รัฐธรรมนูญได้ทุกวัน

แล้วอย่างงี้จะต่างกับรัฐบาลพม่าตรงไหนเนี่ย

น่าอายจริง ๆ ที่เรามี..... แบบนี้
ความคิดเห็นที่ 7
madman วันที่ : 19/05/2008 เวลา : 00.17 น.
http://www.oknation.net/blog/madman

ผมไม่เคยคิดว่ามันเป็น "ไอ้นายกรัฐมนตรีของเรา" เลยครับ
...
แค่คิดก็แสยงขนแหล่ว
ความคิดเห็นที่ 6
feng_shui วันที่ : 18/05/2008 เวลา : 22.07 น.
http://www.oknation.net/blog/buzz
feng_shui

หุ หุ ไม่อยากบอกดังๆว่าวันที่ข้าพเจ้าไปเกาะกูดเห็นเงาแว็บๆ ของท่านภริยาอดีตนายกฯ สงสัยแวะไปเกาะกงที่อยู่ใกล้ๆ ง่ะ วันนี้ เผ็ดร้อนจังค่ะ
ความคิดเห็นที่ 5
โมบาย วันที่ : 18/05/2008 เวลา : 20.10 น.

สมัคร สุนทรเวชไปพม่าแค่สองสามชั่วโมงโดนหม่องหลอกให้มาเห่ามั่วเสียเป็นคุ้งเป็นแคว โลกนี้ไม่มีใครเชื่อแต่ดันหลงตัวเองว่ามีเครดิตที่จะเจรจากับหม่องได้แต่ก็เหลวไม่เป็นท่า
ขยันทำงานในหน้าที่เมืองไทยเหอะไม่ต้องสะเออะไปยุ่งเรื่องหม่องไม่เคยทำตะกวดอหิวาต์อะไรเป็นชิ้นเป็นอันนอกจากผลงานเอา"ไอ้ปื้ด"กลับเข้าเป็นทหารแล้วมีผลงานอื่นหรือเปล่าป่านนี้นายใหญ่คงปวดหัวตายเพราะคราวหน้าทั้งอีสานและเหนือสงสัยเหี้ยนเต้
ความคิดเห็นที่ 4
W_T_Y_S_L วันที่ : 18/05/2008 เวลา : 20.08 น.
http://www.oknation.net/blog/whattookyousolong


"ไอ้นายกรัฐมนตรีของเรา" = "โฆษกรัฐบาลทหารพม่า"

Zeedddddddddddddddddddd ...... ครับพี่
ความคิดเห็นที่ 3
ทาโร่ วันที่ : 18/05/2008 เวลา : 19.50 น.
http://www.oknation.net/blog/taro
แจ็ค รัสเซล เทอร์เรีย และคณะ

ซู๊ดยอด
ความคิดเห็นที่ 2
makaratta วันที่ : 18/05/2008 เวลา : 18.06 น.
http://www.oknation.net/blog/mekaratta

ถึงรสถึงชาติดีครับ
'ไอ้นายกรัฐมนตรีของเรา' น่าจะชอบ
ซูดดสส์
ความคิดเห็นที่ 1
nakhonkup999 วันที่ : 18/05/2008 เวลา : 17.10 น.
http://www.oknation.net/blog/nakhonkup999
นครศรีธรรมราช

ช่ายๆๆ รับใช้อ้ายหม่องมัน
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤษภาคม 2008 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31