พิมพ์หน้านี้
|
โดยเฉพาะสัปดาห์นี้ได้แสดง ความไร้เดียงสาระดับอนุบาลบนเวทีระหว่างประเทศด้วยการ ลดชั้นตัวเองจาก"นายกรัฐมนตรีประเทศไทย" กลายเป็น "โฆษกรัฐบาลทหารพม่า" ไปเสียฉิบ มิหนำซ้ำยังถูกตำหนิจากรัฐบาลพม่าว่า"นายกรัฐมนตรีของเรา" ไป แถลงข่าวอีท่าไหนพูดหาหอกทำไมจนสำนักข่าวต่างประเทศแปลความผิดกลายเป็นว่า "สิ่งของ" จากนานาชาติ 27 ประเทศยังกองอยู่ที่เดิม รัฐบาลทหารพม่ายังไม่ยอมให้ส่งไปช่วยเหลือชาวพม่า ที่ประสบเคราะห์กรรมจากไซโคลนนาร์กิส "นายกรัฐมนตรีของเรา" ได้ทำลาย "โอกาส" ของประเทศไทย ในการเป็นศูนย์กลางการระดมความช่วยเหลือจากนานาชาติให้กับชาวพม่า กลายเป็น "วิกฤติ" โดยทันที หลังจาก "นายกรัฐมนตรีของเรา" เดินทางกลับจากไปพบผู้นำรัฐบาลทหารพม่า แบบ "มือเปล่า" มิหนำซ้ำ ยังชื่นชมรัฐบาลทหารพม่าที่ยืนกรานเช่นเดิม "รับแต่สิ่งของ-คนไม่ต้อง" ช่างไร้มนุษยธรรมจริงๆ "ไอ้นายกรัฐมนตรีของเรา" คนนี้ น่าสงสารเลขาธิการสหประชาชาติ นายบันคี มูน ที่ไม่เคยโกรธเคืองคำพูด"นายกรัฐมนตรีของเรา" เมื่อคราวบอกว่า "พวกมึงทำไมไม่ไปยุ่งกับราคาน้ำมันมายุ่งกับกูเรื่องปลูกพืชพลังงานกับปลูกข้าวทำไม" แต่ด้วยความเชื่อในคำพูด"นายกรัฐมนตรีของเรา" ที่เคยคุยโม้โอ้อวดว่าสนิทสนมกับนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของพม่า นายบันคี มูน ได้ส่งจดหมายถึง "นายกรัฐมนตรีของเรา" ขอให้ทำหน้าที่ "โซ่ข้อกลาง" เพื่อขอร้องรัฐบาลทหารพม่าให้ยินยอมออกวีซ่าให้เจ้าหน้าที่ขององค์กรนานาชาติ ได้เข้าไปช่วยเหลือเพื่อนมนุษยชาติในพม่า ถ้านายกรัฐมนตรีของเรา "พูดเป็น" และมี "ความรู้ในเชิงภาษาการทูต" อยู่บ้างขอแค่ในระดับคนทั่วๆ ไป ก็น่าจะพูดได้ "เพียงบอกว่ารัฐบาลทหารพม่า ยังขอเวลาในการพิจารณาความช่วยเหลือจากนานาชาติ ว่าจะขยายขอบเขตเพิ่มจาก "สิ่งของ" หรือไม่ แล้วไทยขออาสาจะใช้ความพยายามต่อไป ในการเป็น "สะพาน" เชื่อมระหว่างนานาชาติกับรัฐบาลทหารพม่าให้เพื่อไม่ให้รัฐบาลทหารพม่าเกิดความหวาดระแวงตะวันตก ถ้าพูดแค่นี้คงไม่ทำให้รัฐบาลทหารพม่าโกรธเคืองว่า "โฆษกกิตติมศักดิ์" ของรัฐบาลทหารพม่าพูดผิด ในขณะที่นานาชาติก็ยังคงมีความหวังและมอบความไว้วางใจประเทศไทย ในการทำหน้าที่เป็น "โซ่ข้อกลาง" ต่อไป แต่"นายกรัฐมนตรีของเรา" ที่ไร้ประสบการณ์การเมืองระหว่างประเทศ ยังไม่หนักข้อพอ ยังเต็มไปด้วยทัศนคติเชิงลบกับชาติตะวันตก และองค์กรนานาชาติ จึงคุยโม้ตีฝีปากคิดไปเองว่า"กูเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย" เพียงคนเดียวในโลกนี้ ที่สามารถเปิดบ้านพักส่วนตัวเลี้ยงข้าวนายกรัฐมนตรีพม่าคนใหม่ ที่เดินทางออกนอกประเทศครั้งแรกมาแล้ว พวกฝรั่งตาน้ำข้าว เป็นพวกไม่เข้าท่า ดูถูกรัฐบาลทหารพม่า พูดจาเสียดสีกระแหนะกระแหนไปถึงรัฐบาลสหรัฐอเมริกาของนายจอร์จบุช ว่า ทีเกิดเหตุการณ์พายุทอร์นาโดเข้ารัฐนิวออร์ลีนส์ รัฐบาลอเมริกายังทำงานช้ากว่าจะเข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านได้ ยิ่งกว่ารัฐบาลทหารพม่าที่จัดการเสร็จสรรพดีพอประมาณ จึงไม่ต้องการให้ใครไปยุ่มย่ามในประเทศตัวเอง "นายกรัฐมนตรีของเรา" ที่มีอายุ 73 ย่าง 74 ปี คงเป็นผู้นำแก่ๆ ที่ตาฝ้าฟาง ทำให้มองไม่เห็นการจัดฉากของรัฐบาลทหารพม่า พาไปดูศูนย์ช่วยเหลือที่มีเต็นท์นอนพักอย่างดีและชาวบ้านอยู่กันอย่างไม่อดอยาก แล้วกลับมาพูดชื่นชมรัฐบาลทหารพม่า ว่า จัดการได้เรียบร้อย ไม่ต้องการให้ใครเข้าไปช่วยอีกแล้ว "เก่งแต่ในบ้าน" น่าจะเป็นคำจำกัดความของ"นายกรัฐมนตรีของเรา" ที่ชอบเหลือเกิน ในการ โอ้อวด"ภูมิปัญญา" เสมือนเป็นพหูสูตรู้ทุกเรื่องในประเทศไทย เก่งแต่ในบ้านชอบโชว์ฟอร์มอวดรู้ให้พ่อค้าแม่ค้าอ้าปากด้วยความทึ่งอยู่เป็นประจำว่านายสมัครคือผู้เชี่ยวชาญเรื่องราคาผักผลไม้ในตลาด เมื่อมาเป็นใหญ่ในแผ่นดินจึงอวดรู้คุยข่มใครต่อใครไปทั่วบ้านทั่วเมืองในรายการโทรทัศน์ช่อง 11 "สนทนาประสาสมัคร" ทุกเช้าวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งสำหรับเยาวชนรุ่นหลัง ที่ไม่ค่อยรู้สันดานตามไม่ทัน "ไอ้นายกรัฐมนตรีของเราคนนี้" ที่บังเอิญนั่งอยู่หน้าจอโทรทัศน์ช่อง11 ในตอนเช้าวันอาทิตย์ ผมไม่ค่อยห่วงผู้ใหญ่ในบ้านเมืองนี้ที่ไม่ค่อยมีใครเชื่อถือในคำพูดคำจาของ "นายกรัฐมนตรีของเรา" มากขึ้นทุกวัน อยากรู้จริงๆว่า "ไอ้นายกรัฐมนตรีของเรา" คนนี้ ช่วงอยู่ในพม่าได้พยายามแสดงภูมิปัญญาในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของคนพม่าจากไซโคลนนาร์กิส ให้ผู้นำรัฐบาลทหารพม่าหรือเปล่า แต่คิดว่าคง"ไม่" เพราะเมื่อกลับมาถึงเมืองไทย กะอีแค่แถลงข่าวจำจาก "ขี้ปาก" โกหกคำโตของผู้นำรัฐบาลทหารพม่า ยังถ่ายทอดออกมาสับสนสิ้นดี จนสำนักข่าวต่างประเทศแปลผิด จนผู้นำรัฐบาลทหารพม่าต่อว่าต่อขานมาว่า ทำไมไปพูดอย่างนั้น "ไอ้นายกรัฐมนตรีของเรา" คนนี้ ก็ยังไม่ทิ้งนิสัยสันดานอีหรอบเดิมอีก ไม่เคย "ตบปาก" โทษตัวเองว่าทำไมปากไวพูดผิด แต่กลับโทษนักข่าวว่าจงใจแปลผิด เพราะไม่ชอบขี้หน้าผู้นำรัฐบาลทหารพม่า ผมจึงเบื่อหน่ายจริงๆ กับ "ไอ้นายกรัฐมนตรีของเรา" คนนี้ ที่ละทิ้ง "โอกาส" ตัวเอง ไม่เคยแสดงให้เห็นว่า เหมาะคู่ควรกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ทำให้มาตรฐานของนักการเมืองที่จะมานั่งในตำแหน่งนี้ตกต่ำลงอย่างน่าใจหาย อันตรายของประเทศไทยคือผู้นำประเทศขาดความรู้และประสบการณ์การเมืองระหว่างประเทศ แต่มักอวดรู้อวดฉลาดว่า ตัวเองรู้มากกว่าใครๆ ในประเทศนี้ กรณีเสียรังวัดจากรัฐบาลทหารพม่าที่ไม่ไว้หน้าไม่ให้ราคาใดๆ กับ "นายกรัฐมนตรีของเรา" เลย แต่เจ้าตัวกลับไม่รู้ตัวเลยว่า ภาพลักษณ์ "นายกฯ นอมินี" และขี้เท่อไม่เอาอ่าวในการทำงานระดับผู้นำประเทศ ทำให้ "นายกรัฐมนตรีของเรา" ไม่มีราคาบนเวทีต่างประเทศเลย นายบัน คี มูน เลขาฯ สหประชาชาติ คงแอบหัวร่องอหาย "นายกรัฐมนตรีของเรา" ที่ทำเก่งคุยโม้ว่า สนิทกับนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของรัฐบาลทหารพม่า "นายกรัฐมนตรีของเรา" กลับมาจากต่างประเทศคราวใด มักอวดตัวว่าผู้นำประเทศอื่นๆ ในอาเซียนชื่นชมตัวเอง แต่ทำไมสื่อมวลชนชอบดูถูกดุด่าว่ากล่าว โดยเจ้าตัวไม่รู้หรอกว่า ธรรมเนียมเวทีการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มอาเซียนปฏิบัติต่อผู้นำประเทศคนใหม่ของกลุ่มสมาชิกแบบเท่าๆ กันมาโดยตลอด โดยไม่สนใจว่าผู้นำประเทศนั้นๆ จะเป็นใครและที่มาจากไหน จากการรัฐประหาร โกงเลือกตั้งอย่างหน้าด้านๆ คอร์รัปชันจนโดนขับไล่จากชาวบ้าน ฯลฯ การเดินทางไปเยือนก็ได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติผู้นำประเทศในกลุ่มอาเซียน เพราะธรรมเนียมอาเซียนจะไม่แทรกแซงกิจการภายในซึ่งกันและกัน "นายกรัฐมนตรีของเรา" พึงรู้ไว้ด้วยว่า ประสบการณ์การเมืองในประเทศอาจจะมากมายสุดพรรณนา 3 วัน 3 คืนไม่จบ แต่ประสบการณ์บนเวทีระหว่างประเทศพิสูจน์แล้วว่าแค่หางอึ่งจริงๆ อย่าอวดรู้อวดขี้เท่อไปมากกว่านี้เป็นอันขาดประเทศชาติจะเสียหายมากยิ่งขึ้น เอาเป็นว่า รัฐมนตรีต่างประเทศคนปัจจุบัน "นพดล ปัทมะ" ที่ไม่มีประสบการณ์เช่นเดียวกัน แต่อาศัยว่าทำงานขยันขันแข็งไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยข้ามวันข้ามคืนข้าม โลกยังต่อสายโฟนอินเข้าทุกรายการโทรทัศน์และวิทยุ พอจะรู้จักพูดจาด้วยภาษาทางการทูตอยู่บ้างจึงพอเอาตัวรอดไปได้ใน "การพูด" บนเวทีนานาชาติในย่านอาเซียนแม้ว่า "การกระทำ" ยังเงอะงะขาดความรู้ความเข้าใจในหลายๆเรื่อง ที่เป็นปมขัดแย้งระหว่างประเทศมายาวนาน รวมทั้งข้อพึงระวังทางการทูตที่รัฐมนตรี นักการทูต และข้าราชการ จะต้องตัดขาดจากผลประโยชน์ทับซ้อนส่วนตัวหรือของนายเก่า ดังเช่นกรณีเขาพระวิหารที่ถูกรัฐมนตรีพาณิชย์ของรัฐบาลกัมพูชา "เปิดลับ" ว่ารัฐมนตรีต่างประเทศไทยนั่นแหละ ที่พยายามผูกโยงการเจรจากับแหล่งพลังงานในเขตทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชา ขอร้อง"นายกรัฐมนตรีของเรา" อย่าได้แสดงขี้เท่อออกมาเป็นอันขาด กรณีเขาพระวิหารกับแหล่งพลังงานในเขตทับซ้อนทางทะเล เพราะรัฐมนตรีกลาโหมของรัฐบาลกัมพูชา"นายพลเตีย บันห์" ที่เป็นคนสายเลือดไทย ออกมา "เปิดลับ" อีกคนว่าอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กำลังสนใจจะลงทุนพัฒนาเกาะกงทั้งเกาะ ให้เป็น "เอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์" ระดับโลกตามคำชักชวนของรัฐบาลกัมพูชาด้วยวงเงินมหาศาลหลายแสนล้านบาท นี่คือชั้นเชิงการเมืองระหว่างประเทศของรัฐบาลกัมพูชาที่เหนือกว่ารัฐบาลไทยหลายขุม "นายกรัฐมนตรีของเรา" กับรัฐมนตรีต่างประเทศของไทย จึงไม่เป็นอันเจรจาความเมืองกับรัฐบาลกัมพูชา มัวสาละวนกับการแก้ตัวว่า ไม่เคยคิดแลกแผ่นดินระหว่างเขาพระวิหารกับแหล่งพลังงานในเขตทับซ้อน และอดีตนายกฯ ทักษิณ ไม่เกี่ยวข้องไม่มีผลประโยชน์ซ่อนเร้น แล้วคนไทยหน้าไหนจะเชื่อถือคำพูดของรัฐมนตรีต่างประเทศไทยคนนี้ ซึ่งยังเทียวไล้เทียวขื่อ แวะเยี่ยมเยียนขอคำปรึกษาจากอดีตนายกฯ ทักษิณ อย่างไม่ปิดบังอำพรางอีกต่อไปแล้ว แต่"รัฐมนตรีต่างประเทศของเรา" คนนี้ "ใจกล้าหน้า........" (เติมคำเองก็แล้วกัน) กว่า " นายกรัฐมนตรีของเรา" เป็นไหนๆ เพราะไม่เคยปิดบังอำพรางในการเจอะเจออดีตนายกฯ ทักษิณเช่นเดิม แต่ "นายกรัฐมนตรีของเรา" กลับทำลับๆ ล่อๆ ว่า ไม่เคยพบปะหรือขอคำปรึกษากับอดีตนายกฯทักษิณ สุดจะทนแล้วกับความไม่เอาอ่าว-ไร้ความสามารถของ"ไอ้นายกรัฐมนตรีของเรา" คนนี้ ที่ทำให้สถานะและเกียรติภูมิของประเทศไทย เป็นได้แค่โฆษกรัฐบาลเผด็จการทหารพม่า และยังกลายเป็นลูกไล่ไร้เชิงเจรจารัฐบาลกัมพูชา อนาถจริงๆ ยุค "บื้อ-บอด-ใบ้" ไทยแลนด์ไร้ราคาบนเวทีโลก |
| << | พฤษภาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |