|
ในยามวิกฤติค่าครองชีพสูงจากราคาน้ำมัน จนทำให้ภาวะเงินเฟ้อทะยานขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด วงเงินจำนวน 2,000,000,000 ล้านบาท (2 พันล้านบาท) สามารถใช้ให้คุ้มค่าทำอะไรหลายอย่างให้เกิดประโยชน์สูงสุดทางเศรษฐกิจ และยังช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้านจากปัญหาค่าครองชีพไปได้อีกระยะนานพอสมควร น่าจะดีกว่าเอาไปละเลงเพื่อแก้ปัญหาการเมือง (อีกแล้ว) เพียงเพื่อหวังดับอารมณ์ของ "นายกรัฐมนตรีของเรา" ที่ออกจะขี้หงุดหงิด อารมณ์ค้างไม่คงเส้นคงวาที่บอกว่าขอตัดความรำคาญพวกคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ดูเหมือนจะยิ่งหงุดหงิดไม่พอใจหนักข้อขึ้นไปอีก จนนัดชุมนุมกันตอนเย็นวันนี้ (25 พ.ค.) เพราะเมื่อดูให้ลึกลงไปแล้ว "นายกรัฐมนตรีของเรา" น่าจะกำลังเปิดเกมการเมืองแบบ "ลับ-ลวง-พราง" ฉบับ "รับจ้างทำงาน" ด้วยการบอกว่าจะให้สำรวจประชามติถามชาวบ้านว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 เพื่อจะได้รู้ไปเลยว่าชาวบ้านจะเลือกข้างไหนและป้องกันนองเลือด แล้วออกปากแสร้งว่าไม่เห็นด้วยกับการกระทำของกลุ่ม ส.ส.พรรคพลังประชาชน ที่เมื่อสิ้นเสียงนกหวีดจากใครคนหนึ่งได้พากันเข้าชื่อยื่นญัตติถึงประธานสภาผู้แทนราษฎรขอแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งเมื่ออ่านดูต้นร่างแล้วแทบทุกมาตราที่เขียนขึ้นมาเป็นไปเพื่อการช่วยเหลือคนคนเดียว ให้พ้นผิดจากคดีทุจริตสูบกินผลประโยชน์ของชาติ มากกว่ามุ่งช่วยแก้ไขวิกฤติของชาติที่เป็นปัญหาเร่งด่วนปากท้องชาวบ้านค่าครองชีพสูง ถ้ารัฐบาลของ "นายกรัฐมนตรีของเรา" รู้จัก "ใช้เงินให้เป็น" เอาเงินก้อนนี้ 2,000 ล้านบาทไปแทรกแซงราคารับซื้อข้าวเปลือกจาก "ชาวนา" ในราคาขั้นต่ำเกวียนละ 12,000 บาท จะรับซื้อได้ถึงประมาณ 160,000 เกวียน ชาวนาประมาณ 10,000 ครอบครัวๆ ละ 4 คน รวมประมาณ 80,000 คน (ประมาณการผลผลิต 10 เกวียนต่อครอบครัวต่อฤดูกาลผลิต) อาจจะช่วยแก้ปัญหาราคาข้าวเปลือกตกต่ำในหลายๆ จังหวัดได้พอสมควร ทำให้พ่อค้ากับโรงสีที่ชอบอ้างข้าวเปลือกความชื้นสูง รวมหัวกันกดราคาข้าวเปลือกนาปรังทำไม่ได้ถนัดถนี่นัก แต่ถ้าหากคำนวณจากค่าใช้จ่ายในการลงทะเบียนเรียนมหาวิทยาลัยของรัฐบาลและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในเทอมแรกประมาณคนละ 20,000 บาท อาจจะช่วยชีวิตนักเรียนหญิงคนหนึ่งไม่ให้คิดสั้น "ผูกคอตาย" หลังจากสอบเข้ามหาวิทยาลัยของรัฐบาลได้สำเร็จ แต่พ่อแม่บอกว่าไม่มีเงินค่าลงทะเบียนเทอมแรกให้ลูกสาว และน่าจะเพียงพอให้นักเรียนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยปีนี้ประมาณ 100,000 คนได้ "เรียนฟรี" ทั้งหมดในเทอมแรก โดยจะไม่เกิดปัญหานักเรียนจำนวนมากที่ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร ออกมาร้องสื่อเพื่อขอความเห็นใจจากสังคมให้ช่วยเหลือค่าเล่าเรียนในมหาวิทยาลัยของรัฐ รถเมล์ของ ขสมก.และรถโดยสารของบริษัท ขนส่ง จำกัด ก็อาจจะไม่ต้องเร่งรีบขึ้นค่าโดยสารอีก 1.5 บาทจนถึงร่วม 5 บาทตั้งแต่วันจันทร์ที่ 26 พ.ค. โดยไม่ยอมเสียสละชะลอการ "เอาเปรียบ" ประชาชนไปอีกระยะหนึ่ง เพื่อรอฟังคำพิพากษาของศาลปกครองที่ผู้โดยสารใช้สิทธิฟ้องรัฐให้ระงับการขึ้นราคา เพราะเห็นว่า ขสมก.กับ บขส.รังแกและขูดรีดประชาชนมากเกินไป ฉวยโอกาสขอขึ้นค่าโดยสารทั้งๆ ที่รถเมล์ ขสมก.เกือบ 50% ได้ปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ไปใช้ก๊าซ "เอ็นจีวี" ที่มีราคาต่ำกว่าน้ำมันดีเซล 50% แต่การขอปรับราคาค่าโดยสารกลับไปอ้างอิงการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดีเซลอย่างเดียว ถ้านำเงิน 2,000 ล้านบาทไปชดเชยค่าน้ำมันดีเซลให้ ขสมก.และ บขส.จะทำให้ 2 หน่วยงานลดภาระค่าน้ำมันดีเซลไปได้ถึงประมาณ 1,000 ล้านลิตร สามารถใช้ไปได้อีกนานเป็นเดือนๆ รัฐบาลชุดที่แล้วและชุดนี้ล้วนมีนโยบายส่งเสริมให้รถยนต์ทุกประเภทปรับแต่งเครื่องยนต์ให้สามารถใช้ก๊าซเอ็นจีวีได้ แต่ยังไม่เคยทุ่มเทเอาจริงเอาจังสักที ปัญหาการใช้ก๊าซเอ็นจีวีจึงเป็นปัญหางูกินหางที่ผู้ใช้รถยนต์จำนวนมากไม่มีเงินมากในการปรับแต่งเครื่องยนต์ให้ใช้ก๊าซเอ็นจีวีได้ ในขณะที่สถานีบริการเติมก๊าซเอ็นจีวียังมีจำนวนน้อยเกินกว่าจำนวนรถยนต์ที่หันมาใช้ก๊าซเอ็นจีวีมากขึ้นในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะรถบรรทุกและรถแท็กซี่ที่ต้องเข้าคิวรอเติมก๊าซเอ็นจีวีในชั่วโมงเร่งด่วนนานไม่น้อยกว่าคันละ 1-2 ชั่วโมง ถ้า "นายกรัฐมนตรีของเรา" รู้จักใช้เงินให้เป็น เช่นเดียวกับการสนุกกับการจ่ายตลาดที่ได้ต่อรองราคาแม่ค้า ขอลดค่าผักค่าหมูเพียงไม่กี่บาท ขอให้ลองใช้ "หัวสมองอายุ 73 ปี" คำนวณเร็วๆ เมื่อคิดจากค่าปรับแต่งเครื่องยนต์ให้ใช้ก๊าซเอ็นจีวีประมาณคันละ 70,000 บาท จะทำให้สามารถเพิ่มจำนวนรถยนต์ใช้ก๊าซเอ็นจีวีโดยทันทีอีกประมาณ 28,000 คัน ลองคิดดูว่าจะช่วยประหยัดการใช้น้ำมันที่ต้องนำเข้าในระยะยาวได้อีกมากแค่ไหน ประเทศชาติจะประหยัดเงินตราต่างประเทศที่จ่ายออกไปเพื่อซื้อน้ำมันดิบเข้ามาเผาผลาญไปทุกวี่ทุกวัน แต่ถ้าเอาเงิน 2,000 ล้านบาทรีบไปซื้อน้ำมันดิบในราคาตลาดโลก 135 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเก็บไว้จะได้น้ำมันดิบประมาณ 460,000 บาร์เรล (คนไทยผลาญน้ำมันนำเข้าวันละประมาณ 6-700,000 บาร์เรล) เพราะนับวันราคาน้ำมันดิบมีแต่จะสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนอาจจะทะลุไปถึง 200 ดอลลาร์ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เมื่อถึงวันนั้นเงินจำนวน 2,000 ล้านบาทจะสามารถซื้อน้ำมันดิบได้แค่ประมาณ 300,000 บาร์เรล ลองดูอีกตัวเลขที่น่าสนใจ ขออ้างอิงจากหนังสือ "ปฏิบัติการ 485 วัน ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ปลดชนวนวิกฤติพลังงาน" ซึ่ง ดร.ปิยสวัสดิ์ เป็นรัฐมนตรีพลังงานในรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่ทุ่มเททำงานหนักกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของรัฐบาลขิงแก่ชุดที่แล้ว จนสามารถแก้ปมเน่าๆ ของปัญหาหนี้สินกองทุนน้ำมันเกือบแสนล้านบาท ที่สะสมมาจากรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไปจนเกือบหมด แต่ไม่ได้ทำให้วิกฤติพลังงานสิ้นสุดเพราะราคาน้ำมันยังทะยานขึ้นไปอีก นับจากพ้นตำแหน่งส่งไม้ต่อให้รัฐบาลชุดนี้ที่แทบยังไม่ได้ขยับเรื่องนี้เลย หาก "นายกรัฐมนตรีของเรา" ยังไม่เอาใจใส่กับวิกฤติพลังงาน ปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรมเช่นทุกวันนี้ จะส่งผลร้ายแรงต่อเศรษฐกิจไทยในระยะใกล้ๆ นี้จนยากจะแก้ไขได้อีกแล้ว อยากให้ "นายกรัฐมนตรีของเรา" ลดอัตตาตัวกูเก่งกว่าคนอื่น ลองหาเวลาว่างๆ จากการเดินจ่ายตลาดสดทุกประเทศที่ไม่ได้มีคุณค่าในเชิงบริหารประเทศมากนัก ตั้งใจอ่านหนังสือเล่มนี้ของ ดร.ปิยสวัสดิ์ เพื่อจะได้ลงมือกำกับนโยบายพลังงาน ให้เดินหน้าไปอย่างถูกทิศถูกทางในการแก้วิกฤติพลังงานที่ยังสะเปะสะปะเอามากๆ เลิกรังเกียจความคิดเห็นที่แตกต่างหรือความคิดเห็นที่ไม่ได้มาจากพวกกู เปิดตาดูความเป็นจริงว่าบ้านเมืองนี้ว่าใครมีความรู้ความสามารถในการแก้ปัญหาวิกฤติพลังงาน ที่เป็นวิกฤติที่ใหญ่และร้ายแรงกว่า "การแก้ไขรัฐธรรมนูญ" เป็นไหนๆ แล้วระดมเข้ามาช่วยกันคิดหาทางออกในระยะยาวให้เป็นโรดแมพของประเทศ เพราะวิกฤติพลังงานเป็นวิกฤติใหญ่ที่สุดที่ยากต่อการแก้ไขตามลำพังคนใดคนหนึ่ง และกำลังส่งผลต่อสถานะทางเศรษฐกิจของไทยรุนแรงมากกว่าเรื่องอื่นๆ ทุกวันนี้มองเห็นเพียงแต่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ "มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ" ในฐานะประธานคณะกรรมการระดับชาติที่จะวางยุทธศาสตร์อาหารและพลังงาน พยายามเรียกประชุมรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องแล้ว กลับแทบไม่เห็นใครมาร่วมประชุมด้วย ทั้งรองนายกฯ และรัฐมนตรีคลัง "สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี" และรัฐมนตรีเกษตร "สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล" ล้วนแต่ส่งมวยแทนมา แม้ว่ารัฐมนตรีพลังงาน พลโทหญิงพูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ จะทุ่มเทตั้งใจทำงานมากแค่ไหน แต่ยังเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ ยังไม่เห็นโรดแมพชัดๆ ในระยะยาวว่าประเทศไทยจะรับมือกับวิกฤติพลังงานในอีก 3-5 ปีข้างหน้าได้อย่างไร เมื่อปี พ.ศ.2533 คนไทยมีค่าใช้จ่ายพลังงานต่อครัวเรือน 3,546 บาท ในปี พ.ศ.2549 เพิ่มขึ้นเป็น 17,208 บาทต่อครัวเรือน และปีที่แล้ว 2550 ประเทศไทยต้องใช้เงินซื้อน้ำมันดิบสูงถึงประมาณ 900,000 ล้านบาท ในปีนี้ตั้งแต่ต้นปีราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกได้ทะยานขึ้นแทบทุกวัน จนล่าสุดทะลุไปถึง 137 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สูงกว่าเฉลี่ยปีที่แล้วถึง 100 เปอร์เซ็นต์ หมายความว่าคนไทยจะมีค่าใช้จ่ายพลังงานต่อครัวเรือนในปี พ.ศ.2551 สูงถึงประมาณ 30,000 บาทต่อครัวเรือน และเงินซื้อน้ำมันดิบปีนี้น่าจะทะลุเกิน 1,500,000 ล้านบาท เป็นจำนวนพอฟัดพอเหวี่ยงกับงบประมาณรายจ่ายปี 2551 ของรัฐบาลเข้าไปแล้ว ถ้าหากเอาเงิน 2,000 ล้านบาท มาช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้านในการจ่ายเงินค่าพลังงาน จะสามารถช่วยได้ถึงประมาณ 60,000 ครัวเรือน หรือประมาณ 300,000 คนที่ไม่ต้องวิตกทุกข์ร้อนค่าพลังงานอีกต่อไป แต่ถ้าหากช่วยคนละ 10,000 บาทต่อปี จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้ถึง 200,000 ครัวเรือน หรือร่วมล้านคน ชาวบ้านมักทึ่งกับ "รอยหยักสมอง" ของนายกรัฐมนตรีของเราคนนี้ ในการคำนวณสารพัดตัวเลขเรื่องความยาวถนนวงแหวนกับค่าก่อสร้างได้อย่างคล่องแคล่ว มองเห็นภาพและการคุยโม้ตัวเลขต่างๆ ในรายการสนทนาประสาสมัครทางช่อง 11 ลองคำนวณระหว่างการใช้เงิน 2,000 ล้านบาทสำหรับจัดการลงประชามติถามชาวบ้านว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 กับนำไปช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้านในปัญหาค่าครองชีพสูง อย่างไหนจะคุ้มค่ากับประเทศในระยะยาวมากกว่าแค่การดับรำคาญของคนคนเดียวกับการดับทุกข์ชาวบ้านอีกนับแสนคน ลองใช้ "รอยหยักของสมองอายุ 73 ปี" คำนวณได้ไม่ยาก
|