พิมพ์หน้านี้
|
ปัญหาใหญ่ที่สุดของแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในเวลานี้ ที่ยังไม่รู้ว่าสถานการณ์จะไปสิ้นสุดเมื่อไร หาใช่การชุมนุมอย่างสันติที่เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2550 แม้ "ขวาง" กลางถนนราชดำเนินนอกบนสะพานมัฆวานรังสรรค์ เพื่อขับไล่ระบอบทักษิณและรัฐบาล "หุ่นเชิดสมัคร" (สำนวนกลุ่มพันธมิตร) ติดต่อกันมานานเกินกว่า 2 สัปดาห์ แม้ยังมีเสียงบ่นร้องทุกข์ดังๆ จากครูและนักเรียนที่สัญจรลำบากไปโรงเรียนสาย, พ่อค้าแม่ค้าขายผลไม้ได้น้อยลง, สนามมวยราชดำเนินที่ไม่มีคนไปดู และปัญหาในการเดินทางและการจราจรย่านนั้นไม่คล่องตัวเท่าที่ควร ในช่วงเช้าและเย็น แล้วถูกนำไปขยายความ "เกินจริง" เป็นสงครามข่าวผ่านสื่อโทรทัศน์รัฐช่อง NBT ให้ดูประหนึ่งว่าสภาพการจราจรกำลังติดขัดทั้งกรุงเทพฯ และสร้างความเดือดร้อนให้คนกรุงเทพฯ นายกรัฐมนตรี "สมัคร สุนทรเวช" กับรัฐมนตรีต่างประเทศ "นพดล ปัทมะ" ประสานเสียงว่านักลงทุนต่างประเทศไม่ยอมมาลงทุนในประเทศไทย เพราะกังวลการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร แท้จริงแล้วปัญหาจราจรย่านนั้นแก้ไขได้ หากทุกฝ่ายนั่งลงคุยกันว่าสาเหตุมาจากไหนกันแน่ หรือจะถอยเปิดทางให้ใช้พื้นที่ถนนในบางช่วงเวลาหรือไม่, พ่อค้าแม่ค้าขายสินค้าน้อยลงจากการชุมนุมจริงหรือไม่-เมื่อคนไปมากน่าจะขายดีขึ้น ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติน่าจะเกี่ยวกับเสถียรภาพ และประสิทธิภาพในการบริหารประเทศของรัฐบาล มากกว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร ที่เป็นเรื่องปกติในประเทศตะวันตกที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่ปัญหาใหญ่ของกลุ่มพันธมิตร ที่กำลังบั่นทอนพลังของการชุมนุม คือ ทัศนคติเชิงลบของแกนนำ, ท่าทีคึกคะนองปากของผู้ดำเนินรายการบางคนที่มักไม่ระวังคำพูด จนทำลาย "แนวร่วม" ไล่ระบอบทักษิณ สร้าง "แนวร่วมมุมกลับ ระบอบทักษิณเพิ่มขึ้น จึงมักตอบสนองต่อการวิพากษ์วิจารณ์จากผู้คนในสังคมด้วยทัศนคติ "คับแคบ" ไม่ยอมให้ใคร "คิดต่าง", ไม่ยอมให้ใครเสนอทางออกใหม่ๆ ในการต่อสู้กับระบอบทักษิณ และรัฐบาลหุ่นเชิดสมัคร ด้วยความเชื่อว่ารูปแบบเดียวในการต่อสู้ที่จะประสบความสำเร็จ คือ การชุมนุมอย่างยืดเยื้อ โดยไม่พักรบเพื่อระดมพลรุกกลับ ดังเช่นเคยใช้ได้ผลในปี 2549.
แต่กำลัง "ทำลาย" แนวร่วมชนชั้นกลางและนักวิชาการที่มีจุดยืน ที่อาจจะไม่นิยมหรือไม่เชื่อมั่นรูปแบบการชุมนุม ว่าจะเป็นรูปแบบเดียวในการต่อสู้กับรัฐบาลชั่วๆ ซึ่งพวกเขามองว่าสถานการณ์ความแตกแยกในสังคมเช่นนี้ สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดเหตุการณ์ปะทะนองเลือดจากกลุ่มนรกป่วนกรุงที่พยายามก่อกวนทุกค่ำคืน
ทำไมกลุ่มพันธมิตรไม่รู้หรือว่า พวกเขาที่เป็น "แนวร่วม" หาได้ "คิดต่าง" จากการชุมนุมบนสะพานมัฆวานรังสรรค์ คือ ไม่เอาระบอบทักษิณที่เป็นต้นธารของ "รัฐบาลหุ่นเชิดสมัคร" เช่นเดียวกัน
แกนนำพันธมิตร (ขอย้ำว่าบางคน) ทำตัวประหนึ่ง "ศาสดา" ที่ห้ามทุกคน "คิดต่าง" จะชี้หน้าว่าเป็นคนละพวกทันควัน
ใคร "คิดต่าง" ไม่ออกมาร่วมชุมนุมที่สะพานมัฆวาน คือ ไม่รักชาติ, ไม่จงรักภักดีต่อสถาบัน, ไม่อนาทรร้อนใจกับเชื้อชั่วระบอบทักษิณ ที่ยังมีเครือข่ายแน่นหนาแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม และไม่รู้สึกรู้สาว่ารัฐบาลสมัคร สุนทรเวช เป็นรัฐบาลหุ่นเชิดที่ไร้ประสิทธิภาพในการบริหารประเทศ
ก่อนจะวิพากษ์พันธมิตร อยากจะขอบคุณอาจารย์ผู้ทรงภูมิ, นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ฯลฯ หลายต่อหลายคนที่ร่วมชุมนุม และขึ้นพูดบนเวทีสะพานมัฆวาน เชื่อว่าพวกท่านล้วนแต่มีจิตใจเสียสละเพื่อประเทศชาติอย่างบริสุทธิ์ใจ ยืนหยัดต่อสู้ยาวนานหลายวันเพื่อพิสูจน์ตัวเองว่า จะไม่ทอดทิ้งขบวนการต่อสู้ครั้งใหม่ เพราะรูปแบบการชุมนุมยืดเยื้อยาวนานเช่นนี้เริ่มได้ผลในระดับหนึ่งตามข้อเรียกร้องจริง
หากไม่มีการชุมนุมยืนหยัดต่อสู้ของกลุ่มพันธมิตรที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ นับตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค. คงจะไม่ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนท่าทีใหม่ ของพรรคพลังประชาชนและรัฐบาลหุ่นเชิดสมัคร เช่น
ญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคพลังประชาชนตกไปแล้ว, รัฐบาลสมัครยอมชะลอการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วเปลี่ยนแนวทางไปสู่การลงประชามติ และตั้งคณะกรรมาธิการร่วมของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อศึกษาข้อจำกัดของรัฐธรรมนูญปี 2550 ฯลฯ
แต่บางคนยังขึ้นเวทีพันธมิตรด้วยอารมณ์พลุ่งพล่านทุกค่ำเช้า (แหกปาก) ตะโกนด้วยความเจ็บช้ำ-น้อยใจกับบรรดา "ชนชั้นกลาง" จำนวนมากที่ยังมัวนั่ง-นอนอยู่บ้าน ดูการถ่ายทอดสดจากเวทีสะพานมัฆวาน ผ่านโทรทัศน์ดาวเทียม ASTV และช่องฟรีทีวีที่เกาะติดข่าวการชุมนุมมากกว่าปี 2549
"พวกเขา" จำนวนมากยังไม่เคยออกไปร่วมชุมนุมเลย หรือออกไปบ้างเป็นบางวันหลังเลิกงาน แล้วขอกลับบ้านตอนดึกเพื่อต้องไปทำงานตอนเช้า ไม่ได้ยืนหยัดข้ามคืนเหมือนกับกลุ่มสันติอโศกที่ปักหลักค้างแรม
"พวกเขา" คงไม่ใช่ "คนโง่" ที่ไม่รู้ทัน "ทักษิณ", คงไม่ใช่พวก "ดักดาน" รักทักษิณจนมองไม่เห็น "ความเลวร้าย-ไร้จริยธรรม"
แกนนำพันธมิตรควรจะค้นหาว่าทำไมพวกเขาจำนวนมาก ยังไม่ได้อยู่ในอารมณ์ "สุกงอม" เพียงพอ จนตัดสินใจออกจากบ้านไปร่วมชุมนุมทุกค่ำคืน ดังเช่นการชุมนุมขับไล่รัฐบาล "ทักษิณ ชินวัตร" ตลอดปี 2549 ที่มีการระดมพลเมื่อไรจากแกนนำพันธมิตร
ผู้คนแทบทุกแวดวงเป็นต้องถามไถ่โทรศัพท์คุยกัน ชักชวนกันไปร่วมตะโกนขับไล่ "ทักษิณออกไป" อย่างไม่อิดออด จนพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า การระดมพลหลายหมื่นเรือนแสน เป็นเรื่องง่ายดายกว่ายุคนี้มากนัก
แกนนำกลุ่มพันธมิตรควรจะใช้ "องค์ความรู้" และ "ธรรมนำหน้า" ที่มีล้นกันทุกคน ระดมสมองวิเคราะห์วิจัยว่าทำไมพวกเขา "ชนชั้นกลาง" ในเมืองที่เคยเป็น "แนวร่วม" หลักในขบวนการขับไล่ "ทักษิณออกไป" จึงยังละล้าละลังไม่ค่อยอยากเข้าร่วมชุมนุมขับไล่ "สมัครออกไป" มากเท่ากับ "ทักษิณออกไป"
ทำไมการ "คิดต่าง" ออกมาเรียกร้อง ไม่ให้ใช้ "ความรุนแรง" ต่อกัน ทั้งจากกลุ่มพันธมิตรและรัฐบาลหุ่นเชิดสมัคร ที่เตรียมการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินสลายการชุมนุม ด้วยการใช้ "สีขาว" หรือ "สีส้ม" เป็นสัญลักษณ์การเคลื่อนไหวและแสดงออก เพื่อต่อต้านการใช้ความ "รุนแรง" ในทุกรูปแบบ
จึงถูกประณามก่นด่าจากแกนนำพันธมิตรประชาชนบางคนว่า นักวิชาการและนักศึกษากลุ่มนี้เป็นพวก "ไร้เดียงสา" ไม่รู้เล่ห์กลของระบอบทักษิณ, เป็นนักวิชาการขี้ขาวที่เป็น "อีแอบ" ที่ไม่กล้าออกมาข้างหน้า ร่วมชุมนุมต่อสู้เยี่ยงเดียวกับกลุ่มพันธมิตร ที่ยืนหยัดเสียสละ
แกนนำพันธมิตรบางคน เลยเถิดไปถึงขั้น ทฤษฎี "สมรู้ร่วมคิด" จินตนาการว่าพวกสีขาวกำลังสมคบกับนักการเมืองชั่วๆ ใต้ลมปีกระบอบทักษิณ สร้างกระแสว่า กลุ่มพันธมิตรเป็นผู้นิยมความรุนแรง มากกว่าไปวิพากษ์รัฐบาลสมัครที่มีทีท่าจะใช้กำลังจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุม
เลยเถิดไปถึงขั้นไม่ยอมไตร่ตรองความคิดเห็นของ "ราษฎรอาวุโส" อย่างนายแพทย์ประเวศ วะสี ที่มีเจตนาดีในฐานะผู้หลักผู้ใหญ่ในสังคมไทย ลองเสนอทางออกให้มี "รัฐบาลแห่งชาติ" เพื่อป้องกันสังคมแตกแยกจนนำไปสู่เหตุการณ์นองเลือด
แม้กลุ่มพันธมิตรไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอ "รัฐบาลแห่งชาติ" (ที่ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ และไม่น่าจะเป็นทางแก้ปัญหาจริงๆ) แต่กลุ่มพันธมิตรน่าจะลองพินิจดูเป้าประสงค์ของราษฎรอาวุโสท่านนี้ ว่าทุกครั้งเป็นการนำเสนอเพื่อการ "คิดต่อ" เพื่อสร้างศานติหลีกเลี่ยงรุนแรง หาใช่เสนอเพื่อหาทางออกให้ระบอบทักษิณดำรงอยู่เช่นเดิมแต่ประการใด
การมองทุกคนที่ "คิดต่าง" โดยไม่จำแนกมิตรจำแนกศัตรูของแกนนำพันธมิตร ชี้หน้าด่าใช้วาจาดูถูกคน "คิดต่าง" ว่าเป็นพวกทักษิณ ผ่านโทรทัศน์ดาวเทียม ASTV ที่มีคนดูทั่วทุกหัวระแหงหลายล้านครัวเรือน
พลังสื่อสมัยใหม่จะกลายเป็น "บูมเมอแรง" เพิ่มแรงทวีคูณผลักไสให้ "แนวร่วม" ที่เป็นกองกำลังสำคัญขับไล่ "ทักษิณออกไป" เมื่อครั้งปี 2549 กลายเป็น "แนวร่วมมุมกลับ" กับระบอบทักษิณและรัฐบาลหุ่นเชิดสมัครมากยิ่งขึ้นๆ และรวดเร็วกว่าผ่านสื่อเก่าอย่างหนังสือพิมพ์
ทั้งๆ ที่พวกเขา "รับรู้" ถึงความเลวร้ายของเครือข่ายระบอบทักษิณ ที่กำลังแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมเพื่อคนคนเดียว, รัฐบาลหุ่นเชิดสมัครที่ไร้ความสามารถในการบริหารประเทศ กำลังสำแดงฤทธิ์หนักหนาสาหัส เพื่อผลประโยชน์พวกพ้องมากกว่าก่อนปี 2549 ที่ถูกคณะนายทหารไล่จากทำเนียบ หลังรัฐประหารวันที่ 19 ก.ย.2549
กลุ่มนักวิชาการ-นักศึกษา "สีขาว-สีส้ม" ที่แสวงหา "ดอกไม้หลากสี" ในการแสดงความคิดเห็น, ราษฎรอาวุโสที่หวังดีต่อสังคมไทยไม่เสื่อมคลาย, นักวิชาการที่ไม่นิยมรูปแบบชุมนุมแต่ชอบแสดงจุดยืนผ่านสื่อ ฯลฯ
พวกเขาเริ่ม "เข็ดขยาด" กับการแสดงความคิดที่ "คิดต่าง" จากกลุ่มพันธมิตร ที่ยึดถือการชุมนุมเป็นคัมภีร์หลักฉบับเดียว เพื่อเสนอและแสวงหาแนวทางใหม่ในการต่อสู้กับระบอบทักษิณ และรัฐบาลหุ่นเชิดสมัคร ให้สิ้นซากไปจากแผ่นดินไทยอย่างถาวร
เพราะทุกครั้งจะถูก "ป้ายสี" บนหน้าผาก ว่ากำลังทำลายความชอบธรรมของกลุ่มพันธมิตร ที่เลือกรูปแบบการ "ชุมนุม" ยืดเยื้อบนสะพานมัฆวานรังสรรค์ ว่าเป็นแนวทางเดียวในการต่อสู้กับระบอบทักษิณ
ขอฝากไปยังแกนนำพันธมิตรว่า การแสดงท่าทีทัศนคติเชิงลบและคำพูดคึกคะนองปาก บนเวทีในทุกๆ ครั้งที่มีความคิดเห็นแตกต่าง จะเป็นการทำลาย "แนวร่วม" ที่มีกัลยาณมิตรกับกลุ่มพันธมิตร บั่นทอนการชุมนุมให้ขาดพลังลงไปทุกวัน
ย่อมไม่เป็นผลดีกับเป้าหมาย "ร่วม" ในการรวมพลังกำจัดระบอบทักษิณ และขับไล่รัฐบาลหุ่นเชิดสมัครที่เป็นภัยต่อประเทศ และสถาบันเบื้องสูง แต่กลับจะเป็น "แนวร่วมมุมกลับ" เพิ่มความเข้มแข็งให้กับศัตรูของแผ่นดิน ที่กุมอำนาจรัฐจากการเลือกตั้งที่ยังมีความชอบธรรม ภายใต้กติการัฐธรรมนูญปัจจุบันที่กำลังถูกย่ำยี |
| << | มิถุนายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | |||||