|
"นายกรัฐมนตรีของเรา" คนนี้ได้ทำลายสถิตินายกฯ ที่ขอใช้สิทธิพาดพิง ลุกขึ้นชี้แจงในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคฝ่ายค้านมากครั้งที่สุด แต่เสียดายเวลาที่สูญเปล่าไปกับความเลอะเทอะของคนแก่ขี้บ่นขี้โม้เท่านั้นเองจริงๆ ควานหาสาระแก่นสารประโยชน์ในฐานะ "ผู้นำประเทศ" ไม่เจอเอาเสียเลย เมื่อเทียบกับประธานสภาผู้แทนราษฎร "ชัย ชิดชอบ" ที่มีอายุมากกว่า "นายกรัฐมนตรีของเรา" ถึง 6-7 ปีแล้ว (เกิดปี 2471) ขอปรบมือให้กับ "ปู่ชัย" ว่าสามารถ "ครองสติ" ทำหน้าที่ได้อย่างเป็นธรรมไม่ลำเอียงเข้าข้างฝ่ายรัฐบาล เปิดโอกาสให้พรรคประชาธิปัตย์ทำหน้าที่ฝ่ายค้านตรวจสอบรัฐบาลได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ 
อาการของ "นายกรัฐมนตรีของเรา" เข้าทำนองสุภาษิตไทย "แก่เพราะกินข้าว-เฒ่าเพราะอยู่นาน" อายุปาเข้าไป 73 ปีแล้ว แต่กลับไม่ได้ใช้ "ความแก่" จากการมีประสบการณ์มากกว่า "คนหนุ่ม" มาช่วยทำให้การเมืองดีขึ้น ถือเป็นคนแก่ที่ไม่มีประโยชน์อันใดกับประเทศ มิหนำซ้ำยังพยายามสร้างตรรกะที่ไม่ถูกต้องให้กับสังคม หลายต่อหลายเรื่อง ชอบพูดว่าคนอายุมากกว่าย่อม "รู้ดีกว่า" คนอายุน้อยกว่า ความเชื่อเช่นนี้แสนจะล้าสมัยออกไปทางคร่ำครึไม่ทันโลกปัจจุบัน ซึ่งเป็นโลกของคนรุ่นใหม่ที่มีพลังในการเปลี่ยนแปลงมากกว่า ด้วยความรู้จักใช้เทคโนโลยีในการเร่งสะสมความรู้ได้มากกว่าและสืบค้นได้รวดเร็วกว่า คนแก่ที่อยู่ในประเภทแก่แล้วแก่เลยแบบ "นายกรัฐมนตรีของเรา" ที่คิดว่าตัวเองแก่กว่า ถือดีเอาแต่พูดจาสั่งสอน "ผู้นำฝ่ายค้าน" อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะว่าอายุน้อยกว่าร่วม 30 ปีเป็นคนแก่ขี้บ่นทำตัวให้ลูกหลานเบื่อหน่ายเท่านั้นเองจริงๆ คำอภิปรายของผู้นำฝ่ายค้านที่ในปี 2505 ยังไม่เกิดมารับรู้เหตุการณ์คดีเขาพระวิหาร แต่กลับสามารถย้อนประวัติศาสตร์คดีเขาพระวิหารอย่างละเอียดลออ ถือเป็นตัวอย่างของ "คนหนุ่ม" ที่มีความรู้ดีกว่าและมากกว่า "คนแก่" อย่าง "นายกรัฐมนตรีของเรา" ที่คุยโม้ว่าตอนเกิดเรื่องนี้ปีพ.ศ. 2505 อายุ 29 ปี ในขณะที่คุณอภิสิทธิ์ยังไม่เกิดเลยจะไปรู้อะไรกับคดีนี้ แต่คำพูดของ "นายกรัฐมนตรีของเรา" เกี่ยวกับคดีเขาพระวิหารที่บอกว่า "คันปาก" อยากพูดเรื่องนี้ กลับแสดงความไม่รู้และไม่ศึกษาให้รู้ถ่องแท้ จึงออกมาพูดขยายขี้เท่อให้ชาวบ้านได้เห็นว่า "นายกรัฐมนตรีของเรา" ไม่มีความละเอียดอ่อนในประเด็นอ่อนไหวเชิงประวัติศาสตร์ในแทบทุกเรื่องที่กลายเป็นการ "ขายความโง่" ให้สังคมได้ประจักษ์

เริ่มตั้งแต่การบิดเบือนจำนวนคนตายในเหตุการณ์ล้อมปราบสังหารโหดในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อวันที่ 6 ต.ค.2519 ที่บอกว่าเห็นคนตายคนเดียวที่ท้องสนามหลวง การพูดถึงกรณีความตายของคนไทย 78 คนหลังจากเหตุการณ์จลาจลที่หน้าอำเภอตากใบ รถบรรทุกทหารได้บรรทุกผู้ก่อความไม่สงบในลักษณะนอนทับกันจนขาดอากาศหายใจ แต่ "นายกรัฐมนตรีของเรา" กลับบอกว่าเพราะอดอาหารจากเทศกาลถือศีลอด เมื่อถูกสอนมวยจากอดีตนายกรัฐมนตรี "ชวน หลีกภัย" จึงทำได้แค่ตอบอ้อมๆ แอ้มๆ เอาสีข้างเข้าถูว่าคนไทย 100 คนจะมีใครรู้เรื่องราวเหตุการณ์ละเอียดอย่างอดีตนายกฯชวนบ้าง คนแก่ประเภท "แก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน" ถ้าหากหลงๆ ลืมๆ นั่งๆ นอนๆ อยู่บ้านเฉยๆ แล้วมีลูกหลานดูแลก็ไม่เป็นปัญหากับสังคมมากนัก

แต่คนแก่แบบนายสมัคร สุนทรเวช อายุ 73 ปีที่ไม่รู้จักตัวเองอวดเก่งว่าความจำยังดีเลิศถึงขั้นท้าแพทย์จึงมาจำแข่งกัน ชอบคุยโม้คุยโตข่มคนอื่นที่อายุน้อยกว่าว่าเคยเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมาเท่านั้นเท่านี้ ย่อมมีความสามารถทำได้ในตำแหน่ง "นายกรัฐมนตรี" ของประเทศไทย ตรรกะแบบนี้ก็ผิดมหันต์ทำให้สังคมเข้าใจผิดอีก นักการเมืองไทยในระดับประเทศมีจำนวนหมุนเวียนกันไม่เกิน 3-4,000 คน แล้วสามารถเอาชนะเลือกตั้งเป็นส.ส.ในแต่ละครั้งย้อนกลับไปตั้งแต่ "นายกรัฐมนตรีของเรา" ลงเล่นการเมืองช่วง 30-40 ปีที่ผ่านมาไม่น่าจะเกินกว่า 1,000 คน เพราะส่วนใหญ่มักจะผูกขาดตำแหน่งส.ส. ไม่ค่อยปล่อยให้นักการเมืองรุ่นใหม่ได้เกิด นักการเมืองไทยจึงผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาเป็นรัฐมนตรีเพื่อเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูลและถอนทุนจากการเลือกตั้งทุกครั้ง จนชาวบ้านเหม็นเบื่อเหม็นหน้าแต่ไม่รู้จะทำอย่างไรหาหนทางออกกับการเมืองระบบนี้ที่ยึดมั่นกับการเลือกตั้งที่เป็นปัจจัยใหญ่ที่สุดในการชี้เป็นชี้ตายประเทศไทย นักการเมืองไทยคนไหนยิ่งสามารถแย่งเข้ามาเป็นรัฐมนตรีมากกว่าครั้งเท่าไร ยิ่งน่าสงสัยว่าเป็นการอวดแสดงระดับความชั่วช้าสามานย์ในการโกงกินบ้านเมืองมากขึ้นมากกว่า ตรรกะของ "นายกรัฐมนตรีของเรา" ที่ใช้ข่มคนอื่นว่าเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีรวมกันเกินกว่า 10 ครั้ง ย่อมไม่ได้แสดงให้เห็นว่าจะสามารถเป็น "นายกรัฐมนตรี" ที่ดีหรือสมควรได้เป็นผู้นำประเทศ ในทางกลับกันน่าจะมีแนวโน้มไปสู่การเป็น "นายกรัฐมนตรี" ที่ไม่ได้เรื่องไม่ได้ความเอาเสียเลย ถ้าหากเป็นคนแก่ประเภท "แก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน" แบบ "นายกรัฐมนตรีของเรา" คนนี้ที่สุดแสนจะเฮงซวย

ถือเป็นความซวยบรมของประเทศนี้ที่ต่อสู้ขัดแย้งกันทางการเมืองทั้งในสภาและนอกสภามานานเกินกว่า 2-3 ปีแล้ว แต่กลับได้นายกรัฐมนตรีเฮงซวยคนนี้ไว้เป็นที่ระลึกในรอบ 75 ปีของระบอบประชาธิปไตย ผมแอบสะใจทุกครั้งที่ได้ยิน แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย "อาจารย์สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์" ส.ส.ระบบสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ จิกหัวด่า "นายกรัฐมนตรีของเรา" ว่า "ไอ้นายกฯหอกหัก" แต่สารภาพตามตรงว่ายังไม่กล้าพอนำมาเรียกขานในวงกว้างเพราะดูจะไม่ให้เกียรติกับผู้นำประเทศของเรา แม้ไม่เห็นด้วยกับ "ท่าทีก้าวร้าว" ของแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนฯบางคน ที่ใช้คำพูดถ่อยๆ ทำลายแนวร่วมที่ "คิดต่าง" ไปวันแล้ววันเล่า โดยไม่ได้จำแนกมิตรจำแนกศัตรูและยังไม่พยายามสร้างแนวร่วมเพื่อให้สนับสนุนในวงกว้าง จนหลายคนที่เคยออกมา "คิดต่าง" ดังๆ ได้กลายเป็น "แนวร่วมมุมกลับ" กับรัฐบาลชุดนี้คือหยุดวิจารณ์หยุดพูดเพื่อหาทางออกให้ประเทศ แต่ความรุนแรงในท่าทีและคำพูดบ่อยครั้งของแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนฯได้ช่วยหยุดยั้งความกระเหี้ยนกระหือรือหลายๆ อย่างของ "นายกรัฐมนตรีของเรา" และพวกได้หลายเรื่องแล้ว เช่น กระเหี้ยนกระหือรือแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 ในหลายมาตราเพื่อช่วยเหลือ "นายใหญ่" , กระเหี้ยนกระหือรือยินยอมให้รัฐบาลกัมพูชาเสนอให้เขาพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่เพียงผู้เดียว ฯลฯ เอาเถอะบ้านเมืองของเราในยุคนี้ที่มีแต่พวกถ่อยๆ สถุลๆ ครองเมืองด้วยการท่องคาถามาจากการเลือกตั้งๆๆๆ หากไม่มีใครใช้วิธีการถ่อยๆ เถื่อนๆ เข้าไปเปิดโปงและยับยั้งบ้าง นักการเมืองหน้าหนาห้าห่วงพวกนี้จะไม่มีวันยับยั้งชั่งใจและชะลอการทำความชั่วกับประเทศของเรา กลุ่มพันธมิตรประชาชนฯจึงยังมีสิทธิในการชุมนุมอย่างสันติสงบปราศจากอาวุธภายใต้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ แต่พึงระวังอย่าไปละเมิดสิทธิของผู้อื่นที่ไม่ยินยอมก็ไม่สมควรไปก่นด่าหรือเรียกร้องให้พวกเขาเสียสละความลำบากส่วนตัวเพื่อชาติ หากผู้ถูกละเมิดสิทธิยินยอมพร้อมใจก็ไม่มีปัญหาแต่ประการใด การยืนหยัดต่อสู้ไปนานๆ เพื่อเอาเป็นเอาตายกับความแก่เหนียงยานพุงโตที่มีระดับความหนายิ่งกว่าห้าห่วงของ "นายกรัฐมนตรีของเรา" ที่ไม่เคยรู้จักมาตรฐานจริยธรรมและหลักธรรมาภิบาลในการบริหารประเทศ จึงสมควรอย่างยิ่งใช้กับคนแก่ระดับ "นายกรัฐมนตรีของเรา " คนนี้ การอ้างจนติดปากว่าเพิ่งทำงานมาได้ 4 เดือนเท่านั้นเอง ทั้งๆ ที่ก่อนเข้ามานั่งในตำแหน่งนี้เจ้าตัวคุยโม้คุยโตว่าประสบการณ์เป็นรัฐบาลมามากกว่าใครในสภาผู้แทนชุดนี้ สามารถทำงานได้ทันทีไม่ต้องใช้เวลาเรียนงาน "นายกรัฐมนตรีของเรา" กลับชอบถามว่าทำไมฝ่ายค้าน "กระเหี้ยนกระหือรือ" มายื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจและทำไมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมาทำตัวเป็นแก๊งข้างถนนมาขับไล่ได้ยังไง ผมคิดว่า 4 เดือนสำหรับ "นายกรัฐมนตรีของเรา" มากเกินพอ สำหรับการทำงานด้วย "ปากเน่าๆ" ที่ไม่เป็นโล้เป็นพายจริงๆ และยังมีแต่รัฐมนตรีเฮงซวยและทำงานห่วยแตกลอยหน้าลอยตากันสลอน

ดร.กฎหมายที่พูดภาษาอังกฤษได้แค่เยสโนโอเคโคคาโคลา แต่กลับคุยโม้ไม่หยุดปากในทุกเรื่องว่าอ่านกฎหมายแตกทุกข้อ อวดฉลาดรู้เรื่องภาคใต้มากกว่าใคร แต่กลับลนลานกลัวตายไม่กล้าลงไปเจอของจริงในพื้นที่ ทนายหน้าหอที่น่าจะรู้จักหน้าที่แค่ทำงานรับใช้นายใหญ่ แต่ไม่เคยรู้จักทำงานใช้หนี้บุญคุณประเทศ จึงกระเหี้ยนกระหือรือขายแผ่นดินอยู่ร่ำไป จะรอดูว่าต่อมความรับผิดชอบจะหลงเหลือหรือไม่เมื่อศาลปกครองได้สั่งระงับการไปทำข้อตกลงใดๆ กับรัฐบาลกัมพูชาในเรื่องเขาพระวิหาร นายทุนพรรคที่ใช้เงินจ้างคนอื่นไปสอบเอาปริญญามาประดับฝาห้อง จะรอดูว่าต่อมจริยธรรมยังหลงเหลืออยู่ในอวัยวะส่วนไหนของร่างกายหรือเปล่า เมื่อความจริงปรากฏออกมาว่าเคยถูกลบชื่อออกจากมหาวิทยาลัย ฝูงลิ่วล้อนักเลงการเมืองที่มีสติปัญญาแค่หางอึ่ง แต่ระดับความฉลาดแกมโกงได้รับการขุน จนสูงลิ่วจนน่าตกใจว่าทำไมพวกมันหิวโซมาจากนรกขุมไหน จึงตั้งหน้าตั้งตาแดกด่วนกันด้านๆ ดิบๆ อย่างไร้ยางอายเช่นนี้ ขอยืมคำพูดของอาจารย์สมเกียรติมาใช้ (หวังว่าจะครั้งเดียว) และดัดแปลงคำโฆษณาสสส.รณรงค์ไม่สูบบุหรี่ว่า "ไอ้นายกฯหอกหัก" แก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน "คุณมาทำร้ายประเทศของเราทำไม ?"
|