พิมพ์หน้านี้
|
"นายกรัฐมนตรีของเรา" นายสมัคร สุนทรเวช กำลังทำตัวเป็นคนแก่หัวดื้อหัวรั้น "แก่เพราะกินข้าว-เฒ่าเพราะอยู่นาน" ไม่สนใจว่าประเทศชาติจะฉิบหายวายป่วงจากการกระทำระยำตำบอนของตัวเองและพวกพ้องมากแค่ไหนขอข้าพเจ้านั่งเกาะเก้าอี้ "นายกรัฐมนตรี" ไว้ให้ได้นานที่สุด การเลือกปรับคณะรัฐมนตรีครั้งใหญ่ไม่ใช่ทางแก้ปัญหาของประเทศ แต่กลับจะยิ่งทำให้ "ความเสื่อม" กัดกร่อน "ความเชื่อมั่น" ในความสามารถการบริหารประเทศลงไปเร็วยิ่งขึ้น แม้ว่าจะสามารถหาชื่อ รัฐมนตรีประเภท"ดี-เด่น-ดัง" อีกสัก4-5 ชื่อมาปะหน้าผากไว้หน้าทำเนียบเป็นยันต์กันด่า ก็ไม่ได้ช่วยทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ดีขึ้นมากนัก ถ้าหากการบริหารงานของ "นายกรัฐมนตรีของเรา" ยังเละเทะไม่เป็นโล้เป็นพายอย่างนี้ เอ่ยชื่อมา 2-3 ชื่อว่าจะทาบทามมานั่งแทน "นพดล ปัทมะ" ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกับหัวหน้าทีเศรษฐกิจแล้ว ขอบอกตรงๆ ว่าชื่อชั้นเหล่านั้นยังห่างไกลความเหมาะสมและยังน่าห่วงมากๆ ว่าจะสร้างปัญหามากกว่าเดิม เริ่มจากคนที่จะมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ "วิกรมคุ้มไพโรจน์" ที่มีประสบการณ์ด้านทูตมาหลายประเทศแต่ขอคาดการณ์ไว้เลยว่าจะเข้าทางกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย สารพัดเรื่องจะถูกลากไส้ออกมา "รับน้อง" จนเจ้าตัวรู้จักประวัติตัวเองมากขึ้น ไม่ต่างจากคำพูดที่ล้อกันเล่นว่าถ้าหากคนไหน อยู่ดีๆ อยากรู้จักประวัติตัวเองมากกว่าเดิม ควรจะตัดสินใจลงสมัคร ส.ส. โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสนิทชิดเชื้อกับอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่มีมากกว่าและยาวนานกว่าอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ "นพดล ปัทมะ" หลายเท่า คงจะเป็นเชื้อไฟอย่างดีสำหรับเวทีพันธมิตรได้ปลุกกระแสต้านใหญ่ขึ้นได้อีก ถ้าอยากจะแค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าของประเทศไทย ในยามที่มีความจำเป็นจะต้องแต่งตั้งรัฐมนตรีต่างประเทศคนใหม่โดยด่วน เพื่อไปทำหน้าที่ในวาระของประเทศไทยเพื่อเป็น "ประธาน"ในที่ประชุมสมาคมประชาชาติอาเซียนในวันเสาร์นี้ ตัวเลือกที่น่าสนใจกว่าก็คือ "อาจารย์เอ"ดร.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ควรจะโยกย้ายมานั่งรัฐมนตรีว่าการต่างประเทศ เพราะมีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับงานต่างประเทศมาตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ในทีมบ้านพิษณุโลกและยังเคยเป็นผู้ช่วยงานอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย มาอย่างดี หรือถ้าหากดูความรับผิดชอบของตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ "มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์" ที่กำกับดูแลกระทรวงการต่างประเทศอยู่แล้ว น่าจะสามารถไปทำหน้าที่รักษาการแทนรัฐมนตรีต่างประเทศเพื่อไปทำหน้าที่ประธานที่ประชุมอาเซียนในการประชุมวันเสาร์นี้ได้โดยไม่ต้องเรียนงานใหม่ ส่วนหัวหน้าทีมเศรษฐกิจที่มีการปล่อยชื่อ "ปานปรีย์ พหิทธานุกร" หลาน"น้าชาติ" ที่คลุกคลีกับปัญหาเศรษฐกิจมานานพอสมควร แต่เชื่อเถอะ "อาจารย์ปานปรีย์"เป็นชื่อที่ปล่อยข่าวหลอกให้ดีใจเล่นๆ ดังเช่นที่อาจารย์ปานปรีย์บอกว่ามีชื่อว่าจะไปเป็นรัฐมนตรีแทบทุกครั้ง แต่ไม่เคยได้เป็นจริงสักที ถ้าหากปรับคณะรัฐมนตรีครั้งใหญ่แล้ว "รองนายกฯ มิ่งขวัญ" ถูกปรับออกจริงๆ เชื่อแน่นอนว่า "หมอเลี้ยบ"สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯและรัฐมนตรีคลัง ที่มีความมั่นใจมากขึ้นแล้ว จะขอทำหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลแต่เพียงผู้เดียว อาจารย์ปานปรีย์อาจจะได้ตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีพาณิชย์ในทีมเศรษฐกิจของหมอเลี้ยบ แทนรองนายกฯ มิ่งขวัญ จะเป็นเรื่องน่าเสียดายความรู้ความสามารถของ "รองฯมิ่งขวัญ" เป็นอย่างยิ่งที่เป็นรัฐมนตรีดาวเด่นตั้งใจทำงานอย่างขยันขันแข็ง มิหนำซ้ำยังเป็นรัฐมนตรีพาณิชย์ที่ไม่เคยมีเสียงครหานินทาเรื่องผลประโยชน์ทางตรงทางอ้อม เมื่อเทียบกับรัฐมนตรีพาณิชย์คนก่อนๆ เกือบทุกคนจะมีเสียงนินทาเรื่องซ้ำๆ กัน จนกลายเป็นนิทานท่าเตียน เช่น ฟันโควตาส่งออกข้าว ฯลฯ แต่กลายเป็นว่ารัฐมนตรีขยันทำงานจน "ขวางหูขวางตา"นายกรัฐมนตรีของเราและรองนายกฯรัฐมนตรีคลังในการแก้ปัญหาหมู ข้าว และราคาสินค้าที่มีเสียงร่ำลือว่าไปกระทบผลประโยชน์ถุงเงินของพรรค จนถูกสั่งให้ยึดอำนาจการจัดการเรื่องข้าวมาขึ้นตรงกับ "นายกรัฐมนตรีของเรา" ที่มีความรู้เรื่องข้าวประเภทอ่านท่องมา "ชิมไปบ่นไป" เท่านั้นเอง ถ้า "นายกรัฐมนตรีของเรา" คิดเป็นและรู้จักใช้คนให้ถูกกับงาน Put the right man on the right job ควรจะจัดสรรงานใหม่ให้"รองฯมิ่งขวัญ" กำกับดูแลโดยตรงแทนอดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ "จักรภพ เพ็ญแข" ที่กำกับดูแลสื่อของรัฐคือกรมประชาสัมพันธ์และบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) โดยไม่ต้องแต่งตั้งรัฐมนตรีคนใหม่มาแทน "จักรภพ" อาจจะทำให้รัฐบาลสามารถแก้ปัญหาการสื่อสารไปถึงชาวบ้านได้อย่างน่าเชื่อถือมากขึ้นและน่าจะดีกว่า"จักรภพ เพ็ญแข" ที่ในใจยังเต็มไปด้วยอคติและอัตตา จนเก็บงำซ่อนไว้ไม่อยู่ แสดงออกมาทุกครั้งที่พูดและการกระทำที่ไม่ต่างจากบนเวที นปก.สนามหลวง การปรับ "รองนายกฯมิ่งขวัญ" ออกจากคณะรัฐมนตรี น่าจะยิ่งทำให้ภาพลักษณ์เน่าๆ ของรัฐบาลชุดนี้เน่าเฟะยิ่งกว่าเดิม ระหว่างการปรับ "รองนายกฯมิ่งขวัญ" กับปรับ "นายกรัฐมนตรีของเรา" ออกไปก่อนเป็นลำดับแรก ลองสำรวจความเห็นชาวบ้านก็ได้ ผลจะออกมาว่าการปรับอย่างหลังน่าจะได้รับเสียงปรบมือจากชาวบ้านและนักลงทุนในตลาดหุ้นมากกว่าอย่างแรก ดัชนีหุ้นคงจะ "เขียวยกแผง"ถ้าหาก"นายกรัฐมนตรีของเรา" ไปพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีทันที ผมจึงคิดว่าสังคมไม่ควรจะไปตั้งความหวังอะไรมากนักกับการปรับครม. เมื่อ "นายกรัฐมนตรีของเรา" ที่อยู่ในสภาพ "ปากเน่า" จนลุกลามกลายเป็น "หัวเน่า" อันเนื่องมาจากการใช้ "ปาก" อย่างไม่ถูกสุขลักษณะและไม่ถูกกาละเทศะ อย่าไปตั้งความหวังกับการปรับรัฐมนตรีเข้ามาใหม่ที่ไม่ต่างจากเปลี่ยนเสื้อเปลี่ยนกางเกงเพื่อให้ดูดีขึ้น แต่ถ้าเจ้าตัว "หัวเน่า-จมูกบาน-ปากเน่า"เละเทะขนาดนี้ จะลองเปลี่ยนเสื้อแบรนด์เนมใหม่ๆ หรูๆ สั่งมาจากนอกเพื่อหลอกตาชาวบ้านในระดับชนชั้นกลางที่ "หัวไม่เน่า"จมูกไม่บานคงไม่ได้ผลบวกอะไรขึ้นมาเลย มิหนำซ้ำอาจจะสร้างปัญหากัดกันสนั่นเลือดสาดในพรรคพลังประชาชน อันเนื่องมาจากคงไม่มีใครได้ตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงสำคัญๆ จากการปรับครม.ใหญ่ครั้งนี้ เพราะสังคมจะไม่ให้โอกาสยัดเยียดดันก้นนักการเมือง"ขี้เหร่-ตาเหล่"มือใหม่หัดขับมาทดลองงานระดับประเทศอีกแล้ว เวลาของ "นายกรัฐมนตรีของเรา" หมดไปแล้วโดยสิ้นเชิง ไม่ควรต่อเวลาไม่ว่าจะจบครึ่งหลังหรือครึ่งแรกเพราะแค่ยังไม่ทันจบครึ่งแรกก็สมควรจะให้ "ใบแดง" ไล่กัปตันทีมออกไปได้แล้ว มองดูสารรูปแล้วหมดสภาพหมดราคาทั้งกรรมเก่า (สินบนอุโมงค์ส่งน้ำสมัยเป็นผู้ว่าฯกทม.)และกรรมใหม่ที่ประเดประดัง ไม่เป็นไปตามที่คุยโม้โอ้อวดว่าทำงานการเมืองมา 40 ปีมั่นใจว่ามีความสามารถบริหารบ้านเมืองได้ แต่ "นายกรัฐมนตรีของเรา" ในฐานะกัปตันทีม (จะนอมินีหรือไม่นอมินีก็ตาม) กลับปล่อยให้ลูกทีมเตะบอลกันมั่วที่สุดอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรัฐบาลชุดก่อนๆ หนักข้อยิ่งขึ้นเมื่อ "กัปตันทีม" เองก็ไม่รู้จักหน้าที่ตัวเองเลย เอาเวลาส่วนใหญ่ "หันปาก" มาทะเลาะด่าทอช่างภาพและนักข่าวที่ทำหน้าที่สื่อมวลชนเกาะติดภาพเด็ดๆ ตามปกติอยู่ด้านหลังประตู และยังบ่นกรรมการผู้ตัดสินว่าไม่ยอมเข้าข้างหรือกลั่นแกล้ง ทั้งๆ ที่ตัวเองทำผิดจนถูกแจกใบแดงใบเหลืองไปไม่เหลือในกระเป๋าของกรรมการผู้ตัดสินแล้ว แต่กลับโทษกรรมการและกติกาว่าร่างมาเพื่อจับผิด เมื่อกัปตันทีมไม่เคารพกฎกติกาและก่นด่ารัฐธรรมนูญ จึงไร้จิตสำนึกในการบริหารประเทศโดยยึดมั่นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ความรู้สึกรับผิดชอบชั่วดีและศีลธรรมจริยธรรมในการบริหารประเทศจึงเป็น"ศูนย์"และ"ติดลบ"อย่างน่าอเนจอนาถกับชะตากรรมของประเทศที่ได้รัฐบาลเลือกตั้งเฮงซวยอย่างนี้ ไม่เคยทำงานจริงจัง เอาแต่โทษโน่นโทษนี่ ไม่เคยส่องกระจกดูหน้าตัวเองว่าขี้เหร่ขนาดไหน จนกลายเป็นนิสัยสันดานของ "นายกรัฐมนตรีของเรา" และรัฐมนตรีร่วมคณะที่สร้างบรรทัดฐานแบบศรีธนญชัยที่ทำความเสียหายให้กับประเทศในระยะยาว การแสดงสปิริตแบบ"จอมปลอม"ที่ไม่ต่างจาก"นายใหญ่"เว้นวรรคไม่ยุ่งเกี่ยวการเมือง ด้วยการลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีของ"จักรภพ เพ็ญแข"กับ"นพดล ปัทมะ"ล่วงหน้า 3-4 วันกว่าจะมีผลลาออกจริงและยังทิ้งท้ายยืนยันว่าลาออกไม่ได้หมายความตัวเองผิด ทั้งๆที่เสียงส่วนใหญ่ในสังคมชี้หน้าว่า "ผิด" การแสดงสปิริตลาออกจากตำแหน่งทางการเมืองไม่ควรจะสร้างบรรทัดฐานปล่อยทิ้งช่วง 3-4 วัน กว่าจะมีผลจริงเพราะส่อเจตนาจะอาศัยช่วงเวลาที่เหลือกระทำการอันน่าสงสัย ควรจะให้มีผลทันทีเมื่อเอ่ยปากว่าตัดสินใจ "ลาออก" และไม่ควรยืนกรานว่าตัวเองไม่ผิด ถ้าไม่ผิดก็ไม่ต้องแสดงสปิริตลาออกก็เท่านั้นเอง แล้วยืนหยัดต่อสู้เพื่อพิสูจน์ตัวเองหรือลาออกมาใช้กระบวนการศาลชี้ขาดพิสูจน์ว่าผิดหรือไม่ การยืนกราน "ไม่ลาออก" จากตำแหน่งรัฐมนตรี รอให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าผิดในกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ชี้มูลว่ากระทำความผิดขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่ไม่เปิดเผยบัญชีถือหุ้นของภรรยาเกิน 5% การกระทำเช่นนี้ได้สร้างบรรทัดฐานแบบผิดๆ อีกเช่นกัน ที่สร้างความเสียหายให้ประเทศ ดังเช่นกรณีคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญให้ "ไชยาสะสมทรัพย์" พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีในวันที่ป.ป.ช.แจ้งต่อนายกรัฐมนตรีว่ารัฐมนตรีขาดคุณสมบัติในการเป็นรัฐมนตรี ช่วงเวลานั้นจนถึงวันตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญผ่านมาหลายเดือนถือว่าเป็นรัฐมนตรีเถื่อนที่ไม่มีอำนาจแล้ว เวลาของ"นายกรัฐมนตรีของเรา" หมดแล้ว วิบากกรรมคดีความรอกำหนดวันพิพากษาอยู่อีกไม่กี่วันข้างหน้า หนีไม่พ้นอย่างแน่นอน เหลือแต่ว่าจะถูกพิพากษาลงโทษเข้า "คุก" หรือไม่เท่านั้นเอง |
| << | กรกฎาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||