พิมพ์หน้านี้
|
ผมคลายความวิตกกังวลลงไปมาก ถอนหายใจโล่งอก คิดว่าแนวโน้มความรุนแรงของสังคมไทยที่แตกแยกเป็นเสี่ยงๆ ระหว่างกลุ่มรักทักษิณกับกลุ่มชังทักษิณ น่าจะเริ่มคลายตัวลงไปเรื่อยๆ หลังจากฟังศาลอาญาอ่านคำพิพากษาคดีเลี่ยงภาษีลงโทษคุณหญิงพจมาน ชินวัตร คุณบรรณพจน์ ดามาพงศ์ และเลขานุการคู่ใจคุณกาญจนาภา หงส์เหิน ถึงขั้นจำคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญา ความศักดิ์สิทธิ์ของกระบวนการยุติธรรมไทย กำลังสำแดงให้ชาวโลกเห็นว่ากำลังจะเข้ามามีบทบาท ทำให้สังคมไทยก้าวพ้นจากสังคมเถื่อนๆ ดิบๆ ที่มีการปฏิวัติรัฐประหารสลับกับการเลือกตั้งที่ไม่ค่อยสะอาดบริสุทธิ์ แล้วทะเลาะเบาะแว้งจนถึงขั้นเลือดตกยางออกกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ผมอาจจะคิดต่างจากคนอื่นๆ ที่ส่วนใหญ่ยังวิตกกังวลว่า สังคมไทยน่าจะหนีไม่พ้นการจลาจลนองเลือดในไม่ช้านี้ ว่า จะรุนแรงเลือดนองแผ่นดินยิ่งกว่าเหตุการณ์เดือนตุลาคม 2516,2519 ,พฤษภา 2535 เป็นไหนๆ
แต่เมื่อดูจากบรรยากาศของชาวบ้านนับพันคน ที่มาให้กำลังใจอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและครอบครัว แม้ว่าบางส่วนจะเป็นเกณฑ์หรือจัดตั้งจากกลุ่มรักทักษิณที่มีนักการเมืองหนุนหลัง แต่บางส่วนเห็นหน้าตาแล้วน่าจะมาด้วยใจรักอดีตนายกฯ ทักษิณอย่างจริงใจ เพราะคนเหล่านี้เคยได้รับอานิสงส์จากนโยบายประชานิยม ที่ไปถึงมือชาวบ้านโดยตรงมากกว่าผู้นำคนอื่นๆ
คนเหล่านี้ไม่ได้สนใจหรอกว่า อดีตนายกฯ ทักษิณจะมีเล่ห์เหลี่ยมในการผลาญเงินหลวงเพื่อใช้หาเสียงรักษาอำนาจทางการเมืองมากน้อยแค่ไหน แต่คนเหล่านี้ซึ้งใจรักอดีตนายกฯ ทักษิณ ที่มีโอกาสมากขึ้นในการเข้าถึงระบบสาธารณสุขของประเทศ การเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงินของรัฐ การเข้าถึงการบริหารและจัดการใช้จ่ายงบประมาณกองทุนหมู่บ้านด้วยพวกเขากันเอง ฯลฯ
พลันคำพิพากษาของศาลอาญาจบลง คนเหล่านี้แสดงความผิดหวังด้วยสีหน้าเศร้าซึมเท่านั้นเองจริงๆ ซึ่งน่าจะเป็นการแสดงอารมณ์ปกติของปุถุชน เมื่อคนที่ตัวเองรักถูกลงโทษ
แต่คนเหล่านี้ไม่ได้ลุกขึ้นมาก่อความวุ่นวายหน้าศาลอาญา ดังเช่นกลุ่มนรกป่วนกรุงป่วนอุดรธานีประพฤติอยู่หลายครั้ง
น่าจะพออนุมานได้ว่า คนเหล่านี้ยอมรับคำพิพากษาของศาลยุติธรรม ซึ่งนั่น หมายถึงว่าคนเหล่านี้มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดี สามารถแยกแยะได้ระหว่างความดี-ความชั่ว จากการกระทำของบุคคล
การทำความดีแบบนักการเมือง คือ การเอาใจผู้ลงคะแนนเสียงในทุกๆ ทาง เป็นสิ่งที่ชาวบ้านรับรู้เพื่อแลกกับการลงคะแนนเสียงให้เท่านั้นเอง
แต่เมื่อคราวที่นักการเมืองคนนั้นๆ ประพฤติตนไม่ดีโกงกินบ้านเมือง หากกระบวนการยุติธรรมไล่จับคนโกงของบ้านเราทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถหาหลักฐานมากล่าวหานักการเมืองคนนั้นๆ ว่า ทุจริตประพฤติชอบโกงบ้านโกงเมือง
ชาวบ้านโดยทั่วไปมักจะไม่ดื้อแพ่งยอมรับในคำตัดสินของศาล และมักไม่ได้เห็นอกเห็นใจนักการเมืองขี้โกงคนนั้นบอกว่าศาลตัดสินไม่ยุติธรรม แม้เขาได้ทำความดีช่วยเหลือชาวบ้านไว้มากมาย เพื่อได้รับเลือกตั้งเข้ามาทุกครั้ง
การแสดงความเคารพและเชื่อมั่นในคำพิพากษาของศาลยุติธรรมของชาวบ้านที่ไปรอให้กำลังใจอดีตนายกฯ ทักษิณและครอบครัว เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม น่าจะเป็นสัญญาณที่ดีของสังคมไทย
เพราะนับจากนี้เป็นต้นไป คดีของอดีตนายกฯ ทักษิณ เริ่มเข้าสู่ใกล้วันตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง คงจะไม่เกิดความวุ่นวายขึ้น จนถึงขั้นทะเลาะไล่ฆ่ากันเหมือนกับที่เกิดขึ้นที่จังหวัดอุดรธานี อาทิเช่น คดีที่ดินรัชดาฯ คดีหวยบนดิน คดีธนาคารเอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้พม่า ฯลฯ
รวมทั้งคดีความต่างๆ ที่เกี่ยวพันกับ "นายกรัฐมนตรีของเรา" คนนี้ ที่หมายถึงการอยู่หรือไปจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 อาทิเช่น คดีหมิ่นประมาทอดีตรองผู้ว่ากรุงเทพมหานคร "สามารถ ราชพลสิทธิ์" ที่อยู่ในชั้นศาลอุทธรณ์ คดีรายการชิมไปบ่นไปที่อยู่ในชั้นศาลรัฐธรรมนูญ คดีรถดับเพลิงที่อยู่ในชั้นอัยการสูงสุด ฯลฯ
ผมจึงไม่ค่อยสนใจว่า อดีตนายกฯ ทักษิณ กำลังจะคิดหลบหนีลี้ภัยในต่างประเทศเพื่อหนีคำพิพากษา หรือจะแสดงความกล้าหาญเพื่อพิสูจน์กระบวนการยุติธรรมของไทยอยู่สู้คดีความ ซึ่งค่อนข้างมองเห็นชัดเจนว่า คำพิพากษาน่าจะออกมาในรูปแบบไหน เมื่ออ่านจากแนวทางคำพิพากษาศาลอาญาในคดีหลบเลี่ยงภาษีของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ที่ประจานสถานะภรรยาผู้บริหารประเทศ ผู้มีฐานะทางการเงินมั่งคั่ง ฯลฯ แต่ยังประพฤติตนไม่เหมาะสมหลบเลี่ยงภาษีด้วยนิติกรรมอำพราง
พระสงฆ์ต้องรักษาศีลมากข้อกว่าฆราวาส ครูใหญ่จะต้องรักษาภาพ และแสดงตัวอย่างที่ดีให้ครูน้อยเอาเยี่ยงอย่าง ผู้บริหารและกรรมการบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จะต้องเคร่งครัดกับกฎข้อห้ามผลประโยชน์ทับซ้อนมากกว่าพนักงาน ฯลฯ
ฉันใดฉันนั้น คุณทักษิณมีสถานะเป็น "นายกรัฐมนตรี" ของประเทศไทย สูงเด่นมีอำนาจเหนือกว่าสามัญชนคนไทยที่ลงคะแนนเลือกคุณทักษิณให้มาเป็นผู้บริหารประเทศ ย่อมถูกคาดหวังจากสังคมให้ปลอดจากการทับซ้อนของผลประโยชน์ส่วนตน และพึงดำรงมาตรฐานทางด้านจริยธรรมและคุณธรรมสูงยิ่งกว่าคนทั่วไป
คุณทักษิณจะตัดสินใจลี้ภัยทางการเมืองหนีคดีความ หรือกล้ายืนฟังคำพิพากษาที่มีความเสี่ยงสูงมากจะถูกคำพิพากษาสถานหนัก ดังเช่นคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ที่มีสีหน้านิ่งเฉยควบคุมอารมณ์ได้มากกว่าคุณทักษิณและลูกสาวคนเก่ง "อุ๋งอิ๋ง" เมื่อผู้พิพากษาศาลอาญาได้อ่านคำพิพากษา
จึงไม่ใช่สาระสำคัญอีกต่อไปแล้วในการมองอนาคตประเทศไทยนับจากนี้
เมื่อกระบวนการยุติธรรมเริ่มทำงานอย่างเที่ยงธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเข้าสู่ขั้นตอนการไต่สวน และการพิพากษาของศาลยุติธรรม ย่อมยากต่อการใช้อำนาจใดมาสั่งให้หยุดเดินต่อไปได้
การใช้เวลาถกเถียงและคาดเดาไปต่างๆ นานา ว่า คุณทักษิณจะอยู่ฟังคำพิพากษาหรือไม่มาฟังหนีคำสั่งศาล ดังเช่นกรณีคุณวัฒนา อัศวเหม ในคดีทุจริตคลองด่านที่ถึงขั้นเคยพูดไว้ก่อน ว่า ถ้าหากไม่ไปฟังคำสั่งศาลถือว่าไม่ใช่คน แต่ในที่สุด คุณวัฒนาก็ไม่กล้าเผชิญหน้ากับคำพิพากษาของศาลฎีกาที่เป็นที่สุดไม่มีอุทธรณ์
จึงเป็นการเสียเวลาไปคาดเดาการตัดสินใจของอดีตนายกฯ ทักษิณ ที่ไม่มีใครเชื่อถือคำพูดมานานแล้ว อย่าไปคิดแทนอดีตนายกฯ ทักษิณ
เสียเวลาแก้ปัญหาประเทศที่หมักหมมจากรัฐบาลเลือกตั้งทุกชุด ซึ่งส่วนใหญ่ทุ่มเทเงินทองในการเลือกตั้งเข้ามาเป็นรัฐบาลสร้างปัญหามากกว่าการเข้ามาบริหารประเทศบนพื้นฐานประโยชน์ของประชาชน
ยิ่งรัฐบาลชุดนี้ ที่มี "นายกรัฐมนตรีของเรา" ชื่อ "นายสมัคร สุนทรเวช" ที่ไม่สามารถฝากความหวังใดๆ ไว้ได้เลยในทุกๆ เรื่อง
มาตรฐานทางจริยธรรมทางการเมืองต่ำสุดกู่ "นายกรัฐมนตรีของเรา" ไม่เคยแสดงให้เห็นว่า เคารพในหลักกฎหมายใดๆ มิหนำซ้ำยังท้าทายศาลในหลายๆ ครั้ง จากคำพูดส่อเสียดไม่เชื่อมั่นในความยุติธรรมของศาล ผ่านรายการโทรทัศน์ "พูดคนเดียวประสาสมัคร"
แถมยังปล่อยให้รัฐมนตรีที่กระทำความผิดรัฐธรรมนูญปี 2550 ข้อห้ามการถือหุ้นเกิน 5%ในบริษัทเอกชน นั่งบนเก้าอี้ที่ขาดคุณสมบัติไปแล้ว โดยไม่คำนึงถึงผลเสียหายกับประเทศจากการเป็น "รัฐมนตรีเถื่อน" ที่มีอำนาจให้คุณให้โทษในการบริหารประเทศ
มิหนำซ้ำยังท้าทายมาตรฐานทางจริยธรรมหนักข้อไปอีก ด้วยการเตรียมเสนอชื่ออดีตรัฐมนตรีที่ขาดคุณสมบัติไปแล้ว กลับเข้าเป็นรัฐมนตรีใหม่ในกระทรวงที่มีความสำคัญกับเศรษฐกิจของประเทศยิ่งกว่าตำแหน่งเดิม
หลักจริยธรรมของสังคมที่พึงปฏิบัติ คือ การแสดงการรังเกียจต่อคนที่กระทำความผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักการเมืองที่กระทำความผิดโดยอ้างว่าไม่รู้กฎหมาย หรือต้องการทดสอบท้าทายกฎหมายสูงสุดของประเทศ ย่อมไม่สมควรจะปล่อยให้ลอยชายกลับมามีอำนาจในตำแหน่งรัฐมนตรีได้อีก
รวมทั้งการ จงเกลียดจงชังองค์กรอิสระ ที่ทำหน้าที่ไล่ล่านักการเมืองโกงกินบ้านเมือง อย่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ที่ถูก "นายกรัฐมนตรีของเรา" แทรกแซงด้วยคำพูดทุกครั้งที่พูดถึงในรายการ "พูดข้างเดียวประสาสมัคร" และยังปล่อยให้ "ลิ่วล้อชั้นต่ำ" 3 คน พูดแทนในรายการ "ความเท็จวันนี้" ทุกค่ำคืนทางโทรทัศน์ของรัฐ ที่มาจากภาษีอากรประชาชน
แสดงให้เห็นถึงระดับมาตรฐานทางจริยธรรมที่ต่ำมากๆ การไม่เคารพไม่ยึดมั่นในกฎหมายบ้านเมือง-เลี่ยงภาษีเลี่ยงกฎหมายได้เป็นเลี่ยงทุกครั้งของอดีตนายกฯ ทักษิณ กับ "นายกรัฐมนตรีของเรา" แทบไม่แตกต่างกันเลย เข้าทำนอง "คนชั่ว" ย่อมคบหาสมาคมกับ "คนชั่ว"
เราจะต้องช่วยกันหาหนทางทำให้คนไม่ดีพ้นจากการครองอำนาจให้ได้ ผมมั่นใจและฝากความหวังไว้กับศาลยุติธรรมของไทย ที่เริ่มส่งสัญญาณชัดยิ่งกว่าครั้งใดๆ ว่า กำลังเดินไปข้างหน้าอย่างเที่ยงตรงอย่างแน่วแน่
ด้วยภารกิจศักดิ์สิทธิ์สร้างมาตรฐานจริยธรรมใหม่ทางการเมือง และการนำความยุติธรรมมาสะสางความเลวร้ายจากนักการเมืองชั่วครองเมืองมายาวนาน สถาปนาความดีงามให้กลับคืนมาสู่สังคมไทยให้จงได้ในเร็ววัน |
| << | สิงหาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 |
| 31 | ||||||