พิมพ์หน้านี้
|
หลายปีมาแล้วในคาบเรียนวิชาสุนทรียศาสตร์ บทสนทนาระหว่างศิษย์กับอาจารย์เลื่อนไหลไปถึงเรื่องความงดงามและคุณค่าของภาพยนตร์เรื่อง ไททานิก "ผมไม่เชื่อหรอกครับอาจารย์ ว่าพระเอกจะยอมตายเพื่อนางเอกทั้ง ๆ ที่รู้จักผูกพันกันได้ไม่กี่วัน..." ศิษย์คนหนึ่งประท้วงขึ้นในชั้นเรียน ".....บางทีความรักที่ใหม่สดอาจจะบันดาลใจให้ผู้คนทำอะไรที่เหลือเชื่อได้ หากความรักดำเนินไปถึงจุดที่ไม่ถึงขีดสุดเหมือนแรกพบ ก็ไม่แน่ว่าพระเอกของเราจะกล้าบ้าบิ่นขนาดนั้น....." นั่นเป็นคำตอบของอาจารย์ ครับ ฟังดูเผิน ๆ เหมือนกับคำตอบของอาจารย์ช่างดูถูกพลังแห่งรักเสียนี่กระไร แต่ใช่หรือไม่ว่าความรักระหว่างผู้คนหรือแม้แต่ความรักของผู้คนกับสรรพสิ่ง ล้วนเพิ่มขึ้นลดลงวูบไหวไปได้ตามเวลาและเหตุการณ์ที่ผันแปรไป กับบุคคลที่เราเคยรักใคร่มากมายมีสักวูบไหมในระยะทางของสัมพันธภาพ ที่เรารู้สึกรักเขาน้อยลงกระทั่งชิงชังรังเกียจกันในบางห้วงยาม แต่เมื่อปัจจัยแวดล้อมเปลี่ยนไปบางทีเราอาจจะเพิ่มพูนความรักต่อกันกลับมาได้มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม..... เราจะยอมรับกันไหมว่า "รัก" เป็นเพียง "อารมณ์" ในช่วงขณะหนึ่งของผู้คน ที่ลดลงเพิ่มขึ้นได้ตลอดเวลา ส่วนจะวูบไหวขึ้นลงมากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับสภาวะสติของผู้ถือครองความรัก ครับแม้ความรักจะเป็นเพียงอารมณ์ชั่วคราวแต่ความผูกพันซึ่งเป็นผลงานของความรักนั้นโดยมากแล้ว มักจะยั่งยืนนานยิ่งกว่าตัวอารมณ์รักเสียอีก หากความรักลดเพิ่มอยู่ตลอดเวลาในเส้นทางของสัมพันธภาพ เราย่อมมิอาจใช้มาตรวัดทางอารมณ์มาเป็นเครื่องยืนยันหรือเหตุผลในการอยู่ด้วยกันได้ พูดไปก็เหมือนท่องบ่นประโยคซ้ำซาก.....ครับ....หากปรารถนาสันติสุขในการอยู่ร่วมกัน เราต้องการอะไรมากกว่าความรัก..... ในห้วงยามที่มาตรวัดทางอารมณ์บ่งชี้ว่าความรักมันเหลืออยู่น้อยเต็มที ใช่ว่าเราต้องทุบทำลายความผูกพันที่สานสร้างมาด้วยกันแล้วแยกทางกันเดินหรือไม่....ในห้วงเวลาที่ต่างฝ่ายต่างผิดหวังในตัวตนของกันและกัน การยืนยันที่จะฝ่าข้ามอารมณ์หน่ายแหนงไปด้วยกัน ใช่เป็นการดึงดันที่สูญเปล่าหรอกหรือ เรา ๆ ท่าน ๆ คงได้ยินประโยคนี้กันบ่อย "....เมื่อหมดรักแล้วเราจะอยู่กันไปทำไม......" ครับ ผมเดาเอาว่านี้เป็นผลพวงมาจาก "ความเชื่อ" ที่ว่าการอยู่ด้วยกันนั้นความรักสำคัญที่สุด ซึ่งผมได้เสนอให้ท่าน ๆ ได้พิจารณาในข้างต้นแล้วว่า ความรักไม่ได้มีค่าอะไรขนาดนั้น เพราะมันเป็นเพียงห้วงอารมณ์อันวูบไหว หากเราจะยึดมั่นว่ามันคือบรรทัดฐานเกณฑ์วัดว่าจะอยู่หรือจะจาก อาจบางทีเราต้องสำรองทะเบียนการหย่าร้างเอาไว้ให้มากพอ ๆ กับทะเบียนสมรส ความจริงปวงศาสดาก็ไม่เคยให้คุณค่ากับความรักของโลกียชนอย่าง เรา ๆ ท่าน ๆ ไว้สักเท่าไหร่ พุทธองค์ได้ชี้แนะไว้แล้วว่า รัก และ โลภ โกรธ หลง ล้วนนำไปสู่ทะเลทุกข์ ส่วนนิยามคำว่ารัก ของท่าน จีซัส ไครส์ นั่นย่อมหมายถึงความเมตตาอันไพศาล มากกว่าความคับแคบของคำว่ารักในมุมมองของโลกียชน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงองค์ประกอบในการอยู่ร่วมกันของคู่ชีวิตที่อิสลามแนะนำไว้ว่า ต้องเสมอกันด้วย ศีล และ ศรัทธา มิได้เอ่ยถึงความสุกงอมทางอารมณ์ว่าจะเป็นเงื่อนไขในการอยู่ร่วมกันแต่อย่างใด ถ้าเราจะไม่ใช้อารมณ์รักเป็นเหตุผลที่จะอยู่ร่วมกัน แล้วเราต้องใช้อะไร ผมคงไม่มีคำตอบสำเร็จรูปที่จะให้ท่านนำไปใช้ในภาคปฏิบัติ ขึ้นอยู่กับว่าท่านนิยามการเดินทางร่วมกันกับคู่ครองไว้อย่างไร และมีสิ่งใดที่สานสร้างร่วมกันมาบ้าง ที่อยู่เหนืออารมณ์รัก หากทบทวนแล้วว่าส่งนั้นที่สานสร้างกันมามีค่ายิ่งกว่าอารมณ์รักชังอันวูบไหว เชื่อเหลือเกินว่าเราท่านน่าจะเห็นแก่สิ่งนั้นแล้วผ่านพ้นช่วงเวลาของความหน่ายรัก ไปสู่สิ่งที่มีคุณค่ามากกว่า และมันจะช่วยประคองเราจวบจนกระทั่งความรักความชื่นใจจะเวียนรอบกลับมาหาเราอีกครั้ง...... เทศนากันถึงตรงนี้ ท่านผู้อ่านไม่ต้องเกรงใจหากจะนึกหมั่นไส้ผู้เขียนที่วางมาดเทศนาสั่งสอนกัน เพราะผู้เขียนก็ยังรู้สึกหมั่นไส้ตัวเองอยู่เหมือนกัน ว่าแล้วผมก็ขอตัวไปทบทวนตัวเองด้วยเหมือนกันครับ ว่าอะไรที่ผู้เขียนได้ร่วมสานสร้างมากับคนรักบ้าง แม้ว่าเราจะยังไม่ได้หน่ายรักกันก็ตาม adisonarch |
| my life as an architect | ||
my work |
||
|
View All |
||
| << | มิถุนายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | |||||