พิมพ์หน้านี้
|
ส่งท้ายปี50 กับการละเมิดสิทธิมนุษยชนคนข้ามชาติจากพม่าในประเทศไทย (ตอนที่ 1) "ข่มขืน-บังคับโยกย้าย-ยึดที่ดิน-บังคับใช้แรงงาน ฯลฯ" มีอะไรเกิดขึ้นบนเส้นทางจากพม่าสู่ไทย ติดตามอ่านสรุปสถานการณ์คนข้ามชาติจากพม่าประจำปี 2550 "เมื่อหนีเสือ ดันเจอจระเข้" 14 ธันวาคม 2550 เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. ที่ผ่านมา กองบรรณาธิการสำนักข่าวประชาธรรมได้รับเอกสารสรุปสถานการณ์ การละเมิดสิทธิมนุษยชนคนข้ามชาติจากพม่าในประเทศไทย ประจำปี 2550 จัดทำโดยนาย แม้คณะผู้จัดทำ จะออกตัวว่าพยายามทำงานให้ดีที่สุดท่ามกลางข้อมูลที่มีอยู่อย่างจำกัดในตัว รวมถึงขอโทษบุคคลองค์กรที่เกี่ยวข้องกับงานเรื่อง "พม่า" ในประเทศไทย หากว่าหลายเรื่องราวไม่ปรากฏ หรือหลายเรื่องราวไม่ถูกหยิบยกมากล่าวถึงในรายงานฉบับนี้ แต่ถึงกระนั้นงานชิ้นนี้ก็มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อการศึกษา ค้นคว้า ทำความเข้าใจเป็นอย่างยิ่ง สรุปสถานการณ์ประจำปี 2550 เรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อคนข้ามชาติจากประเทศพม่าในประเทศไทย ต้นมกราคม 2550 มีการฉายภาพยนตร์เรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่เนื้อหาของภาพยนตร์แสดงถึงความรักชาติ การเสียสละชีวิต เพื่อให้คงไว้ซึ่งชาติบ้านเมืองอันสงบสุข ในช่วงแรกๆของการฉายภาพยนตร์มีผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งไปสัมภาษณ์ช่างทำผมชื่อดังของเมืองไทยเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว เขาให้สัมภาษณ์ว่า ตอนนี้ในบ้านเราคนไทยถูกกลืนไปเรียบร้อย เอาง่ายๆดูอย่างผู้คนที่อยู่ในประเทศไทย ขณะนี้ส่วนใหญ่เป็นพม่า เขมร ไทยใหญ่ โดยเฉพาะในร้านเสริมสวยต่างๆ จะมีแรงงานต่างด้าวมาเป็นช่างทำผมกันมากขึ้น รับเป็นลูกจ้างให้ช่วยสระผม ซึ่งเขาก็เรียนรู้การทำผมไปด้วยพร้อมๆกัน ลืมกันไปหรือว่าในประวัติศาสตร์นั้นบรรพบุรุษเราขับไล่ผู้บุกรุกออกนอกประเทศ แต่ในปัจจุบันเราปล่อยให้เขาเดินในบ้านเมืองเราอย่างสบาย และอยู่อย่างสะดวกเสียด้วย[1] ผู้พลัดถิ่นภายในประเทศและผู้ลี้ภัย เมื่อสิ้นสุดเดือนตุลาคม 2550 มีผู้ลี้ภัยจากประเทศพม่าอย่างน้อย 130,948 คน[2] (ชาย 64,147 หญิง 66,801) อาศัยอยู่ในพื้นที่พักพิง 9 แห่งตามชายแดนไทย-พม่า ในพื้นที่ 4 จังหวัด คือ จังหวัดแม่ฮ่องสอน 2 ค่าย เป็นค่ายผู้ลี้ภัยชาวคะเรนนี จังหวัดตาก 3 ค่าย จังหวัดกาญจนบุรี และจังหวัดราชบุรี จังหวัดละ 1 ค่าย เป็นค่ายผู้ลี้ภัยชาวกะเหรี่ยง ในอดีตประเทศไทยเคยมีค่ายผู้ลี้ภัยชาวมอญ แต่หลังจากที่มีการเจรจาหยุดยิงระหว่างรัฐบาลทหารพม่ากับกลุ่มมอญ รัฐบาลไทยจึงได้ผลักดันผู้ลี้ภัยชาวมอญกลับไปอยู่ในฝั่งพม่า สำหรับผู้ลี้ภัยชาวไทยใหญ่และกลุ่มอื่นๆที่หลบหนีการละเมิดสิทธิมนุษยชนออกมาจากประเทศพม่า เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีค่ายผู้ลี้ภัยชาวไทยใหญ่และกลุ่มอื่นๆ ประชาชนจากพม่ามากกว่า 200,000 คนในกลุ่มนี้ กำลังอาศัยอยู่นอกค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศไทย คำว่า ผู้ลี้ภัยจากประเทศพม่า[3] ในรายงานฉบับนี้ หมายถึง ผู้ลี้ภัยในค่ายกับผู้ลี้ภัยนอกค่าย ผู้ลี้ภัยในค่ายหรือผู้หนีภัยการสู้รบ คือ ผู้ลี้ภัยสงครามรวมถึงผลกระทบจากสงคราม เป็นชาวบ้านที่ตกอยู่ท่ามกลางการสู้รบระหว่างกองทัพรัฐบาลทหารพม่ากับกองกำลังติดอาวุธของชนกลุ่มน้อย และได้หลบหนีเข้ามาลี้ภัยอยู่ในประเทศไทย ผู้ลี้ภัยกลุ่มนี้ยังรวมถึงกลุ่มบุคคลที่อยู่ในความห่วงใยของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติหรือ POC (Person of Concern) ซึ่งเป็นผู้ลี้ภัยการเมืองโดยตรง เป็นคนที่ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองหรือทางการทหาร เพื่อต่อต้านรัฐบาลทหารพม่าและได้หนีจากภัยการประหัตประหารเข้ามาลี้ภัยในประเทศไทย ส่วนกลุ่มผู้ลี้ภัยที่อยู่นอกค่ายและไม่ได้ถือสถานะ POC คือ กลุ่มผู้ลี้ภัยที่ไม่มีพื้นที่พักพิงชั่วคราวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย คนเหล่านี้ไม่สามารถเดินทางกลับบ้านได้เช่นเดียวกับ POC และผู้ลี้ภัยในค่าย หากแต่เป็นกลุ่มที่รัฐบาลไทยไม่นับว่าเป็นผู้ลี้ภัย พวกเขาใช้ชีวิตหลบซ่อนตามหมู่บ้านชายแดน ดังเช่น กลุ่มผู้ลี้ภัยชาวไทยใหญ่จากรัฐฉาน กลุ่มผู้ลี้ภัยชาวปะโอ เนื่องจากกองทัพพม่าได้เข้าควบคุมพื้นที่ของชนกลุ่มน้อยในภาคตะวันออกของประเทศพม่า จึงมีผู้ลี้ภัยเดินทางเข้ามาในประเทศไทยทุกปี ศูนย์อพยพแห่งแรกในประเทศไทยถูกจัดตั้งขึ้นในปี 2527 เมื่อมีผู้ลี้ภัยประมาณ 9,000 คนเข้ามาในประเทศไทย ในปัจจุบันองค์กรพัฒนาเอกชน 20 องค์กร ซึ่งเป็นสมาชิกของกรรมการประสานงานองค์การช่วยเหลือผู้ลี้ภัยในประเทศไทย (CCSDPT)[4] ได้ให้ความช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรมภายใต้ข้อตกลงกับศูนย์ดำเนินการเกี่ยวกับผู้อพยพ กระทรวงมหาดไทย และ UNHCR ตามอำนาจที่ได้รับมอบหมาย ผ่านสำนักงานสนาม 3 แห่ง ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดกาญจนบุรี และอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก สำหรับงบประมาณในการดูแลผู้ลี้ภัยนั้น CCSDPT และสำนักงานข้าหลวงใหญ่แห่งสห ประชาชาติเพื่อผู้ลี้ภัย (UNHCR) เป็นผู้สนับสนุนงบประมาณ สำหรับประเทศไทยนั้นได้สนับสนุนพื้นที่อาศัยที่จำกัดในการพักพิง ปีหนึ่งๆองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานช่วยเหลือผู้ลี้ภัยใช้งบประมาณในการดูแลผู้ลี้ภัยในค่าย 9 แห่ง อย่างน้อย 2,048 ล้านบาท[5] งบประมาณที่องค์กรเหล่านี้นำมาใช้จ่ายมาจากการสนับสนุนของรัฐบาลในประเทศสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป การละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ประเทศพม่า : ต้นทางของการโยกย้ายถิ่นฐานมายังประเทศไทย[6] ในปี 2550 พบว่าประเทศพม่ายังมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนประชาชนอยู่เสมอ โดยเฉพาะประชาชนที่เป็นชนกลุ่มน้อย รัฐบาลทหารพม่าได้ทำการกดขี่ข่มเหงประชาชนในหลากหลายรูปแบบ ทั้งการยึดที่ดิน การบังคับใช้แรงงาน การข่มขืน การบังคับให้โยกย้ายออกจากถิ่นฐานเดิม การสร้างเขื่อนสาละวิน การเพิ่มกำลังทหารในเขตชนกลุ่มน้อย และการสังหารประชาชน การยึดที่ดิน เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2550 มีรายงานว่ารัฐบาลทหารพม่าได้ให้ทหารประจำการในเมืองมูเจ ซึ่งอยู่ทางภาคเหนือของรัฐฉานเข้าทำการยึดที่ทำกินชาวบ้าน เพื่อนำที่ดินผืนดังกล่าวไปใช้ปลูกถั่วเพื่อการวิจัย การยึดที่ดินของชาวบ้านในครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะทหารพม่าได้ยึดที่ดินของชาวบ้านมาตั้งแต่ต้นปี 2550 โดยไม่มีการจ่ายเงินชดเชยให้แก่ชาวบ้านแต่อย่างใด หรือบางครั้งถ้ามีการจ่ายเงินก็จ่ายให้ในจำนวนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับพื้นที่ของที่ดินที่ถูกยึดไป ชาวบ้านที่ถูกยึดที่ดินต้องเปลี่ยนอาชีพไปทำงานรับจ้างเป็นจำนวนมาก ต่อมาเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2550 ทหารพม่าได้ยึดที่ดินของชาวบ้านทางภาคตะวันตกของรัฐคะฉิ่น เพื่อไปให้บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในพม่าทำการเพาะปลูกวิจัยพืช ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาบริษัทยูซานาได้รวบรวมที่ดินบริเวณหุบเขาหู่กองจำนวนกว่า 2,500 ไร่เพื่อดำเนินโครงการการพัฒนาพื้นที่ป่าให้เป็นพื้นที่เกษตรกรรม โดยได้รับความช่วยเหลือจากกองทัพพม่าในการช่วยดำเนินการยึดที่ดินของชาวบ้านมาให้ทางบริษัทดำเนินโครงการ ชาวบ้านที่ถูกยึดที่ดินไม่ได้รับค่าชดเชยแม้แต่น้อยและได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักเพราะไม่มีที่ดินทำเกษตรกรรม การบังคับใช้แรงงาน เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2550 มีรายงานว่าชาวบ้านไทยใหญ่จากภาคกลางของรัฐฉานต่างพากันอพยพมายังชายแดนไทยด้านอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ไม่ขาดสาย เนื่องจากถูกทหารพม่าบังคับใช้แรงงานจนไม่มีเวลาทำงานให้กับครอบครัวตนเอง โดยชาวบ้านที่อพยพมานี้ส่วนใหญ่มาจากหมู่บ้านโห๋ป่าง บ้านนาหมากขอ ตำบลบ้านเลา บ้านแป และบ้านนาคู ตำบลเก็งลม อำเภอกุ๋นฮิง โดยอพยพมากันเป็นกลุ่มๆละ 515 คน โดยเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์เดินทางมาถึงชายแดนไทยด้านอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ รวม 16 คน และวันที่ 7 กุมภาพันธ์ อีก 23 คน ผู้อพยพคนหนึ่งเปิดเผยว่า ที่พวกตนพากันอพยพมานั้นใช่ว่าอยากจะมาหางานทำในประเทศไทย แต่เป็นเพราะไม่อาจทนต่อความกดขี่ข่มเหงของทหารพม่าได้ เนื่องจากในแต่ละสัปดาห์พวกตนต้องถูกทหารพม่าบังคับให้ผลัดกันไปทำงานไม่ต่ำกว่า 3 วัน จนไม่มีเวลาพอที่จะทำงานให้กับครอบครัวตนเอง ทหารพม่าที่บังคับให้ทำงานเป็นประจำได้แก่ กองพันทหารราบเบาที่ 524 นำโดยพันโทติ่นหลุ่น และกองพันทหารราบที่ 246 นำโดยพันตรีมิ้นอ่อง ซึ่งทั้งสองกองพันนี้ดูแลพื้นที่ตำบลบ้านเลา และตำบลเก็งลมซึ่งเป็นพื้นที่ที่อาศัยอยู่ โดยได้ถูกบังคับให้ปลูกต้นสบู่ดำ ทำนาปรัง พร้อมกับต้องผลัดกันไปทำงานในค่าย เช่น ทำรั้ว ขุดบังเกอร์ นอกนั้นก็ซ่อมแซมถนนไม่ต่ำกว่าอาทิตย์ละ 3 วัน ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2550 กองทหารพม่าได้บังคับชาวบ้านในเมืองมอญจำนวน 154 คน ให้ทำงานสร้างถนนใหม่ระหว่าง โท ดอ และ ยิน โอ เซียน ถนนใหม่นี้ได้ตัดเข้าไปในไร่ของชาวบ้าน และทำลายไร่ไปมากกว่า ต่อมาเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2550 ชาวบ้านจาก 6 หมู่บ้านประมาณ 500 คน ได้ถูกทหารพม่าเกณฑ์บังคับใช้แรงงานเพื่อสร้างฐานที่มั่นแห่งหนึ่งในจังหวัดทงกู่ รัฐกะเหรี่ยง ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ชาวบ้านในพื้นที่กล่าวว่าถึงแม้ฐานที่มั่นใหม่นี้จะสร้างเสร็จแล้วก็ตาม แต่ทางทหารพม่าก็ยังคงบังคับใช้แรงงานอย่างต่อเนื่อง การข่มขืน เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2550 มีรายงานว่าพบเด็กนักเรียนหญิงชาวคะฉิ่นจำนวน 4 คนถูกข่มขืนจากทหารพม่าในรัฐคะฉิ่นทางตอนบนของประเทศ โดยเหยื่อทั้ง 4 คนเป็นเด็กนักเรียนในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในหมู่บ้านตุ๊กตาง (Dukdang) ซึ่งเด็กสาวทั้งหมดมีอายุตั้งแต่ 14-16 ปี โดยถูกข่มขืนจากทหารพม่าราว 7 คน ซึ่งตั้งฐานที่มั่นอยู่ในหมู่บ้านมุงลาง ชิดี (Munglang Shidi) ห่างจากเมืองปูเตาไปราว ต่อมาเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2550 สันนิบาตสตรีรัฐชิน (Womens League of Chinland - WLC) ซึ่งเป็นองค์กรด้านสิทธิสตรีภาคประชาชนในรัฐชิน ประเทศพม่า ได้เปิดเผยรายงานที่มีชื่อว่า รัฐที่ไม่ปลอดภัย (Unsafe State) ซึ่งแสดงหลักฐานว่ารัฐบาลทหารพม่าสนับสนุนการข่มขืน โดยผลการศึกษารายงานว่าในรอบ 5 ปี กองทัพพม่าภายในรัฐชินได้ข่มขืนผู้หญิงอย่างน้อย 38 คน โดยเกือบครึ่งหนึ่งเป็นการข่มขืนหมู่และอย่างน้อย 1 ใน 3 เกิดขึ้นโดยคำสั่งของเจ้าหน้าที่รัฐบาล เหยื่อบางคนหลังจากถูกข่มขืนจะถูกทรมานและถูกสังหาร ในเดือนพฤษภาคม 2550 มีรายงานว่าในเขตพาพุน รัฐกะเหรี่ยง มีหญิงสาวสองคนจากหมู่บ้านทาเคเดอ ในเมืองลูตอ อายุ 22 ปี และ 18 ปี ขณะที่พวกเธอกำลังเก็บผักอยู่ในป่า ได้ถูกจับกุมโดยกองทหารพม่าและถูกข่มขืน ถูกทรมาณโดยการตัดเอาหน้าอกและหูออกมา จากนั้นจึงถูกฆ่าตาย เมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2550 ก็มีรายงานว่าพบเด็กหญิงชาวละหู่อายุ 10 ขวบ ได้ถูกทหารพม่าข่มขืนเช่นเดียวกัน เด็กหญิงชาวละหู่คนนี้อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเผอยาง อยู่ทางตอนใต้ของเชียงตุงไป การบังคับให้โยกย้ายออกจากถิ่นฐานเดิม ต้นเดือนมกราคม 2550 มีรายงานว่าทหารพม่าจากกองพันทหารราบเบาที่ 225 ประจำเมืองโต๋น พร้อมด้วยกองกำลังว้าแดง UWSA จากหน่วย 171 ของเหว่ยเซียะกัง ประมาณ 90 นาย ได้ทำการข่มขู่ขับไล่ชาวบ้านให้ย้ายออกจากหมู่บ้านที่อยู่ทางทิศตะวันตกเส้นทางบ้านนากองมูเมืองโต๋น ในรัฐฉาน ตรงข้ามชายแดนไทยด้านบ้านหนองอุก อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ โดยอ้างว่าชาวบ้านปลูกฝิ่น ซึ่งความจริงชาวบ้านกลุ่มนี้ได้ยึดอาชีพดังกล่าวมานานแล้วและทหารพม่าและว้าก็รู้ดี แต่อย่างไรก็ตามกลุ่มชาวบ้านคาดว่าน่าจะเกิดจากสาเหตุที่พวกเขาไม่ชำระภาษีการปลูกฝิ่นที่ยังไม่ถึงฤดูเก็บเกี่ยว หรือไม่ก็ทหารพม่าและว้าแดงอาจต้องการยึดพื้นที่ปลูกฝิ่น เนื่องจากพื้นที่ที่ใช้ปลูกฝิ่นอยู่ออกผลผลิตดี ชาวบ้านที่ถูกขับไล่และอพยพมาส่วนใหญ่เป็นชาวเขาเผ่าลีซู ปะโอ จากบ้านห้วยจอง บ้านห้วยวัด บ้านหมอกข้าวแตก บ้านเมืองแฮ และบ้านนาพยอง ซึ่งมีทั้งเด็กเล็ก ผู้ใหญ่ คนแก่รวมกว่า 40 คน รวม 13 ครอบครัว ชาวบ้านกลุ่มนี้ได้เดินทางหลบหนีมายังชายแดนไทยด้านดอยสันจุ๊ ตรงข้ามตำบลม่อนปิ่น อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2550 ทหารพม่าได้เข้าโจมตีหมู่บ้านที นยา มู คี เขตเงียวลี่บิ่น รัฐกะเหรี่ยงในเวลา 11.55 น. ชาวบ้านไม่มีเวลาที่จะเก็บข้าวของหรือเอาอาหารไปด้วย ทหารพม่าได้เผาที่เก็บข้าวเปลือกในขณะที่เข้าโจมตี ผลของการโจมตีทำให้ชาวบ้านจำนวน 31 คน จากที นยา คี ได้หลบหนีไปได้ พร้อมกับชาวบ้านจากหมู่บ้านที ตู คี อีก 19 คน และชาวบ้านอีก 57 คนจากวา เพอ ควี รวมทั้งสิ้นเป็นชาวบ้านจำนวน 107 คน ที่หนีเข้าไปซ่อนตัวในป่าระหว่างการโจมตีครั้งนี้ ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 กองทหารพม่ายังได้เข้าโจมตีหมู่บ้าน ทา ควา โดในเขตตำบล เคอ โด ในเมือง คยุก คยิ ในวันที่ 23 มิถุนายน กองทหารพม่า LIB 350 ได้สั่งให้หมู่บ้านทั้งหมดในตำบลพนา เนอ คือ 1) Thu Ka Bee 2) No Po 3) Taw Lu Ko 4) Ma Taw Ku and 5) PNa Ner ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ในพื้นที่สำหรับการย้ายถิ่นที่ที ทู ต่อมาเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2550 มีรายงานว่าทหารพม่าได้บังคับให้ชาวกะเหรี่ยงมากกว่า 200 คน ย้ายออกจากหมู่บ้านตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม 2550 โดยทหารพม่าจะใช้วิธีการโจมตีและเผาบ้านเรือนของชาวบ้านในพื้นที่ และยังสร้างฐานที่มั่นเพิ่มขึ้นในทางตอนเหนือของรัฐกะเหรี่ยง นอกจากนี้พบว่าชาวบ้านในพื้นที่ยังถูกฆ่าตายเป็นจำนวนมาก ในปัจจุบันจำนวนตัวเลขชาวกะเหรี่ยงที่ไร้ถิ่นฐานมีมากถึง 30,000 คน ขณะที่ทหารพม่ายังคงบังคับชาวบ้านให้ย้ายออกจากถิ่นฐานเดิม ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้ชาวบ้านต้องไร้ที่อยู่ ชาวบ้านบางส่วนต้องหนีไปอยู่ในป่า ขณะที่บางส่วนหนีมาอาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยตามแนวชายแดนไทย-พม่า เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2550 ก็มีรายงานว่าทหารพม่าได้บุกเข้าโจมตีและเผาที่พักชั่วคราวของผู้พลัดถิ่นภายในประเทศกว่า 100 คนที่หลบหนีจากการถูกโจมตีหมู่บ้านเมื่อปี 2549 ที่ผ่านมา ทหารพม่าได้พบกับกลุ่มผู้พลัดถิ่นภายในใกล้หมู่บ้านเลคี อำเภอพะปุน ทางตอนเหนือของรัฐกะเหรี่ยงใกล้กับศูนย์บัญชาการของกองกำลัง KNPP จึงทำการโจมตีและเผาที่พัก ทำให้ชาวบ้านราว 200 คนต้องหลบหนีไปยังชายแดนไทย-พม่าโดยได้รับการช่วยเหลือจากกองกำลังกะเหรี่ยงอิสระหรือ KNLA โดยในจำนวนนั้นมีชาวคะเรนนีรวมอยู่ด้วย 28 คน นับตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม 2550 ทหารพม่าได้โจมตีและเผาทำลายหมู่บ้านไปแล้ว 5 แห่ง โดยพบว่าหมู่บ้านบางแห่งถูกโจมตีด้วยปืนครก นอกจากนี้ยังพบทหารพม่าจำนวนมากเข้าไปปฏิบัติการทางตอนเหนือของรัฐกะเหรี่ยงโดยเฉพาะในหมูบ้านเลคีและตำบลมอชิในรัฐคะเรนนี การสร้างเขื่อนสาละวิน เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2550 โครงการก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำบนแม่น้ำสาละวิน (เขื่อนท่าซาง) ซึ่งอยู่ในภาคตะวันออกของรัฐฉานและอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองโต๋น ห่างจากชายแดนไทยด้านตรงข้ามอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ประมาณ 80 กิโลเมตรได้เริ่มการก่อสร้างอย่างเป็นทางการ โดยก่อนหน้านี้ประชาชนจำนวนมากที่มีถิ่นฐานอยู่ในบริเวณใกล้พื้นที่ก่อสร้างเขื่อนได้ถูกทหารพม่าบังคับย้ายถิ่นฐานออกจากพื้นที่ นอกจากเขื่อนท่าซางแล้ว รัฐบาลไทยกับรัฐบาลทหารพม่ายังมีข้อตกลงที่สร้างเขื่อนบนแม่น้ำสาละวินในรัฐกะเหรี่ยงอีก 3 แห่ง ได้แก่เขื่อนฮัตจี เขื่อนแดกกวิน และเขื่อนเว่ยจี การเพิ่มกำลังทหารในเขตชนกลุ่มน้อย ในเดือนพฤศจิกายน 2550 กลุ่ม Free Burma Ranger รายงานว่ากองบัญชาการทหารพม่าได้ส่งกองพันทหารราบจำนวน 10 กองพัน โดยมีกองกำลังทหารกว่า 20,000 นายไปยังทิศใต้และทางทิศเหนือของรัฐกะเหรี่ยง กองบัญชาการทหารพม่าที่ 4 ได้ส่งทหารไปยังรัฐมอญและเมืองจ๊อกจีในภาคพะโค และในเมืองผาปูน ทางตอนเหนือของรัฐกะเหรี่ยง ขณะที่กองพันทหารราบเบาที่ 88 ซึ่งมีทหารจำนวนกว่า 1,500 นายถูกส่งตัวไปเมืองกอกะเร็กและเมืองจาอินเสกจี ทางตอนใต้ของรัฐกะเหรี่ยงเช่นกัน ทหารจำนวน 3,000 นายจากกองพันทหารราบที่ 33 ทางตอนเหนือของรัฐกะเหรี่ยงถูกส่งไปยังรัฐมอญและในเมืองพะโคเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2550 โดยมีทหารจากกองกำลังกะเหรี่ยงดีเคบีเอจำนวน 20 คนและลูกหาบจำนวนอีก 100 คน ร่วมเดินทางกับทหารพม่า ทหารพม่าเริ่มส่งกำลังทหารเข้าไปยังรัฐมอญในเมืองพะโคตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายน ซึ่งขณะนี้ชาวบ้านในพื้นต่างเตรียมพร้อมสำหรับการหลบหนี โดยทุกครั้งหลังมื้ออาหารชาวบ้านจะเก็บถ้วยจานและสิ่งของที่จำเป็นใส่ตะกร้าไว้พร้อมที่จะหลบหนีเมื่อมีความจำเป็น ปัจจุบันมีทหารพม่ากว่า 150 กองพันเข้าประจำพื้นที่ในรัฐกะเหรี่ยง โดยทหารพม่าได้ทำลายนาข้าวของชาวบ้านและบังคับชาวบ้านในพื้นที่ก่อสร้างทางหลวงสายใหม่ 2 แห่งในรัฐกะเหรี่ยงซึ่งติดกับเขตรัฐคะเรนนี เมื่อวันที่ 15 เดือนพฤศจิกายน 2550 ก็พบว่ามีชาวบ้านจากหมู่บ้านเลวาและต่าโฮอ่อง ทางตอนเหนือของรัฐกะเหรี่ยงจำนวน 300 คน ซึ่งมีเด็กจำนวน 100 คนรวมอยู่ด้วย ได้หนีการโจมตีจากทหารพม่ากองพันทหารราบที่ 11 นอกจากนี้ในรายงานยังระบุว่ามีชาวบ้านในพื้นที่จำนวนสองคนถูกทหารพม่าจากกองพันที่ 218 และ 219 สังหารเสียชีวิต เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2550 หน่วยทหารจากกองบัญชาการทหารพม่าที่ 8 และ19 ได้เดินทางถึงชายแดนด้านเจดีย์ด่านสามองค์ ทางตอนใต้ของรัฐมอญ การสังหารประชาชน ในวันที่ 13 พฤษภาคม 2550 นาย รา เส ได้ถูกกองทหารพม่ายิงเสียชีวิต ขณะที่เข้าโจมตีหมู่บ้าน ยอ คิ กองทหารนี้ประกอบด้วยทหารประมาณ 30 นาย จาก LID ได้เข้าล้อมหมู่บ้าน และยิงปืนครก 40 ลูก และต่อด้วยปืนกล นาย รา เส ถูกฆ่าในระหว่างที่มีการโจมตี พวกทหารยังได้เผาบ้านไร่อีกสี่หลังพร้อมข้าวของที่อยู่ในบ้านทั้งหมด เจ้าของบ้านเหล่านี้คือ นาย ลอ คยิ, นาง ในวันที่ 17 พฤษภาคม 2550 กองทหารพม่าที่มาจากทอ ลู พลา แมนได้ยิงและสังหารนางสาว คู ลู ในระหว่างที่เข้าโจมตีหมู่บ้านคลอ โคล โล ในเขตพาพุน รัฐกะเหรี่ยง นางสาว ในวันที่ 2 มิถุนายน 2550 KNLA ได้ซุ่มโจมตีกองทหารพม่า LIB 540 ขณะที่กำลังลาดตะเวณอยู่ในพื้นที่ของหมู่บ้าน ยา เคียง ทุง เขตเงียวลี่บิ่น รัฐกะเหรี่ยง ทำให้กองทหารพม่าไปจับกุมชาวบ้านหกคนจากพื้นที่ดังกล่าว คือ 1) Tin San 2) Yasien 3) Kyaw Soe 4) Kyi Shwe 5) Myit Zaw 6) Ko Myit ทั้งหกถูกกล่าวหาว่าได้ให้การติดต่อกับ KNU จากนั้นพวกเขาถูกสังหารในทันที ต่อมา LIB 540 ได้แจ้งกับชาวบ้านของหมู่บ้าน ยา เคียง ทุง ว่าพวกเขาจะต้องย้ายหมู่บ้านไปยังทา พยิ ยัท ในวันที่ 23 มิถุนายน 2550 ระหว่างเวลา 21.30 ถึง 22.00 น. กองทหารพม่าและ DKBA (Democratic Karen Buddhist Army) ได้จับกุมชาวบ้านจากหมู่บ้านที คเบอ ในเขตดูพลายา รัฐกะเหรี่ยง จากนั้นจึงสังหารทั้งครอบครัว ประกอบด้วยเด็กสองคน อายุ 4 ขวบ และ 13 ปี และยายอายุ 65 ปี รายชื่อของเหยื่อมีดังต่อไปนี้ 1) นาย Nying Htun อายุ 36 ปี 2) นาง Wah Kying อายุ 31 ปี 3) เด็กชาย Pa Heh Soe อายุ 13 ปี 4) Kyaw Eh Wah อายุ 4 ขวบ 5) นาง Pler poe อายุ 65 ปี ส่วนลูกอีกสองคนที่อยู่ในครอบครัวไม่ได้ถูกสังหาร เพราะพวกเขาเรียนหนังสืออยู่ในประเทศไทย ครอบครัวนี้ถูกสังหารใกล้กับค่ายทหารพม่าที คเบอ หน่วยทหารที่อยู่ในพื้นที่แห่งนั้นคือกองพันที่ 203 และ 284 จากภาคที่ 22 และหน่วย DKBA อยู่ภายใต้การควบคุมของนาย การละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย : หนีเสือปะจระเข้ หลังจากที่ประชาชนจากพม่าหลบหนีออกจากบ้านเกิดเพื่อเดินทางมาแสวงหาถิ่นฐานปลอดภัยที่ประเทศไทย พบว่าในระหว่างการเดินทางมายังรอยต่อชายแดนไทย-พม่า และในค่ายผู้ลี้ภัยยังมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนประชาชนกลุ่มนี้อยู่อย่างต่อเนื่อง ทั้งการปฏิเสธไม่ให้ข้ามพรมแดน การผลักดันส่งกลับ และการให้ย้ายออกจากพื้นที่ การปฏิเสธไม่ให้ข้ามพรมแดน เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2550 มีรายงานว่านับตั้งแต่มีการสู้รบระหว่างทหารพม่าและทหารกะเหรี่ยงอย่างหนักในเขตชายแดนตรงข้ามจังหวัดแม่ฮ่องสอนในช่วงหลายเดือนก่อน ทำให้มีผู้ลี้ภัยชาวกะเหรี่ยงอย่างน้อย 216 คน ประกอบด้วยผู้หญิง เด็กและคนชรา ต้องการอพยพข้ามมายังประเทศไทย แต่กลับไม่ได้รับอนุญาตจากทหารไทยโดยอ้างว่าทหารยังไม่ได้ยินเสียงการสู้รบจากฝั่งพม่า ผู้ลี้ภัยกลุ่มนี้เดินทางมาจากประเทศพม่าทางเรือเพื่อข้ามฝั่งไปยังค่ายผู้ลี้ภัยในอำเภอแม่ฮ่องสอน แต่ถูกทางการไทยสกัดและส่งกลับไปยังค่ายอีทูทาในรัฐกะเหรี่ยง ตรงข้ามจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากฐานที่มั่นของทหารพม่า ผู้ลี้ภัยกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ไม่สามารถอาศัยอยู่ในป่าได้ เพราะไม่มีอาหาร ยารักษาโรค รวมทั้งจากการที่ผู้ลี้ภัยต้องเดินทางโดยไม่มีการหยุดพักผ่อน ทำให้คนแก่และเด็กจำนวนมากกำลังล้มป่วยด้วยโรคมาลาเรียและท้องเสีย นอกจากนี้ยังมีชาวบ้านจำนวนไม่น้อยกว่า 4,000 คนที่หนีภัยสงครามและอาศัยอยู่ในป่าเขตรัฐกะเหรี่ยง การผลักดันส่งกลับ เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2550 เจ้าหน้าที่ไทยได้จับกุมชาวคะเรนนีจำนวน 10 คน ที่ลักลอบเข้าประเทศไทยมาอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยคะเรนนีที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยชาวคะเรนนีทั้งหมดหนีภัยการสู้รบระหว่างทหารพม่าและกองกำลังคะเรนนี มาจากจังหวัดซาทอ รัฐคะเรนนี ในจำนวนนี้มีเด็กรวมอยู่ด้วย 3 คน อย่างไรก็ตามถึงแม้ทางเจ้าหน้าที่ค่ายผู้ลี้ภัยคะเรนนีจะพยายามช่วยเหลือแต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ เนื่องจากทางการไทยมีนโยบายที่ชัดเจนว่าจะไม่รับผู้ลี้ภัยเพิ่ม โดยชาวคะเรนนีที่ถูกจับจะถูกนำตัวไปขึ้นศาลและถูกกุมขังเป็นเวลา 30 วัน จากนั้นจึงถูกส่งตัวกลับประเทศพม่า ต่อมาเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2550 มีรายงานว่า ทางการไทยประกาศให้ผู้ลี้ภัยที่ยังไม่ได้รับการรับรองจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ จำนวน 5,000 คน ในค่ายแม่หละ ว่าจะสามารถถูกส่งกลับที่ประเทศพม่าได้ตลอดเวลา เนื่องจากรัฐบาลไทยไม่มีนโยบายที่จะรับผู้ลี้ภัยเพิ่ม รวมถึงไม่มีนโยบายที่จะเปิดค่ายผู้ลี้ภัยแห่งใหม่ การให้ย้ายออกจากพื้นที่ ระหว่างวันที่ 25-30 พฤษภาคม 2550 ทหารไทยได้บังคับให้ประชาชนไทยใหญ่จากรัฐฉานจำนวน 91 คน ซึ่งหลบหนีการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากทหารพม่า มาจากถิ่นฐานของตนเองที่อยู่ทางตอนกลางและใต้ของรัฐฉานเมื่อต้นปี 2550 ให้โยกย้ายออกจากบริเวณพรมแดนตอนเหนือของจังหวัดเชียงใหม่ บริเวณเนินดอยสันจุ๊ ตรงข้ามกับอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2550 เจ้าหน้าที่ทหารไทยจากกองร้อยทหารพรานจู่โจมที่ 956 ภายใต้บังคับบัญชาหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารม้าที่ 2 อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ได้เดินทางมาบริเวณที่พักพิงของผู้ลี้ภัยกลุ่มนี้ และมีคำสั่งให้ผู้ลี้ภัยซึ่งมีที่พักอยู่บริเวณยอดเขาซึ่งสามารถมองเห็นจากพรมแดนไทยได้ ให้เคลื่อนย้ายลงไปตั้งที่พักด้านล่างของเนินเขาห่างจากจุดเดิมประมาณ ผู้ลี้ภัย 91 คนจาก 24 ครอบครัวได้รับคำสั่งให้โยกย้ายภายใน 5 วัน นั่นคือภายในวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 แม้ว่าฤดูฝนได้เริ่มขึ้นแล้วและผู้ลี้ภัยจำนวนมากเพิ่งจะก่อสร้างที่พักของตนเองเสร็จ หลังจากมีคำสั่งออกมาแล้วทหารพรานได้เข้าไปรื้อถอนที่พักบางส่วนโดยทันที มีการใช้รถทหารเพื่อขนสัมภาระของผู้ลี้ภัยไปยังที่ตั้งแห่งใหม่ วันต่อมาทหารพรานยังกลับมาที่เดิมเพื่อตรวจดูปฏิบัติการโยกย้ายที่พักของผู้ลี้ภัยอย่างต่อเนื่อง และในวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 ทหารพรานเหล่านั้นได้มาพร้อมกับทหารไทยจากอำเภอเชียงดาวเพื่อตรวจตราให้แน่ใจว่าผู้ลี้ภัยปฏิบัติตามคำสั่ง ทหารเหล่านั้นแจ้งให้ผู้ลี้ภัยซึ่งพักอยู่บริเวณดอยสันจุ๊ว่า ผู้ลี้ภัยไม่ได้รับอนุญาตให้ปลูกพืชผลระยะยาวในบริเวณนั้น และอนุญาตให้ปลูกได้เพียงพืชผลระยะสั้นเพื่อประทังชีวิต ผู้ลี้ภัยซึ่งมีทั้งผู้หญิง เด็กและคนชราต้องไปอยู่รวมกันอย่างแออัดยัดเยียดในที่พักของครอบครัวผู้ลี้ภัยอื่นในที่ตั้งแห่งใหม่ และประสบความลำบากมากในการสร้างที่พักใหม่ในช่วงฤดูฝน ที่ตั้งแห่งใหม่อยู่บนเนินเขาชันมีโอกาสเกิดดินถล่มในช่วงฝนตกหนักและไม่ได้อยู่ในประเทศไทย ข้อเสนอ จากการที่ประเทศพม่ายังคงมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่องและส่งผลต่อการหลั่งไหลของประชาชนมายังประเทศไทย สิ่งสำคัญที่รัฐบาลไทยจะสามารถให้โอกาสประชาชนเหล่านี้ได้ คือ การยอมรับว่าวันนี้เองมีประชาชนจากพม่าหลายกลุ่มชาติพันธุ์ที่จำเป็นต้องหนีภัยสงครามมาที่ประเทศไทย เช่น ประชาชนไทยใหญ่ รัฐบาลไทยจะต้องจัดหาที่พักพิงให้ประชาชนเหล่านี้ เพราะประชาชนจำนวนมากที่หลบหนีมาไม่ได้ต้องการที่จะมาเป็นแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย และสถานการณ์ในประเทศพม่าวันนี้เองก็ไม่มีความปลอดภัย ถ้ารัฐไทยยังมีนโยบายผลักดัน ส่งกลับ ไม่รับเพิ่มอยู่เช่นนี้ นอกจากนั้นแล้วรัฐบาลไทยจะต้องเปิดโอกาสประชาชนที่อยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยสามารถประกอบอาชีพหรือทำงานได้ตามศักยภาพของพวกเขา มากกว่าที่จะกักขังไว้ในบริเวณแคบๆและไม่สามารถกระทำการใดๆได้ ต้องรอรับความช่วยเหลือจากองค์กรพัฒนาเอกชนเพียงเท่านั้น *** ติดตามอ่านตอนที่ 2 (จบ) แรงงานข้ามชาติและผู้ติดตาม ที่มา [1] ดูหนังสือพิมพ์คมชัดลึกฉบับวันที่ 20 มกราคม 2550 เรื่องสังคมอย่าเลือนประวัติศาสตร์ชาติไทย [2] มาจากตัวเลขในรายงานของสำนักงานข้าหลวงใหญ่แห่งสหประชาชาติเพื่อผู้ลี้ภัย (UNHCR) และ TBBC [3] เนื่องจากประเทศไทยไม่ได้ลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย ค.ศ.1951 รัฐบาลไทยจึงไม่เรียกประชาชนที่อพยพมาจากพม่าว่า ผู้ลี้ภัย แต่เรียกว่า ผู้หนีภัยจากการสู้รบหรือผู้หลบหนีจากภัยสงครามแทน และเรียกค่ายผู้ลี้ภัยว่า พื้นที่พักพิงชั่วคราว แต่ในรายงานฉบับนี้จะใช้คำว่า ผู้ลี้ภัยและค่ายผู้ลี้ภัยแทน ที่หมายถึงตามคำจำกัดความของพรสุข เกิดสว่าง คือ ผู้ลี้ภัยในค่ายกับผู้ลี้ภัยนอกค่าย [4] CCSDPT ประกอบด้วยสมาชิก 20 องค์กร คือ Adventist Development and Relief Agency (ADRA) , Aide medicale internationale (AMI) , ARC International (ARC) , Catholic Office for Emergency Relief and Refugees (COERR) , Handicap International (HI) ,International Child Support (ICS-ASIA) ,International Rescue Committee (IRC) ,Jesuit Refugee Service (JRS) , Malteser International (MI) , Médecins sans frontières France (MSF-F) ,Norwegian Church Aid (NCA) ,Ruammit Foundation (RF) ,Right To Play (RTP) ,Solidarites (SOL) ,Shanti Volunteer Association (SVA) ,Taipei Overseas Peace Service (TOPS) ,Thailand Burma Border Consortium (TBBC) ,Womens Education for Advancement and Empowerment (WEAVE) ,World Education/Consortium (WE/C) ,ZOA Refugee Care Netherlands (ZOA) โดย AMI, ARC, COERR, HI, IRC, MI, MSF-F, Ruammit, Solidarites ดูแลด้านการแพทย์และสาธารณสุข ADRA , COEER , ICS , IRC , JRS , NCA , RTP , SVA , TOPS , WEAVE , WE/C , ZOA ดูแลด้านการศึกษา TBBC ดูแลเครื่องอุปโภคบริโภค [5] TBBC [6] ข้อมูลในรายงานฉบับนี้นำมาจากสำนักข่าว Irrawaddy, สำนักข่าว S.H.A.N., สำนักข่าว Democratic Voice of Burma , สำนักข่าว Kachin News group , สำนักข่าวเชื่อม , Free Burma Rangers , TBBC และ Bu |