พิมพ์หน้านี้
|
พรรณนา เหตุแห่งปัจจัยไฟใต้ วันที่ 4 มกราคม 2547 เป็นจุดเริ่มของแรงเหวี่ยงแห่งความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในมิติใหม่ เกิดคดีบุกเข้าโจมตีปล้นปืนทหารเกือบ 400 กระบอก จากกองพันพัฒนาที่ 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส หลังจากนั้นความรุนแรงหรือที่เรียกว่า ความไม่สงบ ก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความไม่สงบหรือความรุนแรงแสดงออกมาในรูปของการลอบยิง การโจมตี การวางระเบิด การวาง เพลิงและการก่อกวนด้วยวิธีการต่างๆ ความรุนแรงดังกล่าวนำมาซึ่งการสูญเสียชีวิต การหลั่งเลือด ความตายและการบาดเจ็บสูญเสีย รวมทั้งบังเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของทั้งทางราชการและส่วนบุคคล สิ่งที่น่าจะให้ความสนใจก็คือ แบบแผนของการเกิดความรุนแรงที่มีลักษณะความเข้มข้น (intensity) อย่างเห็นได้ชัดเจนในปี พ.ศ. 2547 และปี พ.ศ. 2548 นอกจากนี้แล้ว ลักษณะพิเศษความความรุนแรงที่มีลักษณะเข้มข้นดังกล่าว เกิดขึ้นทั้งจากการกระทำของฝ่ายที่มิใช่รัฐและความรุนแรงที่กระทำโดยรัฐ เมื่อพิจารณาจากภาพรวมทั้งหมด ในรอบ 13 ปีที่ผ่านมา ระหว่างปี พ.ศ. 2536 ถึง 2548 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยซึ่งประกอบด้วยจังหวัดปัตตานี ยะลาและนราธิวาส รวมทั้งพื้นที่จังหวัดสงขลาในบางส่วน เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงที่เรียกว่าความไม่สงบ เช่น การยิง การฆ่า การวางระเบิด การวางเพลิงและการก่อเหตุร้ายด้วยเจตนาทางการเมือง รวมทั้งสิ้น 4,294 ครั้ง ในเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ เหตุร้ายที่เกิดขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 2536-2546 รวม 748 ครั้งหรือคิดเป็นเหตุ การณ์ร้อยละ 17 ของเหตุการณ์ทั้งหมด แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 2547 และ 2548 มีจำนวนถึง 3,546 ครั้งหรือคิดเป็นร้อยละ 83 ของเหตุการณ์ที่เกิดทั้งหมดในรอบ 13 ปี นี่เป็นเหตุที่ทำให้เราควรตั้งข้อสังเกตถึงความรุนแรงที่ปะทุขึ้นในระดับสูงอย่างโดดเด่น ฉับพลันและรุนแรงในรอบสองปีที่ผ่านมาว่าไม่ใช่ปรากฏการณ์ธรรมดา เป็นที่น่าสังเกตด้วยว่า เหตุการณ์ความรุนแรงในรอบ 13 ปีดังกล่าวถ้านับเอาเฉพาะเหตุ การณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544-2548 อันเป็นปีเริ่มต้นของรัฐบาลพรรคไทยรักไทย และเป็นปีที่เกิดเหตุการณ์ก่อวินาศกรรมโจมตีตึก ปัญหาอุดมการณ์ทางศาสนาอาจจะมีผลกระทบตามมาอย่างมากต่อสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ประกอบกับปัจจัยภายในที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายที่สำคัญในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยรัฐบาลมีการยุบเลิกหน่วยงานประสานนโยบายในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้คือศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ปัจจัยทั้งสองอาจจะมีผลต่อความรุนแรงที่เพิ่มมากขึ้นอย่างมาก โดยมีเหตุปัจจัยอื่นที่เป็นตัวเสริมเช่น ปัญหาความไม่เป็นธรรมโดยรัฐ ปัญหาเศรษฐกิจสังคม ความยากจนด้อยโอกาส และปัญหาการศึกษา รวมทั้งปัจจัยอื่นๆเช่นปัญหายาเสพติด เศรษฐกิจนอกระบบและผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น เป็นต้น ปัจจัยที่ก่อให้เกิดกระแสความรุนแรงนี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างซึ่งจะต้องนำมาพิจารณาวิเคราะห์โดยละเอียด เพื่อเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นและกำหนดตัวแบบทางนโยบาย ยุทธศาสตร์และยุทธวิธีในการแก้ปัญหาอย่างเหมาะสม อรรถธิบาย โดยใช้ทฤษฎีมาอธิบาย จากสถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ กลุ่มของนิสิตจะขอใช้ทฤษฎี การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ หรือเรียกอีกอย่างว่าเป็นการฆ่าล้าง เชื้อชาติพันธ์ เพราะเป้าหมายและเหยื่อความรุนแรง การตายและบาดเจ็บของผู้คนจำนวนมาก แสดงให้เห็นว่ามีคนตายและบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในรอบสองปีระหว่างปี พ.ศ. 2547-2548 มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 2,940 คน ในจำนวนนี้มีผู้ตาย 1,175 คน และบาดเจ็บ 1,765 คน ประชาชนพากันอพยพย้ายถิ่นฐานไปอาศัยอยู่ที่อื่น ทำให้บ้านก็มีแต่บ้าแต่ไม่มีคนอาศัยอยู่ มีวัดก็ไม่มีพระมาจำวัด เพราะความรุนแรงที่เพิ่มมากขึ้น รัฐบาลแม้จะให้การช่วยเหลือ มีการส่งตำรวจ ทหาร ตชด ไปให้ความคุมครอง และรักษาวามปลอดภัยก็ตาม แต่สิ่งที่กระทำไปนั้นยังไม่ได้ส่งผลให้อะไรขึ้นมามากหนัก เพราะดูเหมือนยิ่งเข้าไปจัดการมากเท่าไร เพิ่มการคุ้มครองมากขึ้น จำนวนผู้เสียชีวิตและ ความรุนแรงก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่าตัว แสดงถึงประเด็นที่น่าสังเกตบางอย่างที่ว่า ยิ่งรัฐบาลกลางยิ่งเข้ามาจัดการ ผู้ที่มีอำนาจในการสั่งการให้เกดความรุนแรงในภาคใต้ก็สั่งการรับมือเช่นกันเหมือนประเทศไทยกำลังมีรัฐสองรัฐที่ค่างฝ่ายต่างปะทะกันอยู่ ในลักษณะที่รัฐซ้อนรัฐที่เกิดรัฐไทย หรือ ประเทศไทยนี้เอง ซึ่งยิ่งแก้ก็เหมือนยิ่งมีอีกรัฐเข้ามาสร้างปัญหาซ้ำๆจนไม่อาจจะแก้ไขให้หายขาดได้ ดังเป็นเมร็งร้ายที่สมควรจะตัดออกแต่ การตัดนั้นมันอาจส่งผลต่อร่างกายที่ไม่ได้เป็นเมร็งทั้งตัวจนรุกลามทั่วตัวได้เสมอ และการฆ่าประชาชนเปรียบเสมือนเป็นการฆ่างล้างเชื้อชาติ บางเชื้อชาติที่แตกต่างกันถ้าสังเกตจากประชาชนที่เสียชีวิต วิเคราะห์ คาดคะเน ประเด็นที่น่าสังเกตก็คือ จำนวนคนตายจากเหตุการณ์ทั้งสองปีที่ผ่านมาเมื่อพิจารณาจากภูมิหลังการนับถือศาสนา คนไทยมุสลิมกลับเป็นผู้เสียชีวิตมากกว่าคนไทยพุทธ การที่คนมุสลิมเสียชีวิตค่อนข้างมากกว่าคนพุทธมีความหมายที่น่าพิจารณาก็คือ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้นมีเป้าหมายที่รวมทั้งคนไทยพุทธ และไทยมุสลิม แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไปคนมุสลิมกลายเป็นเหยื่อความรุนแรงค่อนข้างมากกว่า คนพุทธก็เป็นเหยื่อความรุนแรงเช่นเดียวกันแต่จะได้รับบาดเจ็บมากกว่า ทั้งนี้จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่แสดงในที่นี้รวมถึงเหตุการณ์ในกรณีวันที่ 28 เมษายน 2547 และกรณีตากใบในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน นอกจากคนมุสลิมจะมากกว่าแล้ว แสดงให้เห็นว่า เมื่อพิจารณาจากภูมิหลังด้านอาชีพของผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต คนที่กลายเป็นเหยื่อหรือเป้าหมายของการก่อความรุนแรงส่วนมากที่สุดจะเป็นประชาชนทั่วไปที่หาเช้ากินค่ำหรือผู้ประกอบอาชีพที่มิใช่ข้าราชการ กลุ่มที่ถูกกระทำเป็นกลุ่มที่สามคือทหาร การที่เป้าหมายสำคัญของผู้ที่ถูกกระทำที่กลายเป็นประชาชนทั่วไปแทนที่จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเช่นทหารหรือตำรวจ แสดงว่าการก่อเหตุความรุนแรงมีเป้าที่มิใช่อำนาจรัฐโดยตรง ซึ่งมีผลอย่างมากต่อความรู้สึกหวาดกลัวในหมู่ประชาชนในวงกว้าง ลักษณะเช่นนี้แตกต่างจากการก่อการร้ายโดยทั่วไปที่เคยเกิดขึ้นในอดีตที่เป้าหมายการโจมตีมักจะเป็นกลไกของรัฐ ความหมายในทางการเมืองของความรุนแรงจึงน่าจะกว้างและลึกกว่าเหตุการณ์ความรุนแรงที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ตั้งแต่ยุคของการต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย นี่เป็นเหตุที่ทำให้เราต้องให้ความสนใจต่อสิ่งที่เป็นเป้าหมายและคุณค่าทางการเมืองของการก่อความรุนแรงครั้งนี้ว่า จะต้องมีแรงขับดันอย่างอย่างเป็นระบบ รุนแรงและชัดเจนยิ่งกว่าการต่อสู้ในอดีต นอกจากนี้ ยังน่าสังเกตด้วยว่าเหยื่อของความรุนแรงที่เป็นประชาชนทั่วไปสูงขึ้นชัดเจน แสดงให้เห็นว่าความรุนแรง ได้มีแนวโน้มขยายเป้าหมายไปสู่ประชาชนทั่วไปมากขึ้นด้วย |
| บิสกิตโรล | ||
กลุ่มที่ 11 คะ |
||
|
View All |
||
| รัฐซ้อนรัฐ ในกรอบ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กับรัฐไทย | ||
รัฐซ้อนรัฐ ในกรอบ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กับรัฐไทย |
||
|
View All |
||
| << | กุมภาพันธ์ 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | |