วันอังคาร ที่ 6 พฤศจิกายน 2550
ระวังหมอ หรือระวังโรงพยาบาล กันแน่
Posted by
อริยวรรต
,
ผู้อ่าน : 88
, 11:34:58 น.
พิมพ์หน้านี้
|
แบบแผนอุบาทว์ในวงการแพทย์ไทย
วันนี้จำเป็นที่จะต้องตำหนิแบบแผนการรักษาบางประการในวงการแพทย์ไทย และต้องตำหนิถึงขนาดที่กล่าวได้ว่าเป็นแบบแผนอุบาทว์เลยทีเดียว การทั้งนี้เนื่องจากมีข้อเท็จจริงเป็นที่ประจักษ์ชัดว่ามีการกำหนดแบบแผนอุบาทว์ขึ้นในวงการแพทย์ไทยจริง ๆ เป็นเรื่องที่คนไทยทุกคนจำเป็นจะต้องรับรู้และระมัดระวังป้องกันตัวเพื่อไม่ให้ตกเข้าไปในแผนอุบาทว์นี้ ถ้าหากว่าเกิดกรณีต้องเจ็บป่วยเข้าโรงพยาบาล ทั้งเป็นเรื่องที่รัฐบาลและบรรดาผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับวงการแพทย์จะต้องสำนึกตรวจสอบและแก้ไขโดยด่วนที่สุด ก่อนที่ชีวิตคนไทยจะถูกทำลายไปมากกว่านี้ ความจริงเราเคยพูดถึงเรื่องนี้มาสองครั้งแล้ว และคราวนี้จำเป็นต้องพูดอีก ก็เพราะว่ามวลมิตรหลายคนที่รู้จักได้ล้มหายตายจากและบ้างก็ยังอยู่ในระหว่างการรักษาตัวในโรงพยาบาล โดยมีต้นเหตุสำคัญมาจากแผนอุบาทว์ในวงการแพทย์ไทยนั่นเอง แผนอุบาทว์ที่ว่านี้เป็นแบบแผนการตรวจรักษาโรคที่ถูกกำหนดขึ้นใช้และปฏิบัติในโรงพยาบาลเอกชนเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเราเคยพูดถึงมาครั้งหนึ่งแล้ว และขอทบทวนอีกครั้งหนึ่งว่าแบบแผนอุบาทว์ที่ว่านี้จะมีหลักการ คือ ประการแรก กำหนดให้เป็นหน้าที่ของแพทย์ผู้ตรวจต้องพยายามดึงคนไข้ให้ต้องเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลให้มากที่สุดและให้นานที่สุด เพราะการกระทำเช่นนี้จะทำให้ทั้งแพทย์ผู้ตรวจและโรงพยาบาลได้รับผลประโยชน์และแบ่งปันผลประโยชน์กันเป็นจำนวนมากขึ้น ทำให้การตรวจรักษาโรคแทนที่จะเป็นไปเพื่อการตรวจว่าเป็นโรคอะไรและรักษาโรคนั้นให้หาย กลายเป็นการทำให้คนไข้ต้องเข้าพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล และต้องเสียค่าใช้จ่ายจนหมดเนื้อประดาตัว ประการที่สอง ให้ประวิงการรักษาโรคให้ช้าที่สุดและให้ใช้กระบวนการตรวจสอบให้มากที่สุด และพยายามให้ตรวจระบบต่าง ๆ ให้มากที่สุด โดยแพทย์ต้องตั้งข้อสงสัยและส่งคนไข้เข้าตรวจให้มากที่สุดด้วย คราวนั้นมีพี่น้องประชาชนได้เข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก และเกือบทั้งหมดได้เล่าความเกี่ยวกับตนเองหรือที่ญาติพี่น้องได้ประสบมาสอดคล้องตรงกับที่เราได้กล่าวมาแล้วนั้น แต่ไม่มีการปรับปรุงแก้ไขแม้แต่น้อย รัฐบาลเองและหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ควบคุมดูแลพากันเพิกเฉย ในขณะที่โรงพยาบาลเอกชนก็ไม่มีเสียงขานรับและกลับทำเรื่องชั่วร้ายมากขึ้น ในวันนี้แผนอุบาทว์นี้ได้เพิ่มความชั่วร้ายมากขึ้นอีกหลายเท่านัก ข้อเท็จจริงจะจะที่สรุปได้อย่างชัดเจนคือ การตัดอวัยวะหรือบางส่วนของร่างกายคนไข้เอาไปตรวจพิสูจน์ว่าเป็นโรคอะไร ซึ่งกำลังทำกันเป็นล่ำเป็นสันอยู่ในขณะนี้ และทำให้คนไข้ต้องเจ็บปวด ต้องเสียค่าใช้จ่ายและถึงแก่ความตายไปแล้วเป็นจำนวนมาก จะยกตัวอย่างมาให้ดูกันแค่ 3 ราย ซึ่งเป็นรายของคนใกล้ตัวพวกเราทั้งสิ้น รายแรก ตรวจรักษามา 3 ปี ที่โรงพยาบาลเอกชนมีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง โดยคนไข้ได้รับแจ้งว่าเป็นโรคหัวใจรั่ว ต้องมาตรวจรักษาทุก 6 เดือน และระยะหลังทุก 3 เดือน ล่าสุดแพทย์ผู้ตรวจแนะนำให้เจาะไขสันหลังและผ่าตัดหัวใจ โดยอ้างว่าที่รั่วแล้วรั่วมากขึ้น และมีการรั่วเพิ่มขึ้นอีก ญาติคนไข้พาคนไข้ไปตรวจรักษาใหม่ที่โรงพยาบาลทรวงอก ปรากฏว่าคนไข้ไม่ได้เป็นโรคหัวใจรั่วและหัวใจก็ไม่ได้รั่วเพิ่มเติมแต่ประการใด อาการที่เกิดขึ้นกับคนไข้เป็นเรื่องของความชราอายุ 88 ปีเท่านั้น และไม่มีความจำเป็นต้องเจาะไขสันหลังตรวจ คนไข้รายนี้รอดตายอย่างหวุดหวิด และนับแต่นั้นมาก็ไม่ต้องเสียค่าตรวจรักษาเป็นราย 3 เดือน 6 เดือนอีกเลย รายที่สอง คนไข้มีอาการปวดท้อง แพทย์ผู้ตรวจสงสัยว่าเป็นมะเร็งที่ตับ ตัดเนื้อตับออกไปตรวจ 2 ครั้ง และในที่สุดผ่าตัดตับไปส่วนหนึ่ง ต่อมาคนไข้ย้ายโรงพยาบาลออกไปรักษาที่อีกแห่งหนึ่ง ปรากฏว่าไม่ได้เป็นมะเร็งที่ตับ ขณะนี้หมดตัวและยังคงรักษาโรคตับอันเกิดจากการถูกตัดตับไปตรวจอยู่ รายที่สาม คนไข้อายุแค่ 30 ปีเศษ มีอาการปวดท้อง แพทย์สงสัยว่าจะมีเนื้องอกที่กระเพาะ ได้ตัดก้อนเนื้อบางส่วนที่กระเพาะเป็นครั้งแรกรวม 20 ชิ้นไปตรวจและไม่พบว่าเป็นโรคอะไร ต่อมาก็สั่งตัดชิ้นเนื้อที่กระเพาะไปตรวจอีก 5 ครั้ง ๆ ละ 20 ชิ้น รวมเป็นการตัดชิ้นเนื้อในกระเพาะ 6 ครั้ง ๆ ละ 20 ชิ้น รวมเป็น 120 ชิ้น นึกดูเอาเองเถิดว่ากระเพาะของคนไข้รายนี้ถูกตัดจนพรุนไปหมด และหมดตัวด้วย จึงต้องย้ายโรงพยาบาล ปรากฏว่ามีเลือดไหลออกตามรอยแผลที่ตัดในกระเพาะ จนในที่สุดคนไข้ก็ถึงแก่ความตาย มีเลือดไหลออกทั้งปาก จมูก ทวารหนักและทวารเบา ขณะนี้เพิ่งส่งศพไปยังบ้านเกิด นี่เป็นเพียงสามตัวอย่างที่ยกมาแสดงอย่างจะจะแจ้ง ๆ และยังปรากฏด้วยว่าแบบแผนการรักษาอุบาทว์นี้ยังคงลุกลามขยายตัวอยู่อย่างกว้างขวาง คนไข้ถูกตัดชิ้นเนื้อและอวัยวะต่าง ๆ ไปตรวจกันเป็นจำนวนมาก คนไปตรวจรักษาโรคดี ๆ พอถูกตัดชิ้นเนื้อไม่ว่าชิ้นเนื้อปอด ตับ กระเพาะ ลำไส้ หรือส่วนใดส่วนหนึ่งไปตรวจก็ต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล และถูกเจาะเลือดไปตรวจจนอ่อนเพลีย ต้องให้น้ำเกลือ ให้เลือดตามมา และก็ต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล เพราะบาดแผลที่ถูกตัดชิ้นเนื้อจนร่างกายชำรุดทรุดโทรม หากเป็นโรคจริงส่วนใหญ่ก็จะตาย หากไม่เป็นโรคจริงกว่าจะรักษาแผลที่ถูกตัดชิ้นเนื้อไปก็เกือบหมดเนื้อประดาตัว ยิ่งเป็นคนทำงานก็เป็นอันแน่นอนว่าหมดเนื้อหมดตัวแน่ นี่คือแบบแผนอุบาทว์ในการรักษาในปัจจุบันของการแพทย์ไทย ซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นในโรงพยาบาลเอกชน และเชื่อได้ว่าญาติพี่น้องคนไทยของเราคงจะประสบชะตากรรมแบบนี้เหมือนกันเป็นอันมาก จึงถึงเวลาแล้วที่จะต้องทำลายล้างแผนอุบาทว์ในการตรวจรักษาในวงการแพทย์ไทย โดยเฉพาะในโรงพยาบาลเอกชน มิฉะนั้นแล้วพี่น้องร่วมชาติของเราก็จะเสี่ยงตายกับแบบแผนอุบาทว์นี้ อย่างน้อยก็ต้องเสี่ยงหมดเนื้อประดาตัวไปกับแบบแผนอุบาทว์นี้ แล้วเราจะปล่อยให้แผนอุบาทว์นี้ดำรงอยู่โดยชีวิตคนไทยจะต้องเสี่ยงไม่รู้เหนือรู้ใต้อีกต่อไปหรือ? เราอยากจะบอกเตือนพี่น้องร่วมชาติทุกคนว่าใครเข้าไปตรวจรักษาในโรงพยาบาลจะต้องพยายามระมัดระวังเกี่ยวกับการขอตัดชิ้นส่วนของร่างกายไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนสำคัญหรือไม่เอาไปตรวจ ว่านั่นคือการก้าวเข้าไปสู่ประตูแห่งมัจจุราช ทั้งคนป่วยและญาติพี่น้องจะต้องใคร่ครวญตริตรองให้จงหนัก อย่าผลีผลามตกลงให้เขาตัดชิ้นเนื้อไปตรวจง่าย ๆ อย่างน้อยที่สุดก็ควรจะตรวจสอบทานกับโรงพยาบาลของรัฐเสียก่อน ความจริงในวิชาการแพทย์นั้น สามารถตรวจโรคได้โดยไม่ต้องตัดชิ้นเนื้อหรือตัดชิ้นส่วนของอวัยวะ ซึ่งทำกันมานานแล้ว แต่ที่มาใช้แบบแผนอุบาทว์กันในปัจจุบันนี้ก็เพราะเรื่องของเชิงพาณิชย์หรือการค้ากับความเจ็บป่วยหรือความตายของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งอำมหิตมากเกินไป หากจำเป็นจะต้องตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ ก็ควรจะไปให้โรงพยาบาลของรัฐตรวจรักษาจะดีกว่าที่จะเสี่ยงกับแผนอุบาทว์ชนิดนี้ และหากจำเป็นจะต้องตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ ก็ควรจะทำความเข้าใจกันเสียก่อนว่าจะตัดอะไรไปตรวจ จะตัดกี่ชิ้น ตรวจแล้วจะให้ผลอย่างไร จะรักษาหายหรือไม่หาย ถ้าตรวจเพื่อทราบว่าเป็นมะเร็งหรือเป็นเอดส์หรือไม่ ก็ขอแนะนำว่าอย่าไปตรวจเลย เพราะถึงแม้ว่าพบว่าเป็นโรคมะเร็ง การรักษาโดยแบบแผนอุบาทว์นั้นก็ไม่มีทางหาย มีแต่ตายสถานเดียว ถ้าแพทย์หรือโรงพยาบาลที่ไหนกล้ารับรองว่าหายก็ให้ทำสัญญากันให้มั่นเหมาะจึงค่อยตรวจรักษา พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ว่า คนเราเกิดมาแล้วย่อมต้องตาย ความเจ็บเป็นอุ้งหัตถ์แห่งมัจจุราชที่ไม่มีทางจะหลีกเลี่ยงได้ แต่ความเจ็บป่วยก็ไม่ใช่เรื่องที่จะทำให้คนตายเสมอไป พระพุทธองค์ตรัสสอนว่าโรคภัยที่เบียดเบียนชีวิตนั้นมีอยู่ 3 จำพวก อย่างแรกเป็นแล้วรักษาก็หาย ไม่รักษาก็หาย อย่างที่สอง เป็นแล้วรักษาก็หาย ไม่รักษาก็ตาย อย่างที่สาม เป็นแล้วถึงรักษาก็ตาย ไม่รักษาก็ตาย ดังนั้นถึงใคร่ครวญโดยแยบคายก่อนว่าความป่วยเจ็บนั้นน่าจะเป็นโรคอย่างไหน เพราะโรคที่จำเป็นจะต้องรักษาก็คือโรคอย่างที่สองเท่านั้น นั่นคือโอกาสที่ควรได้รับการรักษามีเพียง 1 ใน 3 เพราะอย่างแรกไม่ต้องรักษาก็หาย อย่างที่สาม ถึงรักษาก็ตาย จะไปรักษาทำไม รักษาเนื้อประคองตัวไว้ให้ลูกหลานญาติพี่น้องได้ดูใจไปตามอาการก็จะดีกว่า หากจะเสี่ยงรักษาโรคอย่างที่สอง ก็ควรพิเคราะห์ใคร่ครวญหาแพทย์ที่ไว้วางใจได้ ดีกว่าที่จะพาชีวิตเข้าไปเป็นเครื่องมือในการทำมาหากินของแผนอุบาทว์ที่ว่านี้ ขอเชิญชวนท่านทั้งหลายที่เคยประสบเหตุการณ์ไม่ว่าด้วยตนเองหรือโดยญาติช่วยกันเปิดโปงแผนอุบาทว์นี้อย่างกว้างขวาง แล้วร่วมกันทำลายแผนอุบาทว์นี้ให้หมดไปให้จงได้ คัดลอกมาจาก junkmail ขอบคุณมากครับ
|