
พิมพ์หน้านี้
|
ปลุกผีพันธมิตรฯล้มรัฐบาลหุ่นเชิด 7 คำเตือนก่อน...กาลียุค! Source - สยามรัฐ (Th) Tuesday, February 26, 2008 04:16 หมายเหตุ : ที่บ้านพระอาทิตย์ เมื่อเวลา 11.40 น.วันที่ 25 ก.พ.51 อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประกอบไปด้วย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสนธิลิ้มทองกุล นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายพิภพ ธงไชย นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ และนายสุริยะใส กตะศิลา อดีตผู้ประสานงานพันธมิตรฯ ร่วมกันแถลงข่าวจุดยืนพันธมิตรฯ ต่อสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ สำหรับแถลงการณ์ดังกล่าวมีรายละเอียดดังนี้ แถลงการณ์ฉบับที่ 1/2551 พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เรื่อง คำเตือนก่อนเกิดกลียุค นับตั้งแต่วันเกิดเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อคืนวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา เม้ว่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะได้ประกาศไม่เห็นด้วยกับวิธีการรัฐประหารก็ตาม แต่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็ได้ประกาศยุติบทบาทการชุมนุมอย่างสงบ อหิงสา และปราศจากอาวุธ อันเป็นไปตามสิทธิอันชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2549 ภายหลังจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว การชุมนุมตามรัฐธรรมนูญของ "พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" เพื่อต่อต้านระบอบทักษิณในเวลานั้นก็เพื่อแสดงพลังของภาคประชาชนบริสุทธิ์ในยามที่ชาติบ้านเมืองเข้าสู่ทางตันอันป็นวิกฤตที่สุดในโลกและเต็มไปด้วยปัญหาต่างๆ มากมาย เช่น การทุจริตคอร์รัปชัน การแปรรูปรัฐวิสาหกิจเพื่อผลประโยชน์ของพวกพ้อง การแทรกแซงสื่อสารมวลชน การละเมิดสิทธิมนุษยชน การแทรกแซงองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้งที่ไม่เป็นประชาธิปไตยที่บริสุทธิ์เที่ยงธรรม การรวบอำนาจผ่านเผด็จการรัฐสภา และการจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นต้น ซึ่งปัญหาเหล่านี้แม้จะยังไม่สามารถได้รับการแก้ไขให้เสร็จสิ้นในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่มาจากการรัฐประหารก็ตาม แต่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็มิเคยได้รวมตัวกันเพื่อก่อการชุมนุมใดๆ ขึ้นมาอีก ตราบใดที่กระบวนการตรวจสอบและกระบวนการยุติธรรมยังคงเดินหน้าต่อไปอย่างสุจริต เที่ยงธรรมและปราศจากการแทรกแซง พร้อมๆ กับการให้สื่อสารมวลชนยังคงมีสิทธิเสรีภาพในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารได้เป็นปกติ ภายหลังจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วประเทศเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ได้ปรากฏเป็นที่ประจักษ์ชัดเจนทั้งในประเทศและต่างประเทศว่ามีการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตตลอดจนมีการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งขยายตัวเป็นวงกว้าง เกิดการกระทำในลักษณะการเป็นหุ่นเชิดของนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ถูกยุบไปตามคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 โดยที่คณะกรรมการการเลือกตั้งนั้นไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะนำผู้ที่กระทำความผิดและพรรคการเมืองที่กระทำความผิดมาลงโทษได้ทันท่วงที และหนำซ้ำกรรมการการเลือกตั้งบางคนกลับมีพฤติกรรมแอบแฝงด้วยวาระซ่อนเร้นในการปกป้องระบอบทักษิณอย่างชัดเจน อันเป็นเหตุทำให้เกิดวิกฤตของบ้านเมืองขึ้นมาอีกครั้งด้วย ตัวแทนนักการเมือง และตัวแทนพรรคการเมืองในระบอบทักษิณเข้ามาในสภาผู้แทนราษฎรจำนวนมาก ก่อกำเนิดทำให้มีคณะรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวชที่เต็มไปด้วยบุคคลากรทางการเมืองที่ไร้ความสามารถ มีประวัติด่างพร้อย และแต่งตั้งบุคคลที่ทำงานเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยไม่สนใจความรู้สึกของประชาชนแม้แต่น้อย แต่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็ยังไม่กระทำการชุมนุมใดๆ และยังให้โอกาสรัฐบาลนายสมัครเข้ามาทำงานให้กับประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าต่อไป ตราบใดที่รัฐบาลนายสมัครไม่แทรกแซงกระบวนการตรวจสอบและกระบวนการยุติธรรม ไม่แทรกแซงหรือคุกคามสื่อสารมวลชนทั้งทางตรงหรือทางอ้อม และไม่กระทำความผิดซ้ำซากเหมือนในยุครัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่มีการทุจริตอย่างกว้างขวาง แทรกแซงองค์กรอิสระและกระบวนการยุติธรรม ล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ จนกลายเป็นเงื่อนไขให้ทหารเข้ามายึดอำนาจฉีกรัฐธรรมนูญและล้มล้างระบอบประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 บัดนี้ได้ปรากฏเห็นเด่นชัดแล้วว่า รัฐบาลได้มีพฤติการณ์เหิมเกริมแทรกแซงและคุกคามสื่อสารมวลชนผ่านรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่ไร้วุฒิภาวะ และยังปล่อยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกระทำการอุกอาจท้าทายประชาชน ด้วยการแทรกแซงและตัดตอนกระบวนการยุติธรรม โดยการย้ายนายสุนัย มโนมัยอุดม อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษที่กำลังดำเนินคดีสำคัญต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัวให้พ้นตำแหน่งอย่างเร่งด่วนแล้วมีการโยกย้าย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ซึ่งมีความใกล้ชิดกับครอบครัวชินวัตร มารักษาการในตำแหน่งอธิดีกรมสวนสวนคดีพิเศษ ก่อนการประกาศกำหนดการกลับประเทศของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพียง 3 วัน อันเป็นการกระทำเพื่อคนคนเดียว เพื่อครอบครัวเดียว หาได้ทำงานเสียสละเพื่อประชาชนคนไทยทั้ง 63 ล้านคนตามพระบรมราโชวาทเมื่อวันถวายสัตย์ปฏิญาณตนต่อหน้าพระพักตร์ไม่ นี่คือสัญญาณการล้างแค้นต่อข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์สุจริตตรงไปตรงมาและยังเป็นความพยายามฟื้นฟูระบอบทักษิณให้กลับคืนมาเหมือนช่วงเวลาวิกฤตที่สุดในโลกดังเช่นในอดีตทุกประการ นอกจากนั้นยังมีสัญญาณบ่งชัดว่า รัฐบาลชุดนี้ยังมีความพยายามจะโยกย้ายนายจรัญภักดีธนากุล ปลัดกระทรวงยุติธรรม และ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้พ้นจากตำแหน่งอีกด้วย รวมทั้งมีความพยายามในการรื้อฟื้นนโยบายการปราบปรามยาเสพติดด้วยวิธีการฆ่าตัดตอน อันขัดต่อหลักนิติธรรม และละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมทั้งมีความพยายามจะฟื้นนโยบายรัฐตำรวจให้กลับมาอีกครั้ง ดังนั้น จึงเป็นบทพิสูจน์ให้เห็นว่า รัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช แท้ที่จริงแล้วก็คือรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เคยประพฤติปฏิบัติตนจนเสมือนเชื้อเชิญการรัฐประหารมาบัดนี้ก็ได้มีกระบวนการในการปกป้องผู้กระทำความผิด แทรกแซงองค์กรอิสระ กำจัดขวากหนามในกระบวนการตรวจสอบต่างๆ ซื้อกระบวนการยุติธรรมเพื่อฟอกตัวทักษิณ แทรกแซงสื่อสารมวลชน แต่งตั้งนอมินี รับคำสั่งจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในต่างประเทศและทำงานรับใช้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่เว้นแม้แต่ประธานรัฐสภาและรัฐมนตรีอีกหลายคน จึงย่อมเป็นพฤติกรรมเสมือนการเชื้อเชิญทหารเข้ามารัฐประหารอีกเช่นกัน จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเห็นว่า สถานการณ์ดังกล่าวจะทำให้บ้านเมืองเข้าสู่กลียุคอย่างแน่นอน จึงได้มาร่วมประชุมและกำหนดจุดยืนต่อสถานการณ์ดังต่อไปนี้ ประการแรก อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ตัดสินใจมีมติฟื้นสภาพโครงสร้างการบริหารงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยขึ้นมาอีกครั้งเหมือนดังเดิมเพื่อพร้อมดำเนินการต่อสู้กับพฤติการณ์ของรัฐบาลนายสมัครที่จะทำงานรับใช้ระบอบทักษิณในทุกรูปแบบ ประการที่สอง พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเรียกร้องให้ คณะกรรมการการเลือกตั้งที่ไม่ได้อยู่ภายใต้ระบอบทักษิณ แสดงความกล้าหาญ ยุติต้นเหตุวิกฤติของชาติด้วยการสะสางลงโทษผู้กระทำความผิดกฎหมายเลือกตั้ง และดำเนินการเสนอศาลรัฐธรรมนูญเพื่อยุบพรรคการเมืองที่เป็นนอมินีให้กับพรรคการเมืองที่ถูกยุบด้วยคำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญโดยเร็ว ประการที่สาม พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเรียกร้องให้นายสมัครสุนทรเวช แสดงความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ด้วยการกระทำ อย่าให้คนไม่ดีมาปกครองบ้านเมือง ยุติบทบาทการกระทำอันเป็นหุ่นเชิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และ ประพฤติปฏิบัติเป็นนายกรัฐมนตรีที่เสียสละเพื่อคน 63 ล้านคนอย่างแท้จริง ประการที่สี่ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเรียกร้องให้รัฐบาลนายสมัครทบทวนการโยกย้ายข้าราชการเพื่อแก้มลทินให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและครอบครัวในกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้ ให้ยุติความพยายามในการแทรกแซงคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และกรมสอบสวนคดีพิเศษ รวมถึงการโยกย้ายตำรวจเพื่อช่วยเหลือคดีความใดๆ ในระบอบทักษิณ ประการที่ห้า ที่ผ่านมา พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไม่เคยคัดค้านการกลับเข้าประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หากเข้ามาสู่กระบวนการยุติธรรมที่ไม่ถูกแทรกแซงและเป็นอิสระ แต่เมื่อระบอบทักษิณได้ใช้กระบวนการแทรกแซงและตัดตอนกระบวนการยุติธรรม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จึงยังคงเป็นปัญหาของแผ่นดินต่อไป พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงคัดค้านการกลับประเทศไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในทุกรูปแบบตราบใดที่ยังมีความพยายามที่จะครอบงำและแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ประการที่หก พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเรียกร้องให้รัฐบาลนายสมัครดำเนินการยุติความกำเริบเสิบสานในการลิดรอน ข่มขู่ คุกคามสิทธิเสรีภาพของสื่อสารมวลชน ประการที่เจ็ด พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเรียกร้องให้พี่น้อง ข้าราชการทหาร ตำรวจ และประชาชน ที่รักชาติบ้านเมืองมาร่วมกันลุกขึ้นมาเกาะกลุ่มรวมตัวเพื่อเฝ้าระวังพฤติการณ์ของนักการเมืองและข้าราชการในระบอบทักษิณอย่างใกล้ชิด และจัดตั้งขยายงานเตรียมพร้อมกับการต่อสู้กับความเลวร้ายของระบอบทักษิณในทุกรูปแบบ อันรวมถึงการเตรียมความพร้อมเคลื่อนไหวในทุกรูปแบบ เพื่อสร้างสังคมธรรมาภิบาล โดยไม่หวั่นเกรงว่าอะไรจะเกิดขึ้น เมื่อถึงเวลาอันสมควร ซึ่งพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะแจ้งให้ทราบโดยทั่วกันอีกครั้งหนึ่ง นายสนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวถึงเหตุผลในการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯว่า การที่เงียบหายไปไม่ใช่ว่าวางเฉย แต่ได้ติดตามการทำงานของรัฐบาลมาตลอด ตราบใดที่กระบวนการยุติธรรมไม่ถูกแทรกแซง กลุ่มพันธมิตรฯจะไม่ทำการใดๆ แต่ปรากฏว่า ได้มีการโยกย้ายนายสุนัย มโนมัยอุดม อธิบดีกรมเอสดีไอ ในขณะที่กระบวนการยุติธรรมกำลังเดินหน้า "อยากเรียนให้รัฐมนตรีปากกล้าทั้งหลาย ได้ตระหนักว่า ควรปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมเดินหน้าไปอย่างถูกต้อง เราพร้อมเผชิญหน้าทุกรูปแบบกับรัฐมนตรี ตั้งแต่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย คิดว่า รัฐบาลจะทำเพื่อส่วนรวม ไม่ใช่ทำเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ส่วนรัฐมนตรีบางคนที่บอกว่า จะไปรับ พ.ต.ท.ทักษิณที่สนามบิน ก็เป็นเพียงแต่เพิ่มราคาให้ตัวเอง และรับเงินจาก พ.ต.ท.ทักษิณเท่านั้น ขอย้ำว่า กลุ่มพันธมิตรฯจะต่อสู้ทุกรูปแบบ และถึงไหนถึงกัน" ผมมีจุดยืนที่ชัดเจน หากยังมีการแทรกแซงพร้อมที่จะสู้ตาย ยังคงยืนยันจุดยืนเดิม คือตายเป็นตายเจ๊งเป็นเจ๊ง หากจะเจ๊งก็ต้องเจ๊ง พร้อมที่จะต่อสู้ พร้อมจะเคลื่อนไหวในทุกรูปแบบกับความไม่ถูกต้องไม่ชอบธรรม แต่ก็ยังไม่ประมาทรัฐบาลชุดนี้ ส่วนการกลับประเทศของพ.ต.ท.ทักษิณ ก็ไม่ได้ต่อต้านการกลับมาสู้คดี ตราบใดที่ไม่มีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ดังนั้นยังคาดหวังว่า รัฐบาลจะทำหน้าที่บริหารประเทศเพื่อชาติบ้านเมืองไม่ใช่ทำเพื่อคนใดคนหนึ่ง ผมมีจุดยืนที่ชัดเจน หากยังมีการแทรกแซงพร้อมที่จะสู้ตาย ยังคงยืนยันจุดยืนเดิม คือตายเป็นตายเจ๊งเป็นเจ๊ง หากจะเจ๊งก็ต้องเจ๊ง พร้อมที่จะต่อสู้ พร้อมจะเคลื่อนไหวในทุกรูปแบบกับความไม่ถูกต้องไม่ชอบธรรม พล.ต.จำลอง ศรีเมือง กล่าวว่า บ้านเมืองเป็นของประชาชนทุกคน นักการเมืองเป็นแค่ลูกจ้างชั่วคราวที่ถึงเวลาก็มา หมดเวลาก็ไป บางครั้งยังถึงเวลาก็ต้องไป การที่มาร่วมตัวกันไม่ได้มุ่งหวังทำเพื่อใครคนใดคนหนึ่ง แต่ทำเพื่อประชาชน ดังนั้นกลุ่มพันธมิตรฯจึงต้องมารวมกัน เพื่อขยายกลุ่มแกนนำเพิ่มให้มากกว่า 5 คน เพราะคิดว่าคงไม่เพียงพอเมื่อบ้านเมืองมีปัญหา ก็ต้องออกมาอีกครั้ง ทั้งนี้การเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯจะดำเนินการอย่างเต็มที่ แกนนำทุกคนมีความเหนียวแน่นและเข้มข้นกว่าเดิม และการต่อสู้ครั้งนี้จะหาแนวร่วมเพิ่มกว่าเดิมอีก เพื่อดำเนินการทุกรูปแบบเพื่อบ้านเมือง อย่างไรก็ตามถ้ามีการชุมนุมก็เป็นไปอย่างสงบและทำตามกฎหมายไม่ก่อความรุนแรง การเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯจะดำเนินการอย่างเต็มที่ แกนนำทุกคนมีความเหนียวแน่นและเข้มข้นกว่าเดิม และการต่อสู้ครั้งนี้จะหาแนวร่วมเพิ่มกว่าเดิมอีก นายพิภพ ธงไชย กล่าวว่า ภายหลังรัฐประหาร ได้มีการดำเนินคดีกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ตามปกติ แต่หลังการเลือกตั้ง และมีการแถลงนโยบายแล้ว พฤติกรรมทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้นในรัฐบาลทักษิณก็ได้กลับมาอีก มีแนวโน้มนำวิกฤตกลับมาอีกเหมือนกับในยุค 5 ปีที่แล้ว ซึ่งมีแนวโน้มเกิดกลียุคขึ้นได้ อยากเรียกร้องให้รัฐบาลใช้ธรรมในการบริหารประเทศนำความถูกต้องมาใช้ ซึ่งการดำเนินการตรวจสอบรัฐบาลของกลุ่มพันธมิตร เราจะใช้สันติวิธี ใช้ธรรมมาเป็นตัวกำกับ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤติทางการเมืองเกิดขึ้นอย่างซ้ำซาก ขณะเดียวกันคิดว่า ควรให้โอกาสรัฐบาลได้ทำงานพิสูจน์ผลงาน แต่หลังการแถลงนโยบายรัฐสภาเริ่มทำให้เห็นว่า สถานการณ์เริ่มจะกลับไปเช่นยุคที่ทักษิณบริหารประเทศ "วันนี้รัฐบาลกำลังนำประเทศกลับไปสู่สภาพเดิม เริ่มด้วยการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม รัฐบาลควรปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินการไปอย่างอิสระ การออกมาร่วมตัวของพันธมิตรฯ เพื่อไม่ให้ประเทศชาติกลับไปซ้ำรอยเดิม ถ้าซ้ำรอยเดิมจะเกิดความรุนแรงกลียุคมากกว่าเดิมได้" วันนี้รัฐบาลกำลังนำประเทศกลับไปสู่สภาพเดิม เริ่มด้วยการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม รัฐบาลควรปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินการไปอย่างอิสระ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ กล่าวว่า อยากให้ไปคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ระบุว่า มีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม องค์กรอิสระในอดีต แต่ขณะนี้รัฐบาลที่นำโดยนายสมัคร สุนทรเวช และนายยงยุทธ ติยะไพรัช กำลังดำเนินการตามรอยอดีต ดังนั้นกลุ่มพันธมิตรฯ ต้องการให้ประชาชนนักวิชาการได้เตรียมตัวลุกขึ้นสู้อีกครั้ง "ผมรู้สึกรับไม่ได้ที่ นายยงยุทธ และ นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ไปพบหารือกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ขณะที่ยังเป็นผู้ร้ายข้ามแดน มีหมายจับ มีคดีอาญาทางการเมืองเป็นการเหยีบย้ำหัวใจประชาชน กระทืบความรู้สึกประชาชน นอกจากนี้ก็อยากทวงถามเงื่อนไข 5 ข้อของ 5 พรรคร่วมรัฐบาล ในเรื่องการไม่แทรกแซงองค์กรอิสระ เพราะเวลานี้รัฐบาลได้แทรกแซงองค์กรอิสระ มีพฤติกรรมที่น่ารังเกียจ" ผมรู้สึกรับไม่ได้ที่ นายยงยุทธ และ นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ไปพบหารือกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ขณะที่ยังเป็นผู้ร้ายข้ามแดน มีหมายจับ มีคดีอาญาทางการเมืองเป็นการเหยีบย้ำหัวใจประชาชน............... 2. จวก สมุนแม้วบิดเบือนแถลงการณ์พันธมิตรฯ ย้ำปลด สุนัยคือจุดเปลี่ยน Source - ผู้จัดการออนไลน์ (Th) Monday, February 25, 2008 23:39 ยามเฝ้าแผ่นดินชี้แถลงการณ์พันธมิตรฯ ถูกบิดเบือน ยันไม่ต่อต้าน แม้วกลับ หากไม่ย้ายอธิบดี ดีเอสไอส่งสัญญาณแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม แถม รมต.เหิมเกริมแทรกแซงสื่อ เผยยังให้โอกาส สมัครสั่งทบทวนในที่ประชุม ครม. จับตา เหลิมเอาใจ แม้วเป็นพิเศษ รอ นายกฯส้มหล่นหาก พปช.ถูกยุบ รายการ"ยามเฝ้าแผ่นดิน" ออกอากาศทางเอเอสทีวี คืนวันที่ 25 ก.พ. นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ นักวิชาการอิสระ และนางจินดารัตน์ เจริญชัยชนะ ร่วมดำเนินรายการ ได้กล่าวถึงแกลงการณ์ฉบับที่ 1/2551 ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ว่า เป็นการแสดงจุดยืนของการฟื้นพันธมิตรฯ อีกครั้ง หลังจากมีสัญญาการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ด้วยการย้ายนายสุนัย มโนมัยอุดม พ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เพื่อเตรียมรับการกลับมาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตลอดจนมีการแทรกแซงสื่อของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายที่จะนำไปสู่การเกิดกลียุคทางการเมือง ทั้งนี้ เมื่อดูจากกระแสข่าวที่เกิดขึ้นภายหลังการออกแกลงการณ์ดังกล่าว ปรากฏว่ามีการบิดเบือนค่อนข้างมาก ถ้าสังเกตจากการสัมภาษณ์แกนนำ สื่อบางแห่งมักถามย้ำว่าจะชุมนุมใช่หรือไม่ และบางสื่อก็เอาไปขยายความต่อด้วยการถามนักการเมืองว่าถ้าพันธมิตรฯ ชุมนุมจะทำอย่างไร ซึ่งไม่ถูกต้อง ผู้ดำเนินรายการ กล่าวต่อว่า หากอ่านแถลงการณ์พันธมิตรฯ ให้ดีๆ จะเห็นว่า แนวทางการต่อสู้ที่จะมีทุกรูปแบบนั้น ไม่ได้บอกว่าจะชุมนุมหรือไม่ แต่เมื่อสื่อไปถามนักการเมือง ก็บิดเบือนว่าพันธมิตรฯ จะออกมาสร้างความวุ่นวาย เพราะไม่ต้องการให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับประเทศ โดยเฉพาะคำพูดของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ที่บอกว่าพันธมิตรฯไม่มีความจำเป็นที่จะชุมนุมต่อต้านการกลับมาของ พ.ต.ท.ทักษิณ และอ้างถึงผลเลือกตั้งว่า ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้ พ.ต.ท.ทักษิณกลับมา พร้อมกับย้ำว่า จะไปรับ พ.ต.ท.ทักษิณด้วยตัวเองให้ใกล้ที่สุด และอ้างว่าคนที่รัก พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้แค่หลักแสนแต่มีถึง 10 ล้านคน ผู้ดำเนินรายการกล่าวว่า หากจะอ้างอย่างนั้น คนที่ไมได้เลือก พ.ต.ท.ทักษิณ ก็มีเป็น 10 กว่าล้านเช่นกัน ส่วนที่บอกว่าพันธมิตรฯ ไม่ให้ พ.ต.ท.ทักษิณกลับนั้น ขอให้ไปอ่านแถลงการณ์ ประการที่ 5 ก็จะชัดเจนว่า พันธมิตรฯ ยินดีให้ พ.ต.ท.ทักษิณกลับมาสู้คดี หากไม่มีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม แต่วันนี้ กระบวนการยุติธรรมถูกแทรกแซงแล้ว โดยไม่มีใครตอบได้ว่าทำไมย้ายนายสุนัยไปเป็นรักษาการเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(ป.ป.ท.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ยังไม่มีอะไรทำ ทั้งที่งานเดิมก็ยังไม่แล้วเสร็จ ทั้งนี้ นายสุนัยกำลังตรวจสอบคดีทุจริตของ พ.ต.ท.ทักษิณ และทำอย่างตรงไปตรงมา จึงมีคำถามว่าไปย้ายทำไม แล้วคนที่ย้ายมารักษาการแทน คือ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ก็เป็นคนใกล้ชิดพ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัวชินวัตร ใช่หรือไม่ ผู้ดำเนินรายการ กล่าวต่อว่า ก่อนที่จะออกมาเป็นแถลงการณ์ของพันธมิตรฯ 7 ข้อนั้น มีความเป็นมา ก่อนที่จะบอกว่าพันธมิตรฯ สร้างความวุ่นวายขอให้พิจารณาให้ดี ทั้งนี้ ถ้าอ่านแถลงการณ์ของพันธมิตรฯ ตั้งแต่ย่อหน้าแรกลงไป ก็จะพบว่า พันธมิตรฯ ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย. แต่ที่หยุดการเคลื่อนไหวหลังจากนั้นเพราะ พ.ต.ท.ทักษิณได้ลงจากตำแหน่งแล้ว ส่วนหลังจากนั้นแม้ว่ารัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จะไม่ได้ทำอะไรมากนักกับความผิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่พันธมิตรฯ ก็ไม่ออกมาชุมนุมเพราะเชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมยังดำเนินต่อไปได้ และสื่อมวลชนไม่ถูกแทรกแซง ต่อมาในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธ.ค.2550 แม้จะมีการทุจริตการเลือกตั้งจำนวนมาก โดยมีพรรคการเมืองที่เป็นนอมินีของพรรคที่ถูกคำวินิจฉัยตุลาการรัฐธรรมนูญสั่งยุบไปแล้ว ลงเลือกตั้งด้วย ขณะที่การตรวจสอบ กกต.ก็มาสามารถทำได้ ซ้ำ กกต.บางคนยังออกมาปกป้อง แต่พันธมิตรฯ ก็ไม่ได้ออกมาเคลื่อนไหว เพราะยังมีความหวังกับระบบยุติธรรม และสื่อมวลชนยังไม่ถูกแทรกแซง แต่ในที่สุด เมื่อรัฐบาลชุดนี้ได้ทำให้เกิดบรรยากาศเหมือนที่ทหารใช้เป็นเหตุผลในการยึดอำนาจ นั่นคือ มีการแทรกแซงสื่ออย่างเหิมเกริม มีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมด้วยการย้ายนายสุนัย มโนมัยอุดม เพราะฉะนั้นสัญญาที่พันธมิตรฯ บอกว่าจะไม่ชุมนุม จึงใช้ไม่ได้แล้ว เพราะมีการละเมิด ซึ่งหาก พ.ต.ท.ทักษิณกลับมาสู้คดีโดยที่กระบวนการยุติถูกแทรกแซง ประชาชนจะเอาอะไรไปสู้ คุณเฉลิมเข้าใจผิดครับ พันธมิตรฯ ไม่เคยห้ามคุณทักษิณกลับประเทศ เขาสงสัยเพียงว่า ไม่ต้องการให้มีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม การกระทำของคุณสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ จึงเสมือนเป็นการจุดชนวนระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ขึ้นมา ที่ทำให้ต้องมีความรู้สึกอัดอั้นตันใจของภาคประชาชน ที่ต้องกดดันและผลักดันให้พันธมิตรฯ ต้องรวมตัวกันอีกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้ดำเนินรายการกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีกระแสข่าวการย้ายนายจรัญ ภักดีธนากุล ปลัดกระทรวงยุติธรรม รวมถึง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ เตมียาเวส ผบ.ตร. มีการฟื้นนโยบายฆ่าตัดตอนยาเสพติด ฟื้นรัฐตำรวจ เหตุผลเท่านี้ รัฐบาลสมัครก็ไม่ต่างอะไรกับรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ เหมือนทำงานให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ทำให้เกิดแรงกดดัน เหมือนกับที่เป็นเหตุผลของการทำรัฐประหาร ผู้ดำเนินรายการกล่าวอีกว่า สำหรับนายสมัครนั้นพันธมิตรฯ ยังให้โอกาส เพราะในแถลงฯ ประการที่ 3 ให้โอกาสนายสมัคร ได้แสดงความจงรักภักดี ด้วยการกระทำ ไม่ใช่ด้วยคำพูด อย่าให้คนไม่ดีมาปกครองบ้านเมือง แล้วก็ยุติการกระทำอันเป็นหุ่นเชิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ และต้องทำเพื่อคนไทยทั้ง 63 ล้านคน ตามที่ ได้เข้าไปปฏิญาณตน และได้รับพระบรมราโชวาทจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และในประการ 4 ได้เรียกร้องให้รัฐบาลนายสมัคร ทบทวนการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม โดยต้องทบทวนการย้ายนายสุนัยโดยเร็ว ซึ่งในวันประชุม ครม.ยังมีโอกาสที่จะทบทวนการสั่งย้ายได้ นอกจากนี้ การที่นายสมัครพูดมาตลอดว่ามีความจงรักภักดี จึงอยากเผ็นกากระทำที่แสดงออกถึงการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เพราะฉะนั้น ถ้ามีคนในรัฐบาลทำไม่ถูก หรือฝืนกระแสสังคม เพื่อช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัว นายสมัครต้องแสดงท่าทีและมีจุดยืนของตัวเอง รัฐบาลอยากอยู่ยาวก็ต้องพึงสำนึกว่า เป็นเหตุผลแค่ 3 ข้อ 1.อย่าแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ปล่อยเป็นตามปกติกับเรื่องในอดีต เราอยากทำอย่างอื่นครับ อย่าแทรกแซงสื่อ อย่าปิดกั้นสื่อ และอย่าทำผิดซ้ำซาก แค่นี้เองครับ ถ้าไม่มีเหตุผล 3 ข้อนี้ เราไม่รวมตัวกันหรอก ผมจะบอกให้ว่าเดิมทีพันธมิตรฯ เขาต่างแยกย้ายกันไป ต่างคนต่างทำหน้าที่ และหลายคนอยากทำงานที่สร้างสรรค์มากกว่าการพูดถึงการล้มระบอบทักษิณเพียงอย่างเดียว โดยหวังแค่ว่าคนทำหน้าที่อย่างกระบวนการยุติธรรม สามารถให้ความเป็นธรรมต่อบ้านเมืองได้ผู้ดำเนินรายการกล่าว
|