|
แว่วเสียงเพลงดังในยุคบุปผาชน ลอยมาตามสายลมเย็นๆ If you going to San Francisco be sure to wear some flowers in your hair
.. ผมมีโอกาสได้ไปเยือน San Fran เป็นครั้งที่สอง หลังจากที่ไม่ได้ไปนานกว่า20ปี เนื่องจากไม่มีตังค์ไป ที่ได้ไปคราวนี้ก็เพราะโชคดีได้ไปเป็นแขกของกระทรวงการต่างประเทศ อเมริกาในฐานะสื่อมวลชนไปดูงานของกระทรวงการต่างประเทศและองค์กรข่าว หลังจากเสร็จงานเสร็จการก็เลยถือโอกาสตะลอนทัวร์กันหน่อย พร้อมทั้งเป็นการ re-honeymoon กับภรรยาที่อยู่ร่วมกันมานานจนมีพยานรักถึงสองปากเอกด้วยกัน เราตะลอนกันไปหลายที่ภายในเวลา1สัปดาห์กับทัวร์ที่ราคาไม่แพงนักผ่านทาง internet ที่ภรรยาผมจัดการให้เสร็จสรรพ ก็มั่วๆหาๆเลือกๆกันโดยเอาราคาถูกเป็นที่ตั้ง จองกันตั้งแต่อยู่เมืองไทยนี่แหละครับ ใจก็กลัวๆโดนหลอกเหมือนกัน แต่โดยรวมก็โอเคครับ ที่น่าตื่นเต้นก็คือบรรดาลูกทัวร์ทั้งหลายกว่า 96%เป็นชาวจีนจากแผ่นดินใหญ่ครับ มีผมกับภรรยาจากเมืองไทย อีกคู่จากอินเดีย และสาวเกาหลี ญี่ปุ่น รวมเป็นหกคน ได้ที่น่ากลุ้มก็คือไกด์ทัวร์ชอบพูดเป็นภาษาจีนที่เราไม่รู้เรื่องเลย บางทีพูดเป็นชั่วโมง พอแปลเป็นอังกฤษสรุปเหลือแค่ 5 ประโยค พิเห็นผมทำหน้างงๆแกก็บอกว่าถ้าอยากรู้อะไรก็ให้ถามเองนะ ไอจะไม่พูดยาวๆหรอก เฮ้อ,ในใจเราก็คิดว่า ช่าง mom ก็แล้วกันวะ ซื้อทัวร์ถูกๆก็ต้องทนเอา ทัวร์เราเริ่มต้นที่ Los Angeles ครับ ไปเที่ยว Disney Land , Universal Studio แล้วแฉลบไป Las Vegas ไปดูขุนเขาอันสวยงามที่ Grand Canyon ในส่วนที่พึ่งเปิดใหม่ที่ให้เราเดินบนทางเดินกระจก พอก้มไปจะเห็นพื้นข้างล่างอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ (ไว้คราวหน้าจะมาโม้ให้ฟังครับ) หลังจากนั้นเราก็นั่งรถทัวร์ไปยัง San Franciscoครับ ก่อนการผจญภัยจะเริ่มต้น กองทัพก็ต้องเดินด้วยท้อง นึกถึงSan Fran ก็ต้องนึกถึง China Town ที่อุดมไปด้วยอาหารจีน โอ้โห อย่างนี้ก็เยี่ยม เพราะเบื่ออาหารฝรั่งที่หม่ำมาหลายสัปดาห์ โดยเฉพาะเบอร์เกอร์เนื้อควาย(Buffalo Burger)ที่ผมหม่ำมาจาก Denver ยังจุกๆอยู่ที่คอเลยครับ ต้องเอาชาจีนร้อนๆและติ่มซ้ำมาแก้อาการครับ
พอโซ้ยของดีๆกันแล้วเราก็พร้อมที่จะไปตะลุยดูสะพานที่สวยงามสุด classic Golden Gate ที่เปิดให้บริการตั้งแต่ปีค.ศ.1937 ในวันที่จะมีการเปิดสะพาน เขาจะปล่อยให้ประชาชนได้เดินข้ามกันก่อนครับ มีประชาชนราว 18,000 คนมาร่วมเดินเบิกโรงไปก่อน เพราะต่อไปจะไม่ได้เดินแล้วครับ เพราะวันๆจะมีรถวิ่งไปวิ่งมาประมาณแสนคัน แต่ในปีค.ศ.1987 ที่ผ่านมาในงานฉลองครบรอบ50ปี ทางการก็เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เดินข้ามโดยไม่มีรถวิ่งครับ มีคนมารอข้ามเกือบ8แสนคน แต่เขาอนุญาตให้แค่ 2แสนคนเท่านั้นครับ สัญลักษณ์แห่งการท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาดอีกแห่งหนึ่งใกล้ๆกันก็คือ The Rock หรือคุก Alcatraz ที่หนังเรื่อง The Rock ไปถ่ายนั่นแหละครับ ในอดีตที่ผ่านมาคุกนี้เป็นที่คุมขังนักโทษทางการทหารตั้งแต่ปีค.ศ.1854 ต่อมาก็ใช้เป็นที่คุมขังอาญากรระดับบิ๊กๆ เช่น Al Capone ก็เคยไปใช้บริการ คุกนี้ถูกปิดลงในปีค.ศ.1963 เชื่อไหมครับว่า ตั้งแต่เปิดบริการมา ยังไม่เคยมีนักโทษคนไหนแหกคุกนี้ได้เลย (ก็เล่นตั้งอยู่กลางทะเลนี่นา) แต่มีนักโทษเพียงแค่ 4คนที่สูญหายไปจากคุก ไม่รู้ว่าโดนฆ่าหั่นศพ หรือไปเป็นอาหารให้ปลาไปแล้วก็ไม่รู้ 
เพื่อจะได้มีโอกาสชมสะพาน golden gate และ the rock ให้ชัดๆ ก็ต้องลงเรือไปดูกันครับ เรือจะพาเราลอดสะพาน แล้วu-turn ไปชม the rock แค่ผ่านไปดูนะครับ ไม่ได้ลงไป แต่ก็ดีแล้วครับ เพราะท้องเริ่มส่งสัญญานว่า หิวแล้ว จิมมี่ ไกด์ทัวร์ชาวจีนแต่หน้าเหมือนหม่ำ จ๊กมก คงจะรู้ทัน เลยประกาศว่าพอเรือเทียบท่าแล้ว จะพาไปกินอาหารทะเล ที่ Fishermans wharf เป็นท่าเรือของชาวประมง จุดที่ยอดนิยม เรียกว่าท่าเรือ 39 หรือ Pier 39 ใกล้ๆท่าเรือนี้ จะมีฝูงสิงโตทะเล (sea lion) มานอนเอกเขนกกันเป็นร้อยๆตัว ส่งเสียงดังลั่นเลยครับ แต่อาหารกลางวันของเราไม่ใช่สิงโตทะเลชุบไข่ทอดนะครับ เพราะเขามีชมรมอนุรักษ์คอยดูแลอยู่

เราไปทานซุปหอยข้นๆร้อนๆเสิร์ฟในขนมปัง ดูๆไปคล้ายห่อหมกที่ใส่ในลูกมะพร้าวครับ ถามว่าอร่อยไหมเหรอครับ แหม! ซุปร้อนๆ ข้นๆ ที่ทานในขณะอากาศเย็นๆ แค่บรรยากาศก็กินขาดแล้วละครับ 

หลังจากนั่งซดซุปที่หมดลงอย่างรวดเร็ว เราก็นั่งรถต่อไปยัง Gay Town อันเลื่องลือ ตั้งอยู่แถบเนินเขา สัญญลักษณ์ของเขตเกย์นี้ก็คือธงสีรุ้งเป็นตระหง่าน บรรดาบ้านเรือนของชาวเกย์ก็จะติดสัญลักษณ์สีรุ้งให้ได้รู้กันครับ ถ้หากพบเห็นหนุ่มๆกอดจูบลูบไล้กันในย่านนี้ เป็นเรื่องธรรมดามากครับ อ่า...ผมไม่เกี่ยวนะครับเพราะไปกับภรรยาครับ 
พอนั่งรถผ่าน Gay Town เราก็ไปชมวิวอันสวยงามของSan Franciscoบนภูเขา ณ วินาทีนั้น ผมกับภรรยา รู้สึกอย่างเดียวกันว่า Were on the top of the world. 
|