*/
  • อาคม
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : [email protected]
  • วันที่สร้าง : 2007-03-15
  • จำนวนเรื่อง : 4034
  • จำนวนผู้ชม : 5919467
  • จำนวนผู้โหวต : 1232
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1232 คน
Shelldon2

การแสดงเชลล์ดอนที่สยาม โอเชี่ยน เวิล์ด

View All
<< พฤษภาคม 2011 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


คุณคิดว่าจังหวัดเชียงใหม่มีเสน่ห์และจุดขายที่ไหน
อุปนิสัยของคนเชียงใหม่
41 คน
ประวัติศาสตร์
18 คน
วัฒนธรรม
56 คน
สิ่งแวดล้อม-บรรยากาศ
136 คน
แหล่งธรรมชาติ
23 คน
แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น
4 คน
แหล่งบันเทิง
7 คน

  โหวต 285 คน
วันจันทร์ ที่ 9 พฤษภาคม 2554
Posted by อาคม , ผู้อ่าน : 26322 , 12:54:10 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 3 คน Surakant , BlueHill และอีก 1 คนโหวตเรื่องนี้

            เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2554 คณะกรรมการคัดเลือกเมืองต้นแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้พิจารณาตัดสินเมืองต้นแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์รอบสุดท้าย  และได้ประกาศรายชื่อ 10 เมืองต้นแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ได้รับการตัดสิน เรียงตามลำดับอักษร ดังนี้

1.     จังหวัดชัยนาท เมืองแหล่งเมล็ดพันธุ์ข้าว (นางลือ-ท่าชัย)  เนื่องจากเป็นแหล่งผลิตพันธุ์ข้าวแหล่งใหญ่ของประเทศ ซึ่งวันนี้ที่นี่ได้กลายเป็นธุรกิจผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวส่งไปขายทั่วประเทศไทย และยังเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ชาวนาภาคอื่นๆ สามารถมาศึกษาเพื่อผลิตพันธุ์ข้าวไว้ใช้เองได้อีกด้วย นอกจากนี้พื้นที่นาที่นี่จะปราศจากวัชพืช ต้นข้าวที่ออกรวงจะมีรวงโตเหลืองอร่ามสวยงาม หากยังไม่ออกรวงจะมีสีเขียวขจีของต้นข้าวเท่านั้นไม่มีวัชพืชปะปน ที่สำคัญเกือบทุกบ้านในย่านสองตำบลจะมีโกดังเก็บสินค้าและป้ายที่บ่งบอกว่าเป็นแหล่งขายพันธุ์ข้าว เช่น "วรรณาพันธุ์ข้าวปลูก" "สัญญา 9 พันธุ์ข้าวปลูก" เป็นต้น เพราะที่นี่ชาวนาเขาทำนาขายข้าวสำหรับผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ข้าว จะไม่ได้ขายให้กับโรงสีเหมือนกับจังหวัดอื่นๆ เขาจึงต้องดูแลคุณภาพข้าวอย่างดี

นอกจากนั้น กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวต.นางลือ-ท่าชัย นับได้ว่าเป็นกลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวกลุ่มเดียวในประเทศไทยที่มีโรงงานปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์เป็นของตัวเอง โดยได้รับงบสนับสนุนจากแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดชัยนาทแบบบูรณาการเมื่อปี 2548 วงเงิน 20 ล้านบาท

 

2.     จังหวัดเชียงราย เมืองแห่งการพัฒนา (ดอยตุง) เชียงราย อารยนครอายุกว่า 700 ปี มีมนต์เสน่ห์ล้ำลึกของวัฒนธรรมล้านนา กลมกลืนกันอยู่ในโอบล้อมของผืนป่า ที่เริ่มคืนความเขียวชะอุ่มภายหลังเกิดโครงการพัฒนาดอยตุงฯ กว่า 30 ปีที่ผ่านมาด้วยพระบารมีของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ชาวเขาและชาวพื้นราบในบริเวณรายรอบดอยตุง ยอดสูงสุดของดอยนางนอน พรมแดนไทย-พม่า ได้เปลี่ยนวิถีจากการปลูกและเสพฝิ่น ถางป่าตัดไม้ และทำไร่เลื่อนลอย หันมาทำเกษตร ปลูกพืชผักเมืองหนาว ทำไร่กาแฟและแมคคาเดเมีย สร้างผลงานเย็บปักถักทอที่เชื่อมต่อวัตถุดิบพื้นถิ่น และหัตถศิลป์พื้นเมืองสู่การใช้งานในชีวิตประจำวันแบบสากล ในขณะที่กลุ่มชน 30 ชาติพันธุ์ ยังคงอาศัยอยู่อย่างสงบ ตามไหล่เขาและบนดอยสูง แนบแน่นอยู่กับประเพณีดั้งเดิมของตน โดยไม่ถูกวัฒนธรรมเมืองกลืนกิน

3.     จังหวัดเชียงใหม่ เมืองหัตถกรรมสร้างสรรค์ ในอดีตงานหัตถกรรม ถูกตีค่าเป็นเพียงสินค้าของที่ระลึกจำน่ายทั่วไปให้กับนักท่องเที่ยว แต่ใน ปัจจุบันนั้น ค่าของงานหัตถกรรมเชียงใหม่ได้ถูกยกระดับให้สูงขึ้น จนกลายเป็นสินค้าส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ และสามารถทำรายได้กลับคืนสู่จังหวัดได้อย่างมหาศาล

            เชียงใหม่จึงถือเป็นแหล่งผลิตสินค้าหัตถกรรมที่สำคัญและแหล่งใหญ่ของประเทศ  รวมถึงยังคงความเป็นเอกลักษณ์ในชิ้นงาน  และด้านฝีมือที่มีความชำนาญ เชี่ยวชาญ และความประณีตที่ถูกถ่ายทอดออกมาในชิ้นงานหัตถกรรมแต่ละชิ้น เช่น หัตถกรรมเครื่องเงิน ไม้แกะสลัก ผ้าทอตีนจก ผ้าไหมสันกำแพง เซรามิก  ศิลาดล ร่ม และกระดาษสา เป็นต้น จุดเด่นดังกล่าวจึงทำให้หัตถกรรมเชียงใหม่ มีโอกาสเติบโตสู่ตลาดโลกได้

4.     จังหวัดน่าน น่านเมืองเก่าที่มีชีวิต  เนื่องจากประชาชนชาวจังหวัดน่านยังรักษาเอกลักษณ์ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี วิถีเดิมของตนเองได้อย่างมั่นคง ประกอบกับ คณะรัฐมนตรีได้มีมติการประกาศเขตพื้นที่เมืองเก่าน่าน และเวียงพระธาตุแช่แห้งเป็นพื้นที่อนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่า เป็นลำดับที่ 2 ของประเทศ ต่อจากเกาะรัตน์โกสินทร์ เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2548 ซึ่งถือว่าจังหวัดน่านยังเป็นเมืองเก่าที่มีลักษณ์การเคลื่อนไหวทางสังคมอย่างเหนียวแน่นที่อยู่ในการดำเนินชีวิตของประชาชนโดยส่วนใหญ่ lesสำหรับสัญลักษณ์ หรือ Brand Logo  คือภาพเป็นภาพจิตรกรรมที่อยู่ในวัดภูมินทร์ เป็นภาพเขียนที่ ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใครในประเทศไทย ประกอบกับมีแห่งเดียวในประเทศไทย ถือเป็นภาพเขียนฝาผนังที่แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของคนเมืองน่านได้อย่างชัดเจน

5.     จังหวัดเพชรบุรี เมืองเพชร เมืองตาลโตนด  ตาลโตนดจัดเป็นไม้ตระกูลเก่าแก่ตระกูลหนึ่งของโลก ซึ่งมีมากกว่า 4,000 ชนิด (Species) เป็นต้นไม้ที่มีอายุยืนนับร้อยปี และอยู่กับจังหวัดเพชรบุรีมาตั้งแต่โบราณกาลและผลิตผลจากต้นตาล โดยเฉพาะน้ำตาลโตนดยังเป็นส่วนผสมที่สำคัญในการทำขนมหวานเมืองเพชร ซึ่งมีชื่อเสียงตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ดังคำสวดสุบินกุมารที่มีอายุมากกว่าร้อยปีกล่าวว่า

“โตนดเต้าแลจาวตาล เป็นเครื่องหวานเพชรบุรี กินกับน้ำตาลปี ของมากมีมาช่วยกัน”

6.     จังหวัดมหาสารคาม เมืองแห่งการเรียนรู้ สู่การพัฒนาชุมชน "Learning City towards Community Development" หรือจะเรียกอีกอย่างว่า เมืองตักสิลา เมืองแห่งการศึกษา : เป็นจังหวัดที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นหลายประการ คน มหาสารคามเป็นคนที่มีความดีงามและเพียบพร้อมด้วยภูมิความรู้มากมาย วิวัฒนาการของบ้านเมือง และพัฒนาการของผู้คนและสังคมก้าวหน้า มีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย รักสันติ เป็นสังคมแห่งภูมิปัญญา และเจริญรุ่งเรืองขึ้นตามลำดับ..มหาสารคาม เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่กึ่งกลางของภาคอีสานไม่มีภูเขา มีแม่น้ำชีไหลผ่าน การเป็นจังหวัดที่อยู่กึ่งกลางของภาคอีสาน ประกอบกับเป็นเมืองสงบจึงเหมาะกับการเป็นที่ตั้งสถานศึกษาต่างๆ ทุกระดับ จึงเป็นที่มา "เมืองแห่งการศึกษา" หรือ "ตักสิลานคร"

            จุดเด่นความเป็น "ตักสิลานคร" จังหวัดมหาสารคามมีสถาบันการศึกษาระดับสูงสุดหลายแห่ง สามารถผลิตทรัพยากรแรงงานระดับคุณภาพที่จะตอบสนองความต้องการทางเทคโนโลยีและธุรกิจได้ ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการทางเศรษฐกิจและแนวทางการพัฒนาประเทศ  จึงเป็นจุดเด่นของมหาสารคาม

 

7.     จังหวัดยะลา Bird City ศูนย์กลางเศรษฐกิจนก จังหวัดยะลา ได้เป็นเจ้าภาพการจัดมหกรรมแข่งขันนกเขาชวาเสียงอาเซียน ซึ่งสามารถพัฒนาสู่เมืองเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์(Creative Economy) แบบครบวงจรได้ ตั้งแต่การเพาะเลี้ยงนก วัสดุเพาะเลี้ยง  อาหารนก กรงนก สินค้าพื้นเมือง และธุรกิจที่ได้รับผลประโยชน์จากการแข่งขันนกประเภทต่างๆ อีกทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยว เพราะในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น จากกิจกรรมเสริมที่จัดขึ้นเพื่อเพิ่มความหลากหลาย 

8.     จังหวัดลพบุรี เมืองนวัตกรรมแห่งพลังงานทดแทน ประเทศไทยซึ่งได้ขึ้นชื่อว่าเป็นแม่แบบของพลังงานทดแทน ได้เปิดตัว “ลพบุรี โซลาร์” โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยกำลังการผลิต 73 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ที่ตำบลวังเพลิง อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือเอ็กโก กรุ๊ปผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่แห่งแรกของประเทศไทย บริษัท CLP Thailand Renewable Limited ในเครือซีแอลพี ผู้นำทางด้านธุรกิจพลังงานไฟฟ้าในภูมิภาคเอเชีย – แปซิฟิก และบริษัท Diamond Generating Asia Limited ในเครือมิตซูบิชิ คอร์ปอเรชั่น ผู้ผลิตอุปกรณ์โรงไฟฟ้ารายใหญ่ของญี่ปุ่น ผ่านบริษัท พัฒนาพลังงานธรรมชาติ จำกัด หรือ Natural Energy Development Company Limited - NED

            ลพบุรี โซลาร์ ได้นำเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์แบบฟิล์มบาง (Thin Film Solar Cell) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่พึ่งพาวัตถุดิบอย่างซิลิคอนต่ำกว่าการผลิตแบบเดิม และมีความเหมาะสมกับอากาศร้อนของประเทศไทยเข้ามาใช้ที่สำคัญ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แห่งนี้ ยังมีส่วนร่วมในการช่วยประเทศไทยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ชั้นบรรยากาศได้มากกว่า 1.3 ล้านตันตลอดอายุการดำเนินโครงการ 25 ปี และช่วยลดการนำเข้าเชื้อเพลิงได้มากถึงปีละ 35,000 ตัน ซึ่งสอดคล้องกับที่ประเทศไทยได้ให้คำมั่นสัญญากับประชาคมโลกที่เมืองโคเปนเฮเกนในเรื่องของการร่วมกันดูแลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก นอกจากนี้ ผู้พัฒนาโครงการยังมีแผนที่จะขยายกำลังการผลิตอีก 11 เมกะวัตต์ ในบริเวณพื้นที่เดียวกัน รวมทั้งสิ้นเป็น 84 เมกะวัตต์ เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสปีมหามงคลแห่งการบรมราชาภิเษกปีที่ 60 และเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา ในปี 2554 และเตรียมสร้างศูนย์นวัตกรรมพลังงานทดแทนในพื้นที่โครงการ โดยเน้นพลังงานแสงอาทิตย์เป็นหลัก ซึ่งจังหวัดลพบุรีจะมีแหล่งเรียนรู้ และจุดท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น นอกเหนือจากเขื่อนป่าศักดิ์ชลสิทธิ์และทุ่งดอกทานตะวัน รวมถึงชุมชนและพื้นที่รอบข้างจะมีรายได้เพิ่มเติมจากการเยี่ยมชมของนักท่องเที่ยวและผู้มาศึกษาดูงานโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พฤศจิกายน 2554 จึงนับเป็นช่วงเวลาที่คนไทยจะได้เห็นต้นแบบโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบิดาแห่งการพัฒนาพลังงานไทย ... ผู้ทรงเป็นทั้งนักคิด นักค้นคว้า และนักบุกเบิกด้านพลังงาน

9.     จังหวัดลำปาง ลำปางเมืองเซรามิก  นอกจากจะนึกถึงรถม้าแล้ว ที่สำคัญเมืองนี้ยังมีของดีอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือ เซรามิกลำปาง ซึ่งว่ากันว่า เดิมทีชาวจีนที่มีฝีมือการทำเซรามิกอพยพจากเมืองจีนมาอยู่ในเมืองไทย นิยมผลิตถ้วยข้าวต้มวาดลวดลายไก่โต้งลงไป หรือที่เรียกกันว่าชามไก่ ชนกลุ่มนี้ภายหลังโยกย้ามาตั้งหลักแหล่งอยู่ที่เมืองลำปาง จึงนำความรู้ความชำนาญในการทำชามไก่มาเผยแพร่ ประกอบกับเมืองนี้มีวัตถุดิบในการผลิตเซรามิกเป็นดินขาวจำนวนมากด้วย


10. จังหวัดอ่างทอง ชุมชนเอกราชหมู่บ้านทำกลอง หมู่บ้านทำกลองก็เป็นแห่งหนึ่งที่เป็นแหล่งรวมมรดกล้ำค่าจากภูมิปัญญาชาวบ้านหาชมได้ยาก ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านแพ ต.เอกราช อ.ป่าโมก หลังตลาดป่าโมก ริมฝั่งซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยา การเดินทางใช้ถนนสายใน ผ่านหน้าที่ว่าการเทศบาลอำเภอป่าโมกซึ่งขนานไปกับลำคลองชลประทาน ระยะทางประมาณ 17 กม. ชาวบ้านแพเริ่มผลิตกลองมาตั้งแต่ พ.ศ.2470 เมื่อได้เข้ามาเยี่ยมชมหมู่บ้านแห่งนี้ท่านจะได้รับความคุ้มค่ายิ่ง นับว่าเป็นการร่วมกันอนุรักษ์และสืบทอดศิลปะเหล่านี้ไว้ โดยท่านจะได้เรียนรู้กรรมวิธีการทำกลองแต่ละขั้นตอนอย่างละเอียด โดยการนำวัตถุดิบที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้ งานที่ออกมาแต่ละชิ้นมีความประณีตงดงามสีสันมากมาย ที่สำคัญมีกลองรูปทรงขนาดใหญ่ยาวที่สุดในโลกตั้งอยู่หน้าบ้านกำนันหงษ์ฟ้า หยดย้อย กลองกว้าง 36 นิ้ว 92 เซนติเมตร ยาว 7.6 เมตร ทำจากไม้จามจุรีต่อกัน 6 ท่อน สร้างปี 2537 ใช้เวลาสร้างประมาณ 1 ปี ให้ท่านได้สัมผัสด้วย พร้อมด้วยกลองขนาดเล็กๆ ซึ่งเป็นของฝากสามารถพกพาได้สะดวกง่ายดาย รับรองท่านจะได้สินค้าดีมีคุณภาพราคาย่อมเยากลับไปแน่ กลองแห่งหมู่บ้านทำกลองแห่งนี้ที่มีคุณภาพ ประณีต สวยงามแห่งเดียวในประเทศ

ชุมชนตำบลเอกราช อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง ได้รับการถ่ายทอดการทำกลองมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย โดยคนแรกที่คิดประดิษฐ์ขึ้นมาคือ คุณตาเพิ่ม ภู่ประดิฐ แกเป็นนักดนตรี คิดประดิษฐ์ทำขึ้นใช้ในวงของตนเอง อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง มีชื่อเสียงมาแต่โบราณว่าเป็นแหล่งผลิตกลองมีคุณภาพที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ปัจจุบันกลองดีตีดังจากป่าโมกยังบินไกลไปจำหน่ายยังตลาดต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น อเมริกา ประเทศแถบยุโรป หรือกระทั่งแอฟริกา แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ผู้ผลิตต้องใช้เวลาไม่น้อยในการสั่งสมความชำนาญ เพื่อสามารถกุมโอกาสเหมาะด้านการตลาดที่มาถึงได้อยู่มือ สนใจอ่าน Blog ของ  คุณศุภรุตครับ http://www.oknation.net/blog/voranai/2007/09/05/entry-2

 

            สำหรับโครงการนี้ทางกระทรวงพาณิชย์มองว่าจะมีส่วนช่วยในการกระตุ้นและส่งเสริมให้คนไทยมีความตื่นตัวและสร้างสรรค์นวัตกรรม และการจัดการธุรกิจในรูปแบบใหม่โดยนำภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย ให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ รวมถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับภาคประชาชนในทุกภูมิภาคของประเทศไทย  โดยจะพัฒนาจังหวัดที่มีศักยภาพ เป็นเมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์ทั่วประเทศไทย และคัดเลือกเป็นเมืองต้นแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จากจังหวัดที่มีความโดดเด่นทางภูมิปัญญา ศิลปวัฒนธรรม ที่สามารถนำไปพัฒนาสร้างจุดเด่นและมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าหรือบริการของจังหวัด ซึ่งจะมีส่วนในการสร้างรายได้ให้แก่ท้องถิ่น และประเทศชาติอีกทางหนึ่งด้วย

            นโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จะเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เปลี่ยนจากสิ่งที่เรียกว่ามูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ (Value Added Economy) ไปเป็น มูลค่าเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ (Value Creation Economy) โดยมีหลักในการดำเนินการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่

            1. การบริหารจัดการทุน ในที่นี้หมายถึงทุนทางวัฒนธรรม (Culture) หรือทุนทางบุคลากร

           2.กระบวนการในการนำทุนนั้นมาทำให้เกิดเป็นสินค้าและบริการที่มีความต่าง (Differentiated Product or services Proceed) เพื่อสร้างมูลค่าเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ (Value Creation Economy)

            3. ใช้ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ทำให้เกิดข้อได้เปรียบ และความแตกต่างทางเศรษฐกิจ

            การดำเนินการหลักทั้งสามประการนี้เป็นปัจจัยสำคัญ ทำให้การไหลเวียนทางเศรษฐกิจของประเทศและของโลกเข้ามาสู่ท้องถิ่นและชุมชน ซึ่งก็หมายถึงการจ้างงาน การซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ การเคลื่อนย้ายของแหล่งทุนจากทั่วโลกมายังท้องถิ่นนั้นๆ อันจะนำไปสู่ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ

            สำหรับแนวทางในการคัดเลือก เมืองต้นแบบตามแนวทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์มี ดังนี้

            1. เมืองที่มีต้นทุนและปัญญาทางวัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปัญญาพื้นบ้าน แหล่งท่องเที่ยว หรือสินค้าที่มีเอกลักษณ์

            2. เมืองที่มีอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่มีศักยภาพ ที่ควรได้รับการส่งเสริมและสนับสนุน เช่น มรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญา เอกลักษณ์ศิลปวัฒนธรรม งานฝีมือ สินค้าเชิงสร้างสรรค์ และการออกแบบ

            จังหวัดที่ได้รับการคัดเลือกเป็นเมืองต้นแบบ จะได้รับการแสดงผลงานสร้างสรรค์ของเมืองเพื่อเชิดชูอัตลักษณ์ของเมือง กระตุ้น สร้างความตระหนัก และสร้างแรงจูงใจให้กับประชาชนในจังหวัด/ท้องถิ่น/ชุมชน คิดสร้างสรรค์ผลงาน เพื่อเป็นช่องทางในการสร้างเครือข่ายต่อยอดผลงานสร้างสรรค์ให้กับคนไทย  

            ก่อนหน้านี้กระทรวงพาณิชย์ ได้คัดเลือกเมืองสร้างสรรค์มาทั้งหมด 30 จังหวัดได้แก่ 1.จังหวัดกาฬสินธุ์ ชุมชนบ้านโพนวัฒนธรรมไทย ผ้าไหมแพรวาหนึ่งเดียว2.จังหวัดขอนแก่น เมืองแห่งภูมิปัญญา วิถีชีวิต วัฒนธรรม สู่การสร้างนวัตกรรม “ไหม”3.จังหวัดฉะเชิงเทรา ชุมชนตลาดเก่าคลองสวนหนึ่งร้อยปี 4.จังหวัดชลบุรี ชุมชนบางแสน...เมืองแสนสุข 5.จังหวัดชัยนาท แหล่งเมล็ดพันธุ์ข้าว นางลือ-ท่าขัย 6.จังหวัดเชียงราย โครงการพัฒนาดอยตุง 7.จังหวัดเชียงใหม่ เมืองหัตถกรรมสร้างสรรค์

             8.จังหวัดนครราชสีมา ชุมชนเครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียน  9.จังหวัดนนทบุรี เกาะเกร็ด เมืองแห่งวัฒนธรรมและประเพณี 10.จังหวัดน่าน น่านเมืองเก่าที่มีชีวิต 11.จังหวัดบุรีรัมย์ เมืองมหัศจรรย์ปราสาทหิน 12.จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมืองหัวหิน 13.จังหวัดปราจีนบุรี ชุมชนบ้านดงบัง 14.จังหวัดเพชรบุรี เมืองเพชร เมืองตาลโตนด 15.จังหวัดภูเก็ต Phuket Creative Island : Wisdom Weath Wellness

            16.จังหวัดมหาสารคาม เมืองแห่งการเรียนรู้ สู่การพัฒนาชุมชน  17.จังหวัดยะลา Bird City ศูนย์กลางเศรษฐกิจนก 18.จังหวัดยะลา Food City Betong เมืองแห่งอาหารใต้สุดแดนสยาม19.จังหวัดระนอง เมืองน้ำแร่(เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ) 20.จังหวัดราชบุรี เมืองโอ่งดินสุก และตุ๊กตา 21.จังหวัดลพบุรี เมืองนวัตกรรมแห่งพลังงานทดแทน22.จังหวัดลำปาง ลำปางเมืองเซรามิก

            23.จังหวัดลำพูน เมืองลำไยผลไม้มหัศจรรย์ลำพูน 24.จังหวัดสมุทรสาคร ชุมชนหมู่บ้านเบญจรงค์ดอนไก่ดี ภูมิปัญญาท้องถิ่น พลิกวิกฤตสร้างเศรษฐกิจชุมชน 25.จังหวัดสมุทรสาคร เมืองแห่งการประมง26.จังหวัดสุโขทัย เมืองแห่งประวัติศาสตร์ 27.จังหวัดสุพรรณบุรี ท่องเที่ยวหลากหลายสไตล์สุพรรณ 28.จังหวัดอ่างทอง ชุมชนเอกราชหมู่บ้านทำกลอง 29.จังหวัดอุดรธานี Banchaing Creative City และ30.จังหวัดอุทัยธานี เมืองภูมิปัญญาหัตถศิลป์เหล็กกล้า ภูมิปัญญาคนอุทัย

 

            สำหรับผมคิดว่าในประเทศไทยสามารถเป็นเมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้ทุกเมืองครับ เพียงแต่คณะกรรมการและทีมงานจะต้องค้นหาเอกลักษณ์ และจุดขายทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้พบ เป็นหน้าที่และการมีส่วนร่วมของพื้นที่ และต้องสร้าง Brand ของจังหวัดให้ชัดเจน เพราะบางทีก็เป็นเรื่องใกล้ตัวจนมองไม่เห็น เป็นเส้นผมบังภูเขา ใกล้เกลือกินด่าง เพราะหากเจอแล้วย่อมมีพลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของพื้นที่ได้อย่างแท้จริง โดยไม่ต้อง Fake โกหกคนอื่นในการสร้างเศรษฐกิจปลอมขึ้นมา เพราะหากฝืนจากความเป็นจริง ในอนาคตความเป็นเมืองสร้างสรรค์ก็จะเลือนหายไปเองโดยธรรมชาติ ของจริงก็จะคงทนและปรากฏเป็น Brand ขึ้นเองโดยไม่ต้องกระตุ้นหรือโปรโมทมากนัก


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
ฟ้าน่าน วันที่ : 03/06/2011 เวลา : 11.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/NamnanFanan

ขอบคุณครับ บ้านผมก็เป็นถกเถียงกันเรื่องอนุรักษ์กับความเจริญที่บุกเข้าไปตามที่ต่างๆ จนไม่รู้ว่าเมืองเก่าจะมีชีวิตอยู่อย่างไร เนิ่นนาน เนิบนาบ น่าน น่าน จริงหรือ ก็ยังงงส์กันอยู่นะครับ เพราะนักท่องเที่ยวไปเยอะแล้วก็บอกว่าโน้นก็ไม่มี นี่ก็ช้า เลยทำอะไรกัยไม่ถูกหละครับ

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
Thapanasak_Thongsuwan วันที่ : 10/05/2011 เวลา : 08.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/maintenanceSME

แล้วการนำเอาจุดแข็งของชาวบ้านมาขยายผลผิดตรงไหนครับ SWOT ก็ให้ทำอย่างนี้ไม่ใช่เหรอ จะเปลี่ยนหนองสาหร่ายให้เป็น Silicon Valle หรือครับ โดยศักยภาพและประสิทธิภาพรัฐบาลไม่น่าจะสามารถบังคับแข็งขืนกลไกการตลาดได้ บทบาทการส่งเสริมและควบคุมน่าจะเหมาะกับหน่วยงานรัฐแล้วนี่ครับ เช่น ททท ปตท กลต ก็ไม่ได้เป็นผู้เล่น หากเป็นผู้คุมกฏ ส่งเสริมในด้านต่างๆ เช่น ทางภาษี การส่งเสริมการค้าเช่น FTA ทั้ง แล้วรัฐบาลควรทำอะไร? จึงไม่โดนด่าครับ

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
BlueHill วันที่ : 10/05/2011 เวลา : 08.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

ใช่ครับคุณชบาตานี โครงการที่ 7. จังหวัดยะลา Bird City ศูนย์กลางเศรษฐกิจนก ถ้าเป็นนกเขาชวา ซึ่งมีกาีรเพาะเลี้ยงกันได้มาอย่างยาวนาน ผมก็ไม่มีเหตุผลอะไรไปคัดค้านครับ

แต่ถ้าเป็นนกปรอดหัวโขน ผมมีความเคลือบแคลงสงสัยมาก ๆ ว่า มันจะเป็น Creative ไปได้อย่างไรในเมื่อนกส่วนใหญ่ที่เห็นขังกันอยู่ในกรงและถูกนำไปแข่งขันนั้น เป็นนกที่ได้มาอย่างผิดกฎหมาย นั่นคือ จัีบมาจากป่า จะมีสักกี่ตัวที่มาจากการเพาะเลี้ยง

การเพาะเลี้ยงนกปรอดหัวโขน ก็ทำได้ยากกว่านกเขาชวา

เดชะบุญ(ของนกป่า)ที่ Creative ของยะลา เป็นนกเขาชวา ไม่ใช่นกปรอดหัวโขน ครับ

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
ครูแดง วันที่ : 10/05/2011 เวลา : 07.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krudang

-เชียงราย...ดอยตุง...คิดถึงพระคุณสมเด็จย่า...

-ผู้หญิงอายุ ๙๐ แก้ปัญหาป่าต้นน้ำถูกทำลาย..แหล่งปลูกฝิ่นยาเสพติดทำลายประชากรไทยและประชากรโลก...และช่วยให้ชาวเขาผู้อยู่อาศัยได้ดูแลผืนแผ่นดินและชุมชนของตน...ช่วงนั้นก็มีข่าวกระเซ็นกระสายว่าพระองค์ท่านตัดไม้ทำลายป่าสร้างวัง...เพียงคิดน้ำตาฉันก็ไหล..

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
ชบาตานี วันที่ : 10/05/2011 เวลา : 06.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chabatani

โครงการที่ 7 ที่ยะลา คุณชาลีและหลายๆคนที่รักนกคงจะไม่ถูกใจแน่ๆ ใช่มั๊ยคะ?

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
อาคม วันที่ : 09/05/2011 เวลา : 23.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/akom

ชอบคอมเม้นเตเตอร์ คุณศุภรุตครับที่สะท้อนมุมมองได้โดนและสร้างสรรค์จริง ๆ ครับ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ศุภศรุต วันที่ : 09/05/2011 เวลา : 21.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/voranai
เรื่องราวหลากหลายในมุมมองของนักวิชากวน

ผมชักไม่แน่ใจว่า "เมืองต้นแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ - Creative Economy" นี่จะเป็นการคิดใหม่ หรือเป็นเพียง กระบวนการ "Re-Branding" จุดขาย จุดเด่นของจังหวัดนั้น ๆ ตามรูปแบบระบบราชการ ที่ยังคิดสรา้งสรรค์เพียง "จากของที่มี" ไม่ใช่จาก "สิ่งที่ทำได้"

จังหวัดชัยนาท ก็ไม่ได้เด่นเรื่องข้าว แต่จะ ครีเอทเป็น ข้าวปลอดสารพิษจะดีกว่าไหม

จังหวัดเชียงราย ดอยตุงก็เป็นเดิมที่มีอยู่แล้ว ครีเอทตรงไหน ทุ่มงบประมาณไปกี่ปีแล้ว แต่เคยคิด ผลผลิต Productivity บ้างไหม

จังหวัดเชียงใหม่ มีหัตถกรรมมานานมาก ส่งออกมานานมาก แล้วครีเอทตรงไหน ?

จังหวัดน่าน กับภาพวัฒนธรรม ของโบราณที่มีอยู่แล้ว ครีเอทตรงไหน อนุรักษ์อะไร เพียงเพราะบ้านเมืองยังไม่มีการพัฒนามากเหมือนจังหวัดใกล้เคียงหรือเปล่า

จังหวัดเพชรบุรี มีต้นตาลมากว่า 1000 ปี แล้วมันครีเอทใหม่ตรงไหน

จังหวัดมหาสารคาม มีสถานศึกษาเยอะ เลยเรียกตัวเองว่า "ตักสิลา" (ไม่มีใครเรียก) มานานหลายปี และครีเอทตรงไหน อะไรที่ใหม่

จังหวัดยะล เพิ่งมาเลี้ยงนกเขาหรอ ก็เปล่า แล้วเอาของเก่ามาบอกว่า ครีเอท แล้วครีเอทตรงไหน

เฮ้อ "กรอบคิดของคณะกรรมการ ก็ไม่ต่างจาก OTOP CITY" ไม่ได้เห็นความคิด"ใหม่" ตามความหมายของคำว่า ครีเอทีฟเลยแม้แต่น้อย

แต่ละจังหวัดก็ทำตามระบบราชการ เอาโอท๊อป มา รีแบนด์ ในชื่อใหม่ ว่า ครีเอทีฟอีโคโนมี


สรุปแล้ว เอาของเก่า มาเล่าใหม่แล้วบอกว่า "สร้างสรรค์"

นี่แหละระบบคิดของราชการ คิดใหม่ไม่ได้ เอาของเก่ามาเล่าใหม่ "ใส่ตะกร้าล้างน้ำ"

สุดท้าย ผู้บริโภคทางการตลาด ก็ได้สินค้าตัวเดิม

แมวที่ถูกย้อม "ติดป้ายใหม่" (ราคาแพงกว่าเดิม)

หุหุ


ความคิดเห็นที่ 6 (0)
joeyman วันที่ : 09/05/2011 เวลา : 21.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/inmind

อุบลฯบ้านผมไม่ติดฝุ่นเลย นักการเมืองมาจากรับเ้หมาก่อสร้าง วันๆคิดแต่เรื่องทุบ รื้อ แล้วสร้างถนนใหม่

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
lim วันที่ : 09/05/2011 เวลา : 20.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/meema

สิ่งดีๆอย่างนี้ต้องช่วยกันส่งเสริมให้ดังๆ ความรู้เพียบ แปะไว้เดี๋ยวกลับมาอ่านต่อคับ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
Hiriotappa วันที่ : 09/05/2011 เวลา : 14.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Hiriotappa


น่าเป็นห่วงว่าสมัยนี้อย่างที่รู้ๆกันอะไรที่สรางสรรค์จริงมักไม่ค่อยจะดัง หรือ เป็นที่สนใจ ให้พัฒนากันต่อ ทั้งๆที่มีศีกยภาพ แต่ดั้นไปเอาอะไรมาก็ไม่ทราบครับมาขับให้ดูเด่น เงิน หรือ พวกมากลากกันไปก็น่าจะยับงมีบทบาทกันอยู่ ไม่ได้ด้วยเล่ห์ ต้องเอาด้วยกล จะลืมของเก่า หรือ ส่งเสริมสิ่งที่ตัวเองคิดว่าควรส่งเสริมนั้นคงจะไม่น่าเกลียด แต่ความพอดี เป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะคนเราต้องมานั่งคิดกันแล้วครับว่า อะไร สิ่งใด ต้องทำถึงแค่ไหน ในการส่งเสริม
พูดง่ายๆว่า บางอย่างนั้น น้ำท่วมปาก นั่นแหละครับ เจอแต่อะไรบ่อยๆ นั่นย่อมเป็นการทำลายภาพลักษณ์ของสิ่งนั้นๆมากกว่า เพราะคนเราย่อมต้องมีวันเบื่อเป็นธรรมดา

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 09/05/2011 เวลา : 14.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

ภาคเหนือเยอะมากนะครับ..
แปลกใจว่าทำไมอีสานน้อยจัง มีแค่มหาสารคาม

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ลุงวอ วันที่ : 09/05/2011 เวลา : 13.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/welder


ความคิดเห็นที่ 1 (0)
รวงข้าวล้อลม วันที่ : 09/05/2011 เวลา : 13.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/roungkaw
กัลยาณมิตร    เป็นสิ่งหาง่ายเสมอ   แค่รู้จักคำว่า....ให้....และคำว่า...รับ 

สุดยอดเลยค่ะ กระทู้นี้ สารานุกรมย่อยๆนี่เองนะคะ บลอกเกอร์ อาคม อาหารสมองเพียบเลยค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน