พิมพ์หน้านี้
|
หลังจากคราวที่แล้วผู้เขียนได้นำเสนอเกี่ยวกับ การปิดกั้นสิทธิ์ในด้านการแสดงออกและความเสมอภาคทางความคิดเกี่ยวกับการคัดค้านเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติ ( พรบ )การแปรสภาพของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เข้าสู่การเป็นมหาวิทยาลัยนอกระบบ ซึ่งก่อให้เกิดเสียงคัดค้านตามมาจากกลุ่ม สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ( สนนท ) และ นักศึกษาจากสถาบันดังกล่าว ซึ่งผลที่ได้รับกลับมาจากเหล่าผู้มีอำนาจในการตัดสินใจครั้งนั้นเป็นอย่างไรก็ได้ก็คงเป็นที่ได้ทราบกันแล้วหากจะให้กล่าวถึงคำว่า มหาวิทยาลัยนอกระบบ ที่จริงเรื่องนี้มีไม่ใช่ประเด็นที่ใหม่อะไรเลยสำหรับผู้ที่อยู่ในแวดวงการศึกษา แต่กลับเป็นนโยบายที่มีมาตั้งแต่ พ.ศ. 2507 ซึ่งบรรดาผู้บริหารและคณาจารย์ของมหาวิทยาลัยได้ทำเรื่องยื่นหลักการต่อ จอมพล ถนอม กิตติขจร ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น แต่ก็ไม่ได้รับความเห็นชอบ เพียงแต่ได้อนุมัติให้มีการจัดตั้ง " ทบวงมหาวิทยาลัย" ขึ้นเพื่อดูแลมหาวิทยาลัยต่างๆแทนสำนักนายกรัฐมนตรี แต่อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยเหล่านั้นก็จะยังคงอยู่ภายใต้ระเบียบจากระบบของทางราชการก่อนที่เราจะมาวิเคราะห์ถึงเหตุผลการคัดค้านในครั้งนี้นั้น คงต้องขอกล่าวถึงความหมายของคำว่า " มหาวิทยาลัยนอกระบบ " ที่ นายปฐมพงศ์ นฤพฤฒิพงศ์ ได้ให้ไว้ในวารสารรัฐสภาสาร ฉบับที่ 8 เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2543 เสียก่อน ดังนี้ " มหาวิทยาลัยนอกระบบ หรือเรียกอีกอย่างว่า มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ " หมายถึง การที่มหาวิทยาลัยของรัฐจะต้องมีการเปลี่ยนระบบการบริหารและจัดการภายในมหาวิทยาลัยจากเดิมที่เป็นไปตามระเบียบราชการที่รัฐบังคับใช้กับทุกหน่วยราชการไปเป็นการบริหารจัดการตนเองโดยอยู่ในกำกับของรัฐ ซึ่งมหาวิทยาลัยจะมีอิสระมากขึ้นทั้งในด้านการบริหารบุคคลและระเบียบการเบิกจ่างเงินในระบบราชการเดิม โดยทบวงมหาวิทยาลัยมีหน้าที่เพียงกำกับดูแลเฉพาะส่วนนโยบายและแผนงานเป็นหลัก และมีสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีงบประมาณ นอกจากนี้มหาวิทยาลัยนอกระบบยังเป็นสถาบันที่เปลี่ยนแปลงปรับปรุงระบบบริหารวิชาการให้สอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐที่ให้ความเป็นอิสรเสรีภาพในการแสวงหาความเป็นเลิศทางวิชาการอย่างเอกเทศอีกด้วยซึ่งจากความหมายที่ได้กล่าวไปแล้วนั้นแสดงออกให้เห็นถึงความศรัทธาอันน้อยนิดที่มีให้แก่ระบบข้าราชการไทยที่มีลักษณะเฉื่อยชา ล้าหลังและขาดประสิทธิภาพ เป็นอย่างมาก เมื่อมีการนำเอามหาวิทยาลัยของรัฐออกนอกระบบได้นั้นแน่นอนว่าทางฝ่ายบริหารจะมีอิสระและอำนาจมากขึ้นทั้งในส่วนของการเบิกจ่ายและด้านการจัดการภายในองค์กรรวมทั้งระบบสวัสดิการในด้านต่างๆเพราะรัฐจะทำหน้าที่เพียงเข้ามาดูแลเฉพาะในส่วนของนโยบายและแผนงานเท่านั้น อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นเพื่อให้เกิดการพัฒนาของบุคลากรภายในองค์กรเพราะจะต้องมีการถูกตรวจสอบและประเมิณผลงานกันอย่างอย่างเข้มงวดมากขึ้นซึ่งจะต่างจากระบบราชการที่ถึงแม้จะมีการประเมิณผลงานกันทุกปีแต่เท่าที่ผ่านมาก็ไม่แน่ใจนักว่าผลที่ได้จากการประเมิณนั้นจะมีส่วนในการนำมาใช้พัฒนาบุคลากรภายในองค์กรมากแค่ไหนเพราะก็อย่างที่เรารู้เห็นกันอยู่ว่าระบบราชการนั้นเรียกได้ว่ามีสวัสดิการรองรับและหลักประกันมากที่สุด หากทำงานไปจนถึงอายุ 60 ผลงานดีไม่ดีอย่างน้อยก็ได้เลื่อนขั้นแน่นอน 1 ขั้นทั้งยังมีบำเหน็จบำนาญรองรับหลังเกษียน จึงทำให้บุคลากรบางส่วนในระบบ ทำงานในลักษณะ " เช้าชามเย็นชาม " หรือไม่ก็ใช้คำว่า " อาจารย์มหาวิทยาลัย " บังหน้าเพื่อหารายได้พิเศษจากทางอื่น ซึ่งถ้าจะให้กล่าวว่าบุคลากรไม่ว่าจะในส่วนที่" มีคุณภาพ "และที่ " ด้อยคุณภาพ " ส่วนหนึ่งส่วนใดมีมากหรือน้อยกว่ากันนั้นผู้เขียนคงไม่ขอกล่าวถึงเพราะภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเราตลอดมานั้นเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นได้เป็นอย่างดี และถึงแม้ว่างบประมาณในบางส่วนจะยังได้รับการสนับสนุนจากรัฐแต่ก็จะเป็นในอัตราส่วนที่น้อยลง แน่นอนว่าผลกระทบที่ตามมาคือภาระด้านค่าใช้จ่ายที่จะใช้ในการศึกษาจะต้องเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับระบบสวัสดิการที่ดีและบุคลากรที่มีความพร้อมความสามารถมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อนักศึกษา ที่ยังไม่มีรายได้อะไรมากมายนักซึ่งเปรียบเสมือนกับเป็นการปิดกั้นโอกาสทางการศึกษาแก่ผู้มีรายได้น้อยทางอ้อม และถึงแม้ว่าปัจจุบันจะมีกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา แต่ค่าใช้จ่ายที่ได้ในแต่ละเดือนนั้นนับว่าไม่มากนัก ซึ่งเหมือนเป็นภาระให้นักศึกษาที่ไม่ได้อยู่ในฐานะมีอันจะกินต้องทำงานพิเศษเพิ่มขึ้น เพื่อหาเงินมารองรับกับรายจ่าย ซึ่งมั่นใจว่าถึงแม้ว่าการสนับสนุนให้นักศึกษารู้จักหารายได้พิเศษนั้นเป็นสิ่งที่ดีแต่ถ้าเกิดบีบให้เหมือนว่าเป็นภาระที่หนักหนามากเกินไปนั้นอาจจะส่งผลกระทบต่อตารางเวลาและผลการเรียนเป็นแน่ รวมทั้งความความเสมอภาคทางด้านสาขาวิชาที่อาจส่งผลให้ขึ้นอยู่กับกลไกของการตลาดมากเกินไปซึ่งอาจทำให้บางสาขาวิชาบางแขนง อาจจะมีคนเรียนน้อยลงเพราะคิดว่าเรียนไปแล้วอาจจะไม่เกิดประโยชน์อะไรในภายหน้า แม้ว่าพื้นฐานสาขาวิชานั้นๆ อาจจะมีส่วนช่วยในการพัฒนาสังคม ซึ่งหากจะให้วัดกันด้วยเงินนั้นอาจจะทำให้บางรายวิชาที่มีนักศึกษาน้อยต้องปิดตัวลงเพราะงบประมาณด้านการใช้จ่ายที่อาจจะไม่สามารถจัดหาเงินมาเพื่อใช้ในการบริหารได้อย่างเพียงพอ ซึ่งต่อไปในอนาคตเราอาจจะได้ยินการเปรียบเทียบผลจากการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบว่าเป็น " ธุรกิจทางการศึกษา" ก็เป็นได้ อีกทั้งด้านการจัดการเกี่ยวกับเรื่องงบประมาณทั้งระเบียบของการออกค่าหน่วยกิต สื่อโสตวัสดุอุปกรณ์ด้านการศึกษา อัตราค่าจ้างบุคลากร รวมทั้งค่าบริหารจัดการในด้านอื่นๆผู้บริหารเองนั้นจะตั้งเกณฑ์ขึ้นมาอย่างไร เพื่อให้เกิดความบริสุทธิ์ยุติธรรมและเป็นที่ยอมรับได้ของผู้ที่อยู่ภายในองค์กร ทั้งระบบที่จะบริหารนั้นจะมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้มากน้อยแค่ไหนเพราะอย่าลืมว่าต่อไปอำนาจจะตกไปอยู่ในส่วนฝ่ายบริหารของมหาวิทยาลัยเกือบทั้งหมดแม้ว่าจะมี คตส. คอยควบคุมดูแลอยู่ก็ตาม ผู้เขียนยอมรับว่าบางครั้งการเปลี่ยนแปลงในบางเรื่องนั้นนับว่าเป็นสิ่งที่ดีแต่ในทางปฏิบัติตอนนี้ประเทศเราพร้อมแล้วหรือเพราะในทุกครั้งที่มีการกล่าวถึงเรื่องนี้ขึ้นก็มักจะตามมาด้วยกลุ่มนักศึกษาที่ออกมาคัดค้าน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ควรจะมีการทำความเข้าใจถึงหลักการและเหตุผลอย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของวิชาการและในแง่ของการบริหารอีกทั้งยังควรจัดการลงประชามติภายในมหาวิทยาลัยให้เสร็จสิ้นเสียก่อนที่จะนำเข้าสู่การพิจารณาเพื่อออกเป็นพระราชบัญญัติ หรือทุกครั้งที่มีเสียงคัดค้านท่านจะทำเป็นว่า " เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ " จนไม่สนใจคำทัดทานจากนักศึกษาตาดำๆเลย แต่สิ่งที่ทำให้รู้สึกแย่กับเรื่องนี้มากที่สุดคงจะเป็นเหตุผลทางด้านงบประมาณซึ่ง ทั้งที่จริงแล้วการศึกษานั้นเป็นปัจจัยพื้นฐานในการเพิ่มศักยภาพของมนุษย์เพื่อที่ต่อไปจะได้นำองค์ความรู้ที่ได้มานั้นไปใช้ในการพัฒนาประเทศจึงควรและจำเป็นอย่างยิ่งที่ภาครัฐในทุกรัฐบาลจะเล็งเห็นถึงคุณค่าและความสำคัญในการที่จะสนับสนุนด้านการศึกษาให้กระจายไปสู่กลุ่มชนทุกระดับให้ได้มากที่สุด ซึ่งอาจจะต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลแต่แน่นอนว่าผลในระยะยาวนั้นเราจะสามารถมองเห็นได้ถึงความเจริญของประเทศที่เพิ่มมากขึ้นเพราะการพัฒนาที่เกิดจากบุคลากรที่มีความสามารถอย่างแน่นอนแต่ใน พรบ . ฉบับนี้นั้นนอกจากจะไม่ส่งเสริมแล้วยังผลักภาระไปให้แก่นักศึกษา แถมยังส่งเสริมนักศึกษามองเห็นภาพลักษณ์ทุกอย่างเป็นเศรษฐกิจไปซะหมดจนลืมไปว่าค่าของความเป็นคนนั้นไม่ได้ชี้วัดกันเพียงแค่ตัวเลขทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว |
| << | ตุลาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | 31 | |||