พิมพ์หน้านี้
|
การควบคุมสารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่น (House dust mite allergen avoidance) สารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่นเป็นสารก่อภูมิแพ้ในบ้านที่สำคัญที่สุด และเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคภูมิแพ้มากกว่าสารก่อภูมิแพ้อื่นๆ การควบคุมสารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่นมีหลักการ 3 ประการ คือ การลดจำนวนไรฝุ่น การทำลายคุณสมบัติสารก่อภูมิแพ้ไรฝุ่น และการหลีกเลี่ยงหรือลดการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ไรฝุ่น โดยจะกล่าวรายละเอียดตามหลักของการควบคุมดังนี้ การซักล้าง เป็นการลดทั้งจำนวนไรฝุ่นและสารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่น จัดว่าเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ (Definitely useful) เนื่องจากสารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่นและแมวจัดเป็น water soluble allergen การซักล้างด้วยน้ำเปล่าที่อุณหภูมิใดๆ ก็ตามสามารถกำจัดฝุ่นได้เกือบหมดร้อยละ 98 จึงควร ซักผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน และผ้าห่ม ที่อุณหภูมิมากกว่า 140 °F (~60°C) เป็นเวลานานอย่าง น้อย 30 นาที โดยทำเป็นประจำทุก 2 สัปดาห์ จึงจะมีประสิทธิภาพในการขจัดตัวไรฝุ่นและสารก่อภูมิแพ้ได้สูงสุด การคลุมเครื่องนอน (encasement) เป็นการหลีกเลี่ยงหรือลดการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ไรฝุ่นจัดเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ (essentially/definitely useful) ใช้กันแพร่หลาย และถือเป็นวิธีการหลักที่ใช้ในการควบคุมสารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่น ร่วมกับการซักล้าง จึงมีการศึกษาจำนวนมากเกี่ยวกับการคลุมเครื่องนอนด้วยผ้ากันไรฝุ่น (encasement) และความสัมพันธ์กับปริมาณสารก่อภูมิแพ้ไรฝุ่นและอาการทางคลินิกของผู้ป่วย ผลการศึกษาแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ให้ผลสนับสนุนพบว่า การคลุม เครื่องนอนด้วยผ้ากันไรฝุ่นสามารถลดปริมาณสารก่อภูมิแพ้ในสิ่งแวดล้อมได้ และทำให้อาการผู้ป่วยดีขึ้น แต่กลุ่มที่ให้ผลโต้แย้งจะสรุปว่า แม้จะมีการลดลงของปริมาณสารก่อภูมิแพ้จริง แต่ไม่มีความสัมพันธ์กับอาการของผู้ป่วย ปัจจุบันได้มีการนำวัสดุชนิดต่างๆ มาใช้เป็นผ้ากันไรฝุ่น แบ่งเป็นชนิดต่างๆ ได้ดังนี้ เช่น 1. ผ้าพลาสติก (plastic) ให้ผลดีที่สุดในการป้องกันการเล็ดลอดของตัวไรฝุ่นและสารก่อภูมิแพ้ไรฝุ่น เพราะไม่มีช่องว่างเลย ราคาถูก แต่มีข้อเสียคือไม่มีรูระบายอากาศและไม่มีความยืดหยุ่นเหมือนเนื้อผ้าทั่วไป ผู้ใช้จึงรู้สึกร้อนและไม่สบายตัวโดยเฉพาะในบ้านเราที่มีอากาศร้อนขึ้น 2. ผ้าเคลือบ (coated covers) โดยการเคลือบผ้าเพื่ออุดตามช่องว่างของผ้าทำให้มีคุณสมบัติป้องกันการเล็ดลอดของตัวไรฝุ่นและสารก่อภูมิแพ้ไรฝุ่นได้ดีเช่นเดียวกับผ้าพลาสติก สารที่นิยมใช้เคลือบผ้า ได้แก่ สารโพลียูรีเทน (polyurethane) แต่ผ้าชนิดนี้มีราคาค่อนข้างแพง 3. ผ้าทอแน่น (tightly woven type covers) จะมีเส้นใยสานถี่แน่นมากจนตัวไรฝุ่นไม่อาจลอดผ่านได้ แต่สารก่อภูมิแพ้ที่มีขนาดเล็กมาก อาจเล็ดลอดออกมาได้บ้าง ควรนำไปซักในน้ำร้อน 60 °C นาน 30 นาที ทุก 2 สัปดาห์จะได้ประสิทธิภาพสูง ผ้าทอแน่นเป็นผ้าชนิดที่มีจำหน่ายมากที่สุดในท้องตลาดในประเทศไทย แต่ยังไม่มีหน่วยงานเฉพาะในการควบคุมคุณภาพการผลิตและการคุ้มครองของผู้บริโภค ว่าเป็นผ้าทอแน่นจริงตามที่ระบุ ผ้ามีความหนาแน่นเพียงพอในการกั้นสารก่อภูมิแพ้ไรฝุ่น หรือ คุณสมบัติของเส้นใยที่จะคงความหนาแน่นหลังการซักล้าง เป็นต้น 4. ฝ้าใยอัดแน่น (non-woven type covers) มักทำจากวัสดุคล้ายกระดาษอย่างหนา ซึ่งมีลักษณะเส้นใยสายยุ่งเหยิง disposable use จึงเป็นที่นิยมใช้ในต่างประเทศ และมีจำหน่ายบ้างแล้วในประเทศไทย มีประสิทธิภาพในการกั้นตัวไรฝุ่นและสารก่อภูมิแพ้ไรฝุ่นได้ใกล้เคียงกับผ้าทอแน่น แต่มีข้อเสียคือ ไรฝุ่นสามารถเจาะลงไปก่อรังภายในเนื้อผ้า (colonization) ได้ เมื่อนำไปใช้แม้จะสามารถกั้นตัวไรฝุ่นและสารก่อภูมิแพ้ไรฝุ่นจากที่นอนได้ แต่ไรฝุ่นจากในห้องหรือจากสิ่งแวดล้อมสามารถเข้ามาก่อรัง และเจริญเติบโตเพิ่มจำนวนที่ผิวนอกของผ้าได้ จึงเป็นชนิดที่ไม่เหมาะสมจะนำมาใช้ มีการนำเอาผ้าธรรมดา หรือผ้าทอแน่นมาเคลือบด้วยสารฆ่าไร (acaricides) ที่เป็นสารเคมี หรือสารสกัดจากธรรมชาติชนิดต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกั้นหรือทำลายตัวไรฝุ่นมาทำเป็นผ้าหุ้มที่นอนและเรียกว่า ที่นอนกันไรฝุ่น ซึ่งมีราคาสูงกว่าที่นอนปกติมาก โดยยังไม่มีการศึกษาวิจัยยืนยันถึงประสิทธิภาพอย่างแน่ชัด ขณะนี้มีการนำเอาวิธีนาโนเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการทอผ้าด้วย จึงเป็นแนวทางใหม่ที่อาจนำมาใช้ในการผลิตผ้ากันไรฝุ่นได้ การดูดฝุ่น (Vacuum) เป็นวิธีที่น่าจะมีผลดี (possibly useful) เพราะสามารถลดปริมาณฝุ่นบ้านซึ่งมีตัวไรฝุ่นอยู่และยังลดปริมาณสารก่อภูมิแพ้ลงด้วย การใช้เครื่องดูดฝุ่นที่มี high filtration system (HEPA filter) มีผลดีกว่าเครื่องดูดฝุ่นธรรมดา เพราะสามารถดักจับสารก่อภูมิแพ็ไม่ให้ฟุ่ง กระจายในขณะดูดฝุ่น พบว่า wet vacuum สามารถลดปริมาณสารก่อภูมิแพ้ไรฝุ่นได้มากกว่า dry vacuum 2 3 เท่า แต่การดูดฝุ่นจะทำให้เกิดการฟุ้งกระจายของ aeroallergen ทุกชนิด ดังนั้นจึงควรจะเปิดหน้าต่างและสวมผ้าปิดปากและจมูกในขณะดูดฝุ่นและหลังดูดฝุ่น การใช้ความร้อน ที่อุณหภูมิ 60°C ไรฝุ่นจะตายภายใน 30 นาที และที่ 70°C ไม่เกิน 3 นาที จึงนำมาประยุกต์ใช้เป็นการซักล้างด้วยน้ำร้อนที่อุณหภูมิดังกล่าว การนำพรมไปตากแดดพบว่าตัวไรฝุ่นในพรมตายหมดแต่ปริมาณสารก่อภูมิแพ้ไม่ได้ลดลง เนื่องจากสารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่นทนความร้อนได้มากกว่า 100°C หลังการตากแดดจึงยังคงสภาพเป็นสารก่อภูมิแพ้ดังเดิม การนำที่นอนหรือฟูกหนาๆ ไปตากแดดจึงไม่ได้ผลดี เพราะเมื่อแดดจัดดๆ ทำให้เฉพาะด้านบนของที่นอนที่ถูกแดดมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นมากกว่า 40°C และความชื้นลดลง กระตุ้นให้ตัวไรฝุ่นหนีความร้อนไปอยู่ด้านล่าง ซึ่งความหนาของที่นอนมากเพียงพอในการกั้นความร้อนทำให้ไรยังมีชีวิตอยู่ได้ การใช้ความเย็น ความเย็นสามารถฆ่าตัวไรได้ เช่น การใช้ไนโตรเจนเหลว แต่ไม่มีผลต่อการทำลายคุณสมบัติของสารก่อภูมิแพ้และในทางปฏิบัติไม่สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ การใช้เครื่องทำให้อากาศบริสุทธิ์ / เครื่องกรองอากาศ / เครื่องฟอกอากาศ (Air purifier / air filtration / air cleaner) ยังไม่มีชื่อเรียกเฉพาะสำหรับอุปกรณ์นี้จะเรียกแตกต่างกันไปตามกลไกของการทำงาน เครื่องฟอกอากาศที่มีจำหน่ายในปัจจุบันสามารถแบ่งได้เป็น 5 กลุ่ม แต่ที่นิยมนำมาใช้เกี่ยวกับการควบคุมสารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่นมี 3 กลุ่มหลักคือ mechanical filtration, Electronic air cleaner และ Hybrid filters แม้ปัจจุบันจะมีการคิดค้นระบบอื่นๆ เข้ามาเพื่อเสริมประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องแต่ยังมีกลไกหลักเช่นเดิม โดยยังไม่มีข้อมูลจากการศึกษาวิจัยแน่ชัดถึงประสิทธิภาพของอุปกรณ์นี้ในการลดอาการทางคลินิกของผู้ป่วย สารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่นจะพบปริมาณสูงมากที่ที่นอน และหมอนมากกว่าที่อื่นๆ และฟุ้งกระจายเมื่อมีแรงมากระทบ แต่จะตกลงภายใน 5 นาทีเพราะเป็นอนุภาคขนาดค่อนข้างใหญ่ (>10-40m) ดังนั้นการใช้เครื่องฟอกอากาศดักจับในระยะห่างจึงได้ผลน้อย แต่สารก่อภูมิแพ้ประเภทอื่นๆ เช่นละอองเกสร และเชื้อรา เป็นอนุภาคขนาดเล็กสามารถลอยตัวในอากาศนาน จึงสามารถขจัดได้ผลดี พบว่าการใช้เครื่องกรองอากาศร่วมกับการคลุมที่นอนจะเพิ่มประสิทธิภาพในการลดสารก่อภูมิแพ้ไรฝุ่นได้มากกว่าการคลุมที่นอนเพียงอย่างเดียว การรวบรวมการศึกษาวิจัยสรุปว่า การใช้เครื่องฟอกอากาศสามารถช่วยลดปริมาณของสารก่อภูมิแพ้ในอากาศ (aeroallergen) และอาจช่วยลดปริมาณสารก่อภูมิแพ้ไรฝุ่น ถือว่าเป็นการควบคุมสารก่อภูมิแพ้ที่น่าจะมีประโยชน์ (possibly useful) แต่ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดหรือวิธีการแรกในการแนะนำให้ผู้ป่วยปฏิบัติ เพราะยังไม่มีผลยืนยันแน่ชัดว่าทำให้อาการของผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ทุเลาลง อย่างไรก็ตามไม่มีผลเสียในการนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน การติดเครื่องปรับอากาศ (Air conditioning) เป็นการปรับเปลี่ยนสภาพบ้าน ห้องนอน หรือห้องพัก โดยการลดระดับความชื้นและอุณหภูมิในห้องนั้น เชื่อว่าทำให้สภาพไม่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของไรฝุ่น แต่ยังไมมีรายงานประสิทธิภาพอย่างชัดเจนในการลดปริมาณสารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่นและเชื้อรา การใช้สารเคมี (Chemical methods) เพื่อทำลายตัวไรฝุ่นหรือสารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่น จากรายงานการศึกษาที่ผ่านมาพบว่า เป็นวิธีที่ไม่น่ามีประโยชน์ (Unlikely useful) แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม 1. Acaricides มีฤทธิ์ฆ่าตัวไรฝุ่น แต่จะไม่ทำลายสารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่น ได้แก่ Benzyl benzoate (Acarosan), Pirimiphos methl, Pyrethroids และ natamycin เป็นต้น โดยนำมาใช้ในรูปแบบต่างๆ เช่น เป็นผง หรือโฟม (foam) หรือสเปรย์ (spray) พบว่าการใช้ acaricides อย่างต่อเนื่องทุก 1 2 เดือนก็สามารถลดสารก่อภูมิแพ้ไรฝุ่นได้ไม่ถึงร้อยละ 50 2. สารธรรมชาติ (natural products) ทำให้โปรตีนที่เป็นสารก่อภูมิแพ้ไรฝุ่นเสื่อมสภาพ (protein denaturants) แต่ไม่ฆ่าตัวไรฝุ่น ได้แ tannic acid (เป็นสารที่สกัดได้จากหมาก, ชา) น้ำมัน ยูคาลิปตัส และสารสกัดจากดอกเบญจมาศ (chrysanthemum) เป็นต้น ขณะนี้ในต่างประเทศมีผลิตภัณฑ์เหล่านี้วางจำหน่ายทั่วไปในท้องตลาด สำหรับในประเทศไทยยังไม่เป็นที่แพร่หลายนัก สารเหล่านี้แม้จะมีพิษน้อย แต่บางชนิดอาจเกิดการสะสมในร่างกายได้ถ้าใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ดังนั้นการนำมาใช้ต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพที่ค่อนข้างต่ำนั้นจะมีผลลดอาการทางคลินิกหรือได้ไม่เมื่อเทียบกับผลเสียที่จะได้รับ จะเห็นได้ว่า ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการใดวิธีการหนึ่งที่กล่าวมาเพียงวิธีการเดียวที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันไรฝุ่นและสารก่อภูมิแพ้ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ จึงต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน ขณะนี้ประชาชนทั่วไปได้รับข้อมูลข่าวสารมากมาย ทำให้เกิดความใส่ใจและห่วงใยสุขภาพเพิ่มมากขึ้น จึงเกิดมีผลิตภัณฑ์ต่างๆ หลากหลายชนิด เช่น เตียงกันไรฝุ่น ตุ๊กตากันไรฝุ่น เครื่อง กรองอากาศ เครื่องฟอกอากาศ น้ำยาซักผ้าขจัดสารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่น เป็นต้น มีการโฆษณาโดยอาศัยข้อเท็จจริงบางส่วนมาเกี่ยวโยงกับโรคภูมิแพ้ โดยยังไม่มีการศึกษาวิจัยรองรับหรือการศึกษาทดลองไม่สามารถทำได้ทันกับผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น และบ้านเรายังไม่มีกฎหมายที่เข้มงวดเพียง พอในการคุ้มครองผู้บริโภค ดังนั้นแพทย์หรือนักวิจัยที่เกี่ยวข้องควรจะต้องให้ความรู้และเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้ป่วยและสาธารณชน เพื่อเป็นแนวทางในการควบคุมโรคและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ต่างๆ |
| << | มกราคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | 31 | |||