• DoctorGi
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : vitayapanich@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-01-28
  • จำนวนเรื่อง : 2
  • จำนวนผู้ชม : 2368
  • จำนวนผู้โหวต : 3
  • ส่ง msg :
allergy variety
update pt idea in allergy
Permalink : http://www.oknation.net/blog/allergy
วันอาทิตย์ ที่ 28 มกราคม 2550
การควบคุมสารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่น
Posted by DoctorGi , ผู้อ่าน : 421 , 14:53:06 น.  
พิมพ์หน้านี้


การควบคุมสารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่น

(House dust mite allergen avoidance)

 

 

                สารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่นเป็นสารก่อภูมิแพ้ในบ้านที่สำคัญที่สุด  และเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคภูมิแพ้มากกว่าสารก่อภูมิแพ้อื่นๆ  การควบคุมสารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่นมีหลักการ  3  ประการ  คือ  การลดจำนวนไรฝุ่น  การทำลายคุณสมบัติสารก่อภูมิแพ้ไรฝุ่น  และการหลีกเลี่ยงหรือลดการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ไรฝุ่น  โดยจะกล่าวรายละเอียดตามหลักของการควบคุมดังนี้

                การซักล้าง  เป็นการลดทั้งจำนวนไรฝุ่นและสารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่น  จัดว่าเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ  (Definitely  useful)  เนื่องจากสารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่นและแมวจัดเป็น  water soluble allergen  การซักล้างด้วยน้ำเปล่าที่อุณหภูมิใดๆ ก็ตามสามารถกำจัดฝุ่นได้เกือบหมดร้อยละ 98  จึงควร ซักผ้าปูที่นอน  ปลอกหมอน  และผ้าห่ม  ที่อุณหภูมิมากกว่า  140 °F (~60°C)  เป็นเวลานานอย่าง น้อย  30  นาที  โดยทำเป็นประจำทุก  2 สัปดาห์  จึงจะมีประสิทธิภาพในการขจัดตัวไรฝุ่นและสารก่อภูมิแพ้ได้สูงสุด

                การคลุมเครื่องนอน  (encasement)  เป็นการหลีกเลี่ยงหรือลดการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ไรฝุ่นจัดเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ  (essentially/definitely useful)  ใช้กันแพร่หลาย  และถือเป็นวิธีการหลักที่ใช้ในการควบคุมสารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่น  ร่วมกับการซักล้าง  จึงมีการศึกษาจำนวนมากเกี่ยวกับการคลุมเครื่องนอนด้วยผ้ากันไรฝุ่น  (encasement)  และความสัมพันธ์กับปริมาณสารก่อภูมิแพ้ไรฝุ่นและอาการทางคลินิกของผู้ป่วย  ผลการศึกษาแบ่งได้เป็น  2  กลุ่ม  กลุ่มที่ให้ผลสนับสนุนพบว่า  การคลุม เครื่องนอนด้วยผ้ากันไรฝุ่นสามารถลดปริมาณสารก่อภูมิแพ้ในสิ่งแวดล้อมได้  และทำให้อาการผู้ป่วยดีขึ้น  แต่กลุ่มที่ให้ผลโต้แย้งจะสรุปว่า  แม้จะมีการลดลงของปริมาณสารก่อภูมิแพ้จริง  แต่ไม่มีความสัมพันธ์กับอาการของผู้ป่วย

 

                ปัจจุบันได้มีการนำวัสดุชนิดต่างๆ  มาใช้เป็นผ้ากันไรฝุ่น  แบ่งเป็นชนิดต่างๆ  ได้ดังนี้  เช่น

                1.   ผ้าพลาสติก  (plastic)  ให้ผลดีที่สุดในการป้องกันการเล็ดลอดของตัวไรฝุ่นและสารก่อภูมิแพ้ไรฝุ่น  เพราะไม่มีช่องว่างเลย  ราคาถูก  แต่มีข้อเสียคือไม่มีรูระบายอากาศและไม่มีความยืดหยุ่นเหมือนเนื้อผ้าทั่วไป  ผู้ใช้จึงรู้สึกร้อนและไม่สบายตัวโดยเฉพาะในบ้านเราที่มีอากาศร้อนขึ้น

                2.   ผ้าเคลือบ  (coated  covers)  โดยการเคลือบผ้าเพื่ออุดตามช่องว่างของผ้าทำให้มีคุณสมบัติป้องกันการเล็ดลอดของตัวไรฝุ่นและสารก่อภูมิแพ้ไรฝุ่นได้ดีเช่นเดียวกับผ้าพลาสติก  สารที่นิยมใช้เคลือบผ้า  ได้แก่  สารโพลียูรีเทน  (polyurethane)  แต่ผ้าชนิดนี้มีราคาค่อนข้างแพง

                3.   ผ้าทอแน่น  (tightly  woven  type  covers)  จะมีเส้นใยสานถี่แน่นมากจนตัวไรฝุ่นไม่อาจลอดผ่านได้  แต่สารก่อภูมิแพ้ที่มีขนาดเล็กมาก  อาจเล็ดลอดออกมาได้บ้าง  ควรนำไปซักในน้ำร้อน  60 °C  นาน  30  นาที  ทุก  2  สัปดาห์จะได้ประสิทธิภาพสูง  ผ้าทอแน่นเป็นผ้าชนิดที่มีจำหน่ายมากที่สุดในท้องตลาดในประเทศไทย  แต่ยังไม่มีหน่วยงานเฉพาะในการควบคุมคุณภาพการผลิตและการคุ้มครองของผู้บริโภค  ว่าเป็นผ้าทอแน่นจริงตามที่ระบุ  ผ้ามีความหนาแน่นเพียงพอในการกั้นสารก่อภูมิแพ้ไรฝุ่น  หรือ  คุณสมบัติของเส้นใยที่จะคงความหนาแน่นหลังการซักล้าง  เป็นต้น

                4.   ฝ้าใยอัดแน่น  (non-woven  type  covers)  มักทำจากวัสดุคล้ายกระดาษอย่างหนา  ซึ่งมีลักษณะเส้นใยสายยุ่งเหยิง  disposable  use  จึงเป็นที่นิยมใช้ในต่างประเทศ  และมีจำหน่ายบ้างแล้วในประเทศไทย  มีประสิทธิภาพในการกั้นตัวไรฝุ่นและสารก่อภูมิแพ้ไรฝุ่นได้ใกล้เคียงกับผ้าทอแน่น  แต่มีข้อเสียคือ  ไรฝุ่นสามารถเจาะลงไปก่อรังภายในเนื้อผ้า  (colonization)  ได้  เมื่อนำไปใช้แม้จะสามารถกั้นตัวไรฝุ่นและสารก่อภูมิแพ้ไรฝุ่นจากที่นอนได้  แต่ไรฝุ่นจากในห้องหรือจากสิ่งแวดล้อมสามารถเข้ามาก่อรัง  และเจริญเติบโตเพิ่มจำนวนที่ผิวนอกของผ้าได้  จึงเป็นชนิดที่ไม่เหมาะสมจะนำมาใช้

 

                มีการนำเอาผ้าธรรมดา  หรือผ้าทอแน่นมาเคลือบด้วยสารฆ่าไร  (acaricides)  ที่เป็นสารเคมี  หรือสารสกัดจากธรรมชาติชนิดต่างๆ  เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกั้นหรือทำลายตัวไรฝุ่นมาทำเป็นผ้าหุ้มที่นอนและเรียกว่า  “ที่นอนกันไรฝุ่น”  ซึ่งมีราคาสูงกว่าที่นอนปกติมาก  โดยยังไม่มีการศึกษาวิจัยยืนยันถึงประสิทธิภาพอย่างแน่ชัด  ขณะนี้มีการนำเอาวิธีนาโนเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการทอผ้าด้วย  จึงเป็นแนวทางใหม่ที่อาจนำมาใช้ในการผลิตผ้ากันไรฝุ่นได้

                การดูดฝุ่น  (Vacuum)  เป็นวิธีที่น่าจะมีผลดี  (possibly  useful)  เพราะสามารถลดปริมาณฝุ่นบ้านซึ่งมีตัวไรฝุ่นอยู่และยังลดปริมาณสารก่อภูมิแพ้ลงด้วย  การใช้เครื่องดูดฝุ่นที่มี  high  filtration system  (HEPA  filter)  มีผลดีกว่าเครื่องดูดฝุ่นธรรมดา  เพราะสามารถดักจับสารก่อภูมิแพ็ไม่ให้ฟุ่ง กระจายในขณะดูดฝุ่น  พบว่า  wet  vacuum  สามารถลดปริมาณสารก่อภูมิแพ้ไรฝุ่นได้มากกว่า  dry vacuum  2 – 3  เท่า  แต่การดูดฝุ่นจะทำให้เกิดการฟุ้งกระจายของ  aeroallergen  ทุกชนิด  ดังนั้นจึงควรจะเปิดหน้าต่างและสวมผ้าปิดปากและจมูกในขณะดูดฝุ่นและหลังดูดฝุ่น

                การใช้ความร้อน  ที่อุณหภูมิ  60°C  ไรฝุ่นจะตายภายใน  30  นาที  และที่  70°C  ไม่เกิน 3  นาที  จึงนำมาประยุกต์ใช้เป็นการซักล้างด้วยน้ำร้อนที่อุณหภูมิดังกล่าว  การนำพรมไปตากแดดพบว่าตัวไรฝุ่นในพรมตายหมดแต่ปริมาณสารก่อภูมิแพ้ไม่ได้ลดลง  เนื่องจากสารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่นทนความร้อนได้มากกว่า  100°C   หลังการตากแดดจึงยังคงสภาพเป็นสารก่อภูมิแพ้ดังเดิม  การนำที่นอนหรือฟูกหนาๆ  ไปตากแดดจึงไม่ได้ผลดี  เพราะเมื่อแดดจัดดๆ  ทำให้เฉพาะด้านบนของที่นอนที่ถูกแดดมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นมากกว่า  40°C    และความชื้นลดลง  กระตุ้นให้ตัวไรฝุ่นหนีความร้อนไปอยู่ด้านล่าง  ซึ่งความหนาของที่นอนมากเพียงพอในการกั้นความร้อนทำให้ไรยังมีชีวิตอยู่ได้

                การใช้ความเย็น  ความเย็นสามารถฆ่าตัวไรได้  เช่น  การใช้ไนโตรเจนเหลว  แต่ไม่มีผลต่อการทำลายคุณสมบัติของสารก่อภูมิแพ้และในทางปฏิบัติไม่สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้

                การใช้เครื่องทำให้อากาศบริสุทธิ์ / เครื่องกรองอากาศ / เครื่องฟอกอากาศ  (Air purifier / air filtration / air cleaner)  ยังไม่มีชื่อเรียกเฉพาะสำหรับอุปกรณ์นี้จะเรียกแตกต่างกันไปตามกลไกของการทำงาน  เครื่องฟอกอากาศที่มีจำหน่ายในปัจจุบันสามารถแบ่งได้เป็น  5  กลุ่ม  แต่ที่นิยมนำมาใช้เกี่ยวกับการควบคุมสารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่นมี  3  กลุ่มหลักคือ  mechanical  filtration, Electronic air cleaner  และ  Hybrid filters  แม้ปัจจุบันจะมีการคิดค้นระบบอื่นๆ  เข้ามาเพื่อเสริมประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องแต่ยังมีกลไกหลักเช่นเดิม โดยยังไม่มีข้อมูลจากการศึกษาวิจัยแน่ชัดถึงประสิทธิภาพของอุปกรณ์นี้ในการลดอาการทางคลินิกของผู้ป่วย

                สารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่นจะพบปริมาณสูงมากที่ที่นอน  และหมอนมากกว่าที่อื่นๆ  และฟุ้งกระจายเมื่อมีแรงมากระทบ  แต่จะตกลงภายใน  5  นาทีเพราะเป็นอนุภาคขนาดค่อนข้างใหญ่  (>10-40m)  ดังนั้นการใช้เครื่องฟอกอากาศดักจับในระยะห่างจึงได้ผลน้อย  แต่สารก่อภูมิแพ้ประเภทอื่นๆ เช่นละอองเกสร  และเชื้อรา  เป็นอนุภาคขนาดเล็กสามารถลอยตัวในอากาศนาน  จึงสามารถขจัดได้ผลดี  พบว่าการใช้เครื่องกรองอากาศร่วมกับการคลุมที่นอนจะเพิ่มประสิทธิภาพในการลดสารก่อภูมิแพ้ไรฝุ่นได้มากกว่าการคลุมที่นอนเพียงอย่างเดียว  การรวบรวมการศึกษาวิจัยสรุปว่า  การใช้เครื่องฟอกอากาศสามารถช่วยลดปริมาณของสารก่อภูมิแพ้ในอากาศ  (aeroallergen)  และอาจช่วยลดปริมาณสารก่อภูมิแพ้ไรฝุ่น  ถือว่าเป็นการควบคุมสารก่อภูมิแพ้ที่น่าจะมีประโยชน์  (possibly  useful)  แต่ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดหรือวิธีการแรกในการแนะนำให้ผู้ป่วยปฏิบัติ  เพราะยังไม่มีผลยืนยันแน่ชัดว่าทำให้อาการของผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ทุเลาลง  อย่างไรก็ตามไม่มีผลเสียในการนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน

                การติดเครื่องปรับอากาศ  (Air  conditioning)  เป็นการปรับเปลี่ยนสภาพบ้าน  ห้องนอน  หรือห้องพัก  โดยการลดระดับความชื้นและอุณหภูมิในห้องนั้น  เชื่อว่าทำให้สภาพไม่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของไรฝุ่น  แต่ยังไมมีรายงานประสิทธิภาพอย่างชัดเจนในการลดปริมาณสารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่นและเชื้อรา

                การใช้สารเคมี   (Chemical  methods)  เพื่อทำลายตัวไรฝุ่นหรือสารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่น  จากรายงานการศึกษาที่ผ่านมาพบว่า  เป็นวิธีที่ไม่น่ามีประโยชน์  (Unlikely  useful)  แบ่งได้เป็น 2  กลุ่ม

                1.   Acaricides  มีฤทธิ์ฆ่าตัวไรฝุ่น  แต่จะไม่ทำลายสารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่น  ได้แก่  Benzyl  benzoate  (Acarosan),  Pirimiphos  methl,  Pyrethroids  และ  natamycin  เป็นต้น  โดยนำมาใช้ในรูปแบบต่างๆ  เช่น  เป็นผง  หรือโฟม  (foam)  หรือสเปรย์  (spray)  พบว่าการใช้  acaricides  อย่างต่อเนื่องทุก  1 – 2  เดือนก็สามารถลดสารก่อภูมิแพ้ไรฝุ่นได้ไม่ถึงร้อยละ 50

                2.   สารธรรมชาติ  (natural  products)  ทำให้โปรตีนที่เป็นสารก่อภูมิแพ้ไรฝุ่นเสื่อมสภาพ  (protein  denaturants)  แต่ไม่ฆ่าตัวไรฝุ่น  ได้แ  tannic  acid  (เป็นสารที่สกัดได้จากหมาก,  ชา)  น้ำมัน  ยูคาลิปตัส  และสารสกัดจากดอกเบญจมาศ  (chrysanthemum)  เป็นต้น  ขณะนี้ในต่างประเทศมีผลิตภัณฑ์เหล่านี้วางจำหน่ายทั่วไปในท้องตลาด  สำหรับในประเทศไทยยังไม่เป็นที่แพร่หลายนัก

                สารเหล่านี้แม้จะมีพิษน้อย  แต่บางชนิดอาจเกิดการสะสมในร่างกายได้ถ้าใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน  ดังนั้นการนำมาใช้ต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพที่ค่อนข้างต่ำนั้นจะมีผลลดอาการทางคลินิกหรือได้ไม่เมื่อเทียบกับผลเสียที่จะได้รับ

 

                จะเห็นได้ว่า ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการใดวิธีการหนึ่งที่กล่าวมาเพียงวิธีการเดียวที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันไรฝุ่นและสารก่อภูมิแพ้ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์  จึงต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน

                ขณะนี้ประชาชนทั่วไปได้รับข้อมูลข่าวสารมากมาย  ทำให้เกิดความใส่ใจและห่วงใยสุขภาพเพิ่มมากขึ้น  จึงเกิดมีผลิตภัณฑ์ต่างๆ  หลากหลายชนิด  เช่น  เตียงกันไรฝุ่น  ตุ๊กตากันไรฝุ่น  เครื่อง กรองอากาศ  เครื่องฟอกอากาศ  น้ำยาซักผ้าขจัดสารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่น  เป็นต้น  มีการโฆษณาโดยอาศัยข้อเท็จจริงบางส่วนมาเกี่ยวโยงกับโรคภูมิแพ้  โดยยังไม่มีการศึกษาวิจัยรองรับหรือการศึกษาทดลองไม่สามารถทำได้ทันกับผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ  ที่เกิดขึ้น  และบ้านเรายังไม่มีกฎหมายที่เข้มงวดเพียง พอในการคุ้มครองผู้บริโภค  ดังนั้นแพทย์หรือนักวิจัยที่เกี่ยวข้องควรจะต้องให้ความรู้และเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้ป่วยและสาธารณชน  เพื่อเป็นแนวทางในการควบคุมโรคและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ต่างๆ


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2
Esamu วันที่ : 28/01/2007 เวลา : 18.47 น.
http://www.oknation.net/blog/esamu

โอ.....เป็นประโยชน์มากครับพอดีที่บ้านมีเด็กอยู่คนเป็นอยู่ครับ Thank Thank Kab
ความคิดเห็นที่ 1
Nity วันที่ : 28/01/2007 เวลา : 15.48 น.
http://www.oknation.net/blog/nity
โลกหลากแบบ จึงมองได้หลายมุม!

อื่ม.. จะได้ระมัดระวังภัยจากฝุ่น ไม่ใช่เรื่องขี้พงเลย
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มกราคม 2007 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31