พิมพ์หน้านี้
|
วันนี้ผมได้อ่านข้อมูลของทาง มูลนิธิสืบ นาคะเสถียร ส่งมาให้ เรื่องของ เขื่อนแม่วงก์ ผมว่าผมเคยอ่านเรื่องเขื่อนแม่วงก์นี้ จนคิดว่าโครงการนี้จะล้มไปแล้ว แต่ปรากฎกลับมาว่า โครงการนี้ถูกมาทำอีกครั้งหนึ่ง อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ เป็นต้นกำเนิดของลำน้ำแม่วงที่มีลำน้ำสาขามากมายที่ไหลมารวมกัน เดิมผืนป่าแม่วงมีการสัมปทานป่าไม้การบุกเบิกการเกษตร การลักลอบตัดไม้ และสัมปทานป่าไม้ โดยเฉพาะไม้สัก จนมีสภาพป่าเสื่อมโทรม ไม้ใหญ่ถูกตัดจนเกือบหมด จนเมื่อปี พ.ศ.2530 กรมป่าไม้ได้มีการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ผืนป่าแห่งนี้จึงได้รับการอนุรักษ์และมีการฟื้นตัวตามธรรมชาติกลับมาอย่างรวดเร็ว จนปัจจุบันมีสภาพป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก เราจะเห็นได้จากข้อมูลที่ได้รับมาว่า เป็นพื้นที่ป่าที่อุดมสมบูรณ์ และที่สำคัญคือ พื้นที่ป่าแถบนี้ทั้งหมดเป็นพื้นที่ป่าใหญ่ ซึ่งหากการที่มีการสร้าง เขื่อนขนาดใหญ่เข้ามานั้น เขื่อนแม่วงถูกนำเสนอโดยกรมชลประทาน มาตั้งแต่ปี 2528 เป็นเขื่อนขนาดใหญ่มีความสูง 57 เมตร ยาว 730 เมตร มีพื้นที่อ่างเก็บน้ำ 11,000 ไร่ ที่ระดับเก็บกักน้ำปกติ และ 12,375 ไร่ที่ระดับกักเก็บน้ำสูงสุด จะกักเก็บน้ำใช้งานได้ 230 ล้านลบ.ม เพื่อพื้นที่ชลประทานเดิม 230,000 ไร่ และพื้นที่ชลประทานใหม่ 61,000 ไร่ และประเมินราคาก่อสร้างเมื่อปี 2539 จะใช้งบประมาณถึง 4,043 ล้านบาท ไม่รวมค่าใช้จ่ายด้านสิ่งแวดล้อม พื้นที่ป่า 13000 ไร่นั้น เป็นจำนวนที่เรียกได้ว่า มากในยุคปัจจุบัน และที่สำคัญคือสัตว์ป่า เกือบทุกชนิดจะเสีย แหล่งอาหาร แห่ลงอยู่อาศัย รวมทั้งสัตว์ป่าบางตัวอาจจะหนีไม่ทัน โดย เราอาจจะเห็นภาพ การช่วยเหลือสัตว์แบบคุณสืบ อีกครั้งหนึ่ง แต่ที่สำคัญกว่านั้น การสร้างเขื่อน ย่อมเกิดปัญหาต่อชาวบ้านกว่า20000 หลังคาเรือน เช่นเดียวกับ การสร้างเขื่อนน้ำมูล หากเรานำเอาการสร้างเขื่อนนนี้มาสร้างฝายกั้นน้ำที่ มีการปันน้ำเข้าหมู่บ้านมากกว่า หรือการสร้างแก้มลิงเพื่อช่วยน้ำท่วม เป็นการที่เราจะเสียเงินน้อยกว่าแต่ประโยชน์ มากกว่า ไม่เป้นการขี่ช้างจับตั๊กแตนไร้ประโยชน์ ที่สำคัญคือการสร้างเขื่อนแม่วงก์ นี้ ในขณะก่อสร้าง จะกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากเพียงใด การสร้างเขื่อนแม่วงก์นี้ คนที่รับประโยชน์สูงสุดคือประชาชนแน่หรือ?? หรือใครกันแน่ที่รับประโยชน์สูงสุด พื้นที่ป่าเขียว และต้นน้ำจะถูกจองจำ ไปตลอดกาล
|