พิมพ์หน้านี้
|
วิจารณ์หนังสือ ลาวฮู้หยังไทยรู้อะไร จากการศึกษาอ่านทำความเข้าใจหนังสือเรื่อง ลาวฮู้หยัง-ไทยรู้อะไร ซึ่งในเนื้อหาจะได้กล่าวถึงเรื่องการศึกษาที่อยู่ในประเทศไทย และประเทศลาวซึ่งมีรูปแบบการสร้างอุดมการณ์ของรัฐต่อการศึกษามีความแตกต่างกันดังนี้ การศึกษาในระบบโรงเรียนของไทย จะเป็นการใช้กลไกในการเผยแพร่อุดมการณ์ของรัฐ เพื่อสร้างความสำคัญในความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในชาติ การอบรมเพาะบ่มเยาวชนในทิศทางที่ชาติต้องการ ตลอดจนภารกิจในการถ่ายทอดสร้างสรรค์ และอนุรักษ์วัฒนธรรมของชาติ เจตนารมณ์ของการศึกษาเพื่อผลิตคนและสร้างสังคม จัดเป็นระบบและนโยบายแห่งชาติและยังเป็นสถาบันหนึ่งของสังคมมนุษย์ หลักสูตรการศึกษาโดยทั่วไปจะเน้นให้เยาวชนมีความรู้ด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ ภาษา ศิลปะและพลานามัย เพื่อกล่อมเกลาให้เยาวชนมีความรู้ ความคิด ทัศนคติ เจตนคติ ทักษะสุนทรียภาพ บุคลิกภาพ สุขภาพและอนามัยอันเป็นคุณลักษณะของเยาวชนที่ชาติต้องการ วิชาสึงคมศึกษาจะเป็นวิชาที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่อุดมการณ์ของชาติมากที่สุด ถูกใช้กล่อมเกลา เพาะบ่มให้เยาวชนรักชาติมากที่สุด ถูกใช้กล่อมเกลาเพาะบ่มให้เยาวชนรักชาติ เชื่อฟังปฏิบัติตามแนวทางมาตรฐานที่ชาติกำหนดเพื่อเป็นพลเมืองดี ตามที่ชาติต้องการอันนำไปสู่การเกิดความสามัคคีปรองดองในหมู่คนในชาติ เพื่อเอกภาพ เอกราช และความมั่นคงของชาติหรือเรียกรวมๆว่าอุดมการณ์ชาตินิยม การศึกษา สปป.ลาว สอนให้เยาวชนมีคุณสมบัติรัก การเรียนรู้มีความเกล้าหาญ ซื่อสัตย์สุจริต เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อคนในสังคม รักพ่อแม่ พี่น้อง ญาติด้วยการช่วยเหลือเกื้อกูล รักเคารพนับถือครู ด้วยการตั้งใจในการศึกษาเล่าเรียน ฝึกฝนตนเองและเยี่ยมเยียนนครเมื่อมีโอกาส รู้จักมีเพื่อนเพราะเพื่อนคือผู้กำลังใจในการทำงาน การทำงานรู้จักคบเพื่อนดีเพื่อมีผู้คอยให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีความรักห่วงใยกัน รักนับถือและรู้บุญคุณของชาวนา กรรมกร ผู้ออกแรง ผู้อ่อนแอกว่า รักหวงแหนสมบัติ รู้จักรักษาสมบัติส่วนรวมและไม่อพยพ ละทิ้งถิ่น ละทิ้งประเทศ เมื่อกลับมามองเนื้อหาในแบบเรียนสังคมศึกษาของไทย กลับเน้นเฉพาะการเผยแพร่อุดมการณ์ชาตินิยม ทีมุ่งสร้างความยิ่งใหญ่ของชาติไทยของคนไทยที่มีต่อชาติอื่น / คนอื่นโดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านจะถูกดูแคลนว่ามีฐานะด้อยกว่าเป็นศัตรูคู่แค้นถาวรแต่ครั้งอดีต เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติ อีกทั้งเน้นเรื่อง เอกลักษณ์ความเป็นไทยหรือความเป็นพวกเราชาวไทย จนละเลยความหลากหลายของชนชาติ / วัฒนธรรมอื่นที่รวมเป็นองค์ประกอบภายในชาติ (ความเป็นชาติและรัฐชาติ) ในแบบเรียนไทยกัลป์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กรอบแนวคิด ปลาย ศ.19 เป็นยุครัฐไทยสมัยใหม่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช กำเนิดหลังรัฐราชวงศ์สิ้นสุด (ต้นอยุธยาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ของสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) องค์ประกอบสำคัญของการสร้างรัฐชาติถูกสร้างขึ้น หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เป็นช่วงที่รัฐชาติสมัยใหม่มีประสิทธิภาพสูงสุด มีการสร้างสัญลักษณ์หรือคิดการนำหลากหลายวิธีมาสร้างเป็นกรอบหรือเครื่องมือสำคัญในการปลุกกระแสความเป็นรัฐชาติ พยายามสร้างอัตลักษณ์ความเป็นไทยให้เกิดขึ้น เช่น วัฒนธรรม อุดมการณ์ชาติถูกนร้างขึ้นเพื่อนำมาซึ่งความเป็นเอกภาพและความมั่นคงของไทย อุดมการณ์นี้ถูกพัฒนามาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งอุดมการณ์มีองค์ประกอบหลักคือ การปกป้องเอกภาความมั่นคงและอธิปไตยของชาติ ปลูกฝังความรักชาติ รักษาสถาบันหลักของชาติ อุดมการณ์ต่างๆถูกปลูกฝังผ่านทางสื่อและแทรกเข้าเป็นสิ่งหนึ่งหรือสิ่งสำคัญของวิถีการดำเนินชีวิต การศึกษาของไทยสมัยใหม่เป็นการศึกษาในรูปแบบที่รัฐมีบทบาทสำคัญในการดูแลควบคุม เนื้อหาจะเป็นการปลูกฝัง หล่อหลอมอุดมการณ์ของเรื่องของรัฐชาติหรือชาตินิยมซึ่งรูปแบบของการศึกษาจะเป็นตัวชี้นำทัศนคติความคิดความเชื่อซึ่งจะเป็นทักษะพื้นฐานในการสร้างความเป็นรัฐชาติให้แก่เยาวชน ยุคแรก ก่อนเกิดการเปลี่ยนแปลง พ.ศ. 2475 ประเทศในแถบนี้มีการติดต่อกันและยอมับความแตกต่างระหว่างกันมีการช่วยเหลือกันตลอดมา ผู้นำรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ต่างยอมรับความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของประชาการในรัฐไม่ได้คือเป็นปัญหา หลักสูตรการศึกษา ปี 2463 เป็นส่วนหนึ่งของวิชาประวัติศาสตร์พงศาวดารไทยมีเป้าหมายเพื่อตอบสนองปลูกฝังอุดมการณ์ชาตินิยมแบบชาติและรัฐแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เช่นภาพสงคราม พม่าไทย และลาว เขมร ในฐานะเมืองขึ้นของไทย ช่วงที่ปัญญาชนที่ไปศึกษาต่างประเทศได้เขียนงานแปลแต่ขาดในเรื่องการเป็นชาตินิยมทำให้มีกลุ่มครูในกรุงเทพฯออกมาเขียน (พ.ศ. 2471) หนังสือที่ผสมผสานระหว่างตะวันตกกับพงสาวดารไทยเพื่อปลุกกระแสยกย่องกษัตริย์ไทย สร้างจิตสำนึกความรักชาติและเอกราช ซึ่งได้รับการยอมรับเพราะเป็นการตอบสนองอุดมการณ์ของรัฐ งานเขียนแรกเน้นความเอกเทศหมดความสำคัญลง การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม หลักสูตรแบบเรียนเรื่องเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สอดคล้องกับเรื่องประวัติศาสตร์ไทยช่วงแรกมีกระแสหลากหลายกระแสเกิดขึ้นทั้งกลุ่มเสรีนิยมที่เห็นด้วยกับความหลากหลายแต่กระแสหลักที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด คือ ชาตินิยม เป็นเนื้อหาที่มีอำนาจครอบงำอุดมการณ์ชาตินิยมของรัฐแบบ จพป. โดยหลวงวิจิตรวาทการ เป็นแกนหลักเป็นการเน้นย้ำเรื่องการรวมกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อสร้างเอกภาพของรัฐ เน้นการสร้างเสถียรภาพของรัฐ เป้าหมายเป็นการสร้างกำลังกองทัพให้เข้มแข็ง ปลูกจิตสำนึกความรักชาติ (นโยบาย รวมไทย) เกิดชาตินิยมแบบเผ่าพันธุ์นิยมได้แก่ อุดมการณ์สร้างชาติ เป็นประเทศเอกราชเพียงประเทศเดียวในแถบนี้ เนื้อหาส่วนใหญ่เหมือนปลายยุคสมบูรณาญาสิทธิราช แต่มีเนื้อหาทางวิทยาศาสตร์สอดแทรกเพิ่มขึ้น เอกภาพและความมั่นคงแห่งชาติ ช่วง พ.ศ. 2503-2516 ตั้งแต่ 2490 เป็นต้นมายังไม่มีความเปลี่ยนแปลงมากนัก ยุคนี้กระทรวงศึกษาธิการจัดทำแบบเรียนมาตรฐานฉบับทางการ เกิดงานเขียนเกี่ยวกับเอเชียตะวันออกฯ อย่างต่อเนื่องอันแสดงเจตนคติหลากหลายปรับไปตามบริบทสังคมภายนอก ภายในเนื้อหาจะเกี่ยวกับภาษาไทย + ประวัติศาสตร์ไทยและต่างประเทศยังคงความเป็นชาตินิยมแต่ถูกปรับให้เหมาะสมจากแบบเผ่าพันธุ์นิยมเป็นแบบที่เหมาะสมกับนโยบายยุคเร่งรัดพัฒนาของรัฐ เน้นความรักชาติและความมั่นคงเป็นช่วงยุค จอมพลสฤษดิ์และจอมพลถนอม อุดมการณ์ชาตินิยมแบบทหารนิยม หลังจากสิ้นสุดสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม และจอมพลสฤษดิ์ก็เข้ามาแทนที่อำนาจซึ่งได้ชื่อว่าเป็นนักเผด็จการทหาร สร้างความเป็นไทยเพิ่มเติมจากก่อน พยายามประสานและดูดกลืนกลุ่มชาติพันธุ์อื่นในไทย ให้กลายเป็นไทยมีการใช้กำลังบังคับและมีการออกกฎหมายที่เอื้อต่อการใช้อำนาจของรัฐ รัฐต้องมีอำนาจสูงสุดจึงมีความเข้มงวดมากรัฐใช้อำนาจเด็ดขาดเบ็ดเสร็จ รัฐใช้อำนาจทางทหารและกำลังกองทัพในการปกครองโดยอ้างถึงอุดมการณ์ชาติว่าเพื่อนำมาซึ่งเอกภาพและความมั่นคง เนื่องจากความสัมพันธ์ของไทยกับกัมพูชาเกิดความขัดแย้งรุนแรง จอมพลสฤษดิ์ไม่เคยวางใจกับสถานะการสู้รบในอินโดจีนเน้นให้ประชาชนตระหนักถึงความมั่นคงของชาติและเชื่อฟังผู้นำ ด้านการพัฒนาเน้นระบบอุตสาหกรรม คมนาคมและโครงสร้างพื้นฐาน ต่อต้านอุดมการณ์ต่างๆที่ขัดแย้งต่อต้านคอมมิวนิสต์ด้านหลักสูตรการศึกษา ถูกเขียนภายใต้กรอบอุดมการณ์ชาตินิยมทหารนิยม แบบใหม่เน้นเอกภาพและความมั่นคงของชาติ พัฒนาการหลักสูตร หลัง ศตวรรษที่ 2 ไทยอยู่ในสภาพที่ต้องเร่งฟื้นฟูแต่ด้วยขาดปัจจัยในการพัฒนาจึงขอความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา ในทุกด้านแต่ก็ยังมีพื้นฐานสร้างความมั่นคงและรักชาติ เนื่องจากอเมริกาต่อต้านคอมมิวนิสต์ ไทยก็รับนโยบายของอเมริกามาจึงเกิดการต่อต้านจีนและเวียดนามขึ้น (ตามทฤษฎีโดมิโน) หลักสูตร 2530 จึงปลูกฝังความรู้ความเข้าใจในด้านการต่อต้านคอมมิวนิสต์ เป็นเนื้อหาที่ผูกติดกับอุดมการณ์ชาตินิยมแบบทหารและหลักความมั่นคงในยุคพัฒนาวิชาแบบเรียน แบ่งได้ 2 กลุ่ม กลุ่มแรก เรื่องภาษาไทยสังคม กลุ่มสอง นำเสนอเรื่องความสู้ของต่างชาติที่เกี่ยวกับไทย แต่ยังคงสอดแทรกเรื่องรัฐชาติข้าไปแบบเดิม ความเหนือกว่าและ ชนชาติอื่น ที่เป็นภัยต่อความมั่นคง เนื้อหาบทเรียนจะพยายามปลูกฝังความเป็นชาติสร้างทัศนคติที่ดีต่อผู้นำคือ พระมหากษัตริย์จากอดีตถึงปัจจุบัน พยายามสร้างภาพให้เกิดทัศนคติในแง่ลบต่อประเทศอื่นโดยเฉพาะประเทศที่ปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ แบบเรียนรู้ยุคนี้ ดูตกต่ำน่ากลัวไม่น่าวางใจสำหรับการรับรู้ของนักเรียนยุค 2500-2520 สำหรับสถานภาพความสัมพันธ์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับไทย พยายามชี้ให้เห็นว่าไทยเหนือกว่ามีการแบ่งฐานะบรรดา เพื่อนบ้าน ตามระบอบการปกครองนำเสนอภาพเนื้อหาประเทศพื้นบ้านในแง่ของการไม่เคารพต่อไทย พยายามยืนยันสิทธิธรรมความถูกต้องของบทบาทรัฐไทยในอดีตและปัจจุบันต่อต้านสร้างภาพลบต่อประเทศที่ยอมรับระบบคอมมิวนิสต์สร้างแบบเรียนที่ปลูกฝังทัศนะที่ไม่น่าไว้ใจ ยกย่องสหรัฐอเมริกาแต่สร้างภาพลบต่อฝรั่งเศส เพราะในอนาคตไทยบอกว่าเคยแย่งชิงลาวและเขมรจากไทยไปเป็นเมืองขึ้น ส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 2500 สะท้อนภาพเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายใต้กรอบความคิดแบบทหารนิยม พ.ศ. 2519 การปรากฏตัวสั้นๆเอาแบบเรียนประวัติศาสตร์ แบบเสรีนิยมกลางทศวรรษ 2510 สงครามเย็นใกล้สิ้นสุด ความขัดแย้งต่างๆ เริ่มคลี่คลาย ไทยพัฒนาประเทศตามแผนพัฒนามีการเติบโตของชนชั้นกลางและปัญญาชนที่ได้รับการศึกษาความรู้ของตะวันตกมากขึ้น ทำให้กลุ่มชนชั้นกลางมีแนวคิดแบบเสรีนิยมประชาธิปไตยทำให้เกิดความขัดแย้งการเมืองในขณะนั้นเป็นทางปกครองเผด็จการทหาร พวกเขาเห็นปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดจากวามเหลี่ยมล้ำทางสังคม การศึกษาที่ไม่เสมอภาค สร้างความตื่นตัวกับความรู้ตะวันตกและคุณค่าของวิชาการเกิดความสำนึกต่อสังคมต้องการเรียนรู้ต่อต้านสงครามเวียดนามและลัทธิเผด็จการทหาร เกิดเป็นเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นประชาธิปไตย หลังจากนั้นก็มีการลดช่องว่างทางสังคมปรับปรุงการศึกษาเน้นการวิเคราะห์ถึงสภาพสังคมอย่างมีเหตุผล สะท้อนทัศนคติต่อเรื่องราวต่างประเทศอย่างตรงไปตรงมาสร้างความเข้าใจถึงสภาพการค้าของแต่ละประเทศ ผู้เขียนไม่ได้ใช้ความรู้สึกส่วนตัวในการตัดสินความขอบไม่ชอบแต่เป็นการนำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาภายใต้ทัศน์คติความเชื่อเสรีนิยม พ.ศ. 2521 ท่ามกลางการเมืองแบบเสรีประชาธิปไตย ฝ่ายอนุรักษ์นิยมสุดโต่งสร้างกระแสความขัดแย้งทางการเมือง นำไปสู่เหตุการณ์รุนแรง 6 ตุลาคม 2521 เป็นยุคที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมและแนวคิดชาตินิยมขวาจัดครอบงำสังคมไทยอีกครั้งมีการต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างรุนแรงเน้นความสำนึกให้เกิดความห่วงใยและต้องปกป้องสถาบันของประเทศจากการคุกคามจากลัทธิคอมมิวนิสต์แบบเรียนประวัติศาสตร์มีลักษณะผลิตซ้ำวาทกรรมแบบเก่า ทำให้แบบเรียนกลับเสรีนิยมในปี 2519 ล้มเหลวในการทำหน้าที่กล่อมเกลาทางสังคมในระบบการศึกษาไทย แบบเรียนในปัจจุบัน ยังมีจุดมุ่งหมายเพื่อปลูกฝังอุดมการณ์ชาตินิยมนั้นมีความสำคัญก่อนการเรียนเรื่องของสังคมอื่นเขียนเพียงเพื่อให้นึกว่าคนไทยเป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์ชาติที่มีความเข้าใจปัญหาภูมิภาคอื่นรู้จักแก้ปัญหาข้อขัดแย้งด้วยการใช้สันติวิธีและเรียนรู้การอยู่ร่วมกันในประชาคมโลก หลักสูตรปี 2520-2542 เป็นแบบบูรณาการ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในบริบทความรู้เรื่องไทย : การผลิตซ้ำทางอุดมการณ์ชาตินิยมแบบอนุรักษ์นิยม มีเป้าหมายหลักเพื่อปลูกฝังความรักชาติที่เป็นความผูกพันทางเชื้อชาติเสริมพลังอุดมการณ์รักชาติโดยครอบงำความรู้เอเชียฯ เปรียบเทียบชาติเป็นเสมือนครอบครัวใหญ่ที่ต้องมีความเป็นปึกแผ่นมีความสามัคคี พื้นฐานคือสร้างอุดมการณ์ร่วมกันด้วย การยึดสถาบันหลักของชาติ แบบเรียนยุคใหม่ไม่ได้เน้นย้ำเรื่องเชื้อชาติชัดเจนเพราะมีการยอมรับเชื่อความหลากหลายทางชาติพันธุ์อยู่ แต่ความเป็นปึกแผ่นของชาติ จำเป็นต้องสร้างจินตนาการที่แยก พวกเรา ออกจาก พวกเจ้า ประเด็นหลักของแบบเรียน 1. สร้างความสำนึกร่วมกัน = สามัคคี ,กล้าหาญ, รักชาติ 2. สร้างภาพให้เป็นชาติที่ยิ่งใหญ่โดยการกล่าวยกย่อง วีรกรรมต่างๆของบรรพบุรุษไทย 3. ตอกย้ำความยิ่งใหญ่โดยอธิบายความชอบธรรมของสงครามในประวัติศาสตร์ สร้างภาพประเทศใกล้เคียงของ พวกเขา มากกว่าเป็น เพื่อนบ้านที่เป็นมิตร แนวคิดต่อต้านคอมมิวนิสต์หลงยุค เป็นการอธิบายถึงเอเชียและประเทศต่างๆในแง่มุมที่มีการยกย่องไทยสร้างมุมมองแง่ลบต่อประเทศที่ปกครองตนเองแบบคอมมิวนิสต์โดยการสอดแทรกเนื้อหาในบทเรียน แบบการวิเคราะห์สภาพของประเทศแม่ของโลกคือ อเมริกาและโซเวียดสร้างภาพในด้านบวกแก่สหรัฐอเมริกาในฐานะผู้นำประชาธิปไตยต่อต้านฝรั่งเศสในฐานะเคยเป็นผู้รุกล้ำไทยและรังแกไทย แย่งชิงลาวและเขมรจากไทยในอดีตและอนาคต แนวคิดเรื่องทฤษฎีพึ่งพา เป็นการสร้างความร่วมมือในด้านเศรษฐกิจในภูมิภาคเพื่อต่อรองแข่งขันทางการค้ากับต่างภูมิภาค แตกต่างจากแนวคิดแรกซึ่งเป็นแนวคิดหลักทางสังคมทำให้แนวคิดนี้ไม่เป็นที่นิยมในวงกว้าง การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ไทยยังคงรักษาความเป็นชาตินิยมเสมอทำให้แบบเรียนที่เกิดขึ้นของการวิเคราะห์ข้อมูลแท้จริงของเอเชียและประกาศที่ปกครองระบบคอมมิวนิสต์ ขาดความเข้าใจในรายละเอียดของสภาพแต่จะประเทศ แบบเรียนจึงเป็นเครี่องมือสร้างพลเมืองดีและสร้างความเป็นชาติที่สำคัญมีการสื่อถึงพลเมืองที่ดีและสร้างความเป็นชาติที่สำคัญมีการสืบทอดอุดมการณ์วาทกรรมเดิมอย่างต่อเนื่องถึงทุกวันนี้ ถ้าหากปฏิเสธสิ่งที่จำเป็นสำหรับการหล่อหลอมทางสังคมที่สร้างความเป็นเอกภาพไม่ได้ เราต้องแวงอุดมการณ์ชาตินิยมชนิดใหม่ที่มีความเป็นเสรินิยมอย่างแท้จริง ใจกว้าง ยืดหยุ่นด้วยการยอมรับวัฒนธรรมอื่นเรียนรู้และเข้าใจความหลากหลายทางสังคมอย่างเสมอภาคโดยแท้จริง โดยยังคงรักษาความเป็นอัตลักษณ์ของความเป็นไทยอยู่อย่างกลมกลืน ซึ่งจะเป็นพื้นฐานของความร่วมมือในภูมิภาคยั่งยืน การกล่อมเกลาทางสังคมจากแบบเรียนระดับประถมศึกษาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว - พัฒนาการทางสังคมของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชรลาว สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นบ้านเมืองที่มีพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ยาวนานจากรัฐศักดินาสู่รัฐอาณานิคมและสาธารณรัฐสังคมนิยมในปัจจุบัน ลาวตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสอย่างสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2436 เนื่องจากวิถีทางผลิตของลาวยังล้าหลังอยู่ ฝรั่งเศสจึงตักตวงผลประโยชน์จากการทำเหมืองแร่ดีลุก ขูดรีดภาษี เก็บส่วย และเกณฑ์แรงงานมาสร้างถนน ยุทธศาสตร์สายสำคัญทำให้ประชาชนลาวลุกต่อต้านฝรั่งเศส รวมกันเป็นแนวลาวรักชาติ ยึดมั่นโยบายโค่นล้มจักรวรรดินิยมล้มล้างระบอบศักดินา โดยได้รับความช่วยเหลือจากพรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีน - การศึกษากล่อมเกลาทางสังคมลาว การเรียนรู้ของกลุ่มบุคคลชั้นสูงที่ประกอบไปด้วยพระมหากษัตริย์ ราชวงศ์ขุนนางและข้าราชการมีการศึกษาในเขตพระราชวัง สำหรับกษัตริย์ทรงศึกษา 2 ด้าน คือ วิชาการปกครองหรือคดีโลกและวิชาธรรม คดีโลกคือการเสด็จออกผนวชเป็นพระภิกษุ ตามประเพณีของเจ้านายลาว เมื่อบุตรหลานเจ้านายโตมีอายุได้ 5 หรือ 6 ขวบจัดให้เรียนหนังสือลาวเมื่ออ่านได้แล้ว จังเรียนหนังสือธรรมหรือบาลีเป็นขั้นตอนต่อไปเพื่อให้มีความรู้ด้านการปกครอง วรรณคดี อักษรศาสตร์ คณิตศาสตร์และอื่นๆซึ่งต้องเรียนจากวัดหรือตำราที่เป็นภาษาบาลี การศึกษาของขุนนางและข้าราชการแบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายคือ ฝ่ายทหารต้องเรียนรู้เรื่องการทำสงครามและฝ่ายพลเรือน สตรีที่เป็นชนชั้นสูงในสังคมลาวไม่มีโอกาสเล่าเรียนเหมือนผู้ชาย แต่จะได้รับการหล่อหลอมงานการบ้านการเรือนเท่านั้น กล่าวได้ว่าการศึกษาสำหรับบุคคลชั้นสูงในสังคมลาวเป็นการศึกษาของพระมหากษัตริย์ เพื่อเป็นเครื่องกล่อมเกลาทางจริยธรรมและการศึกษาของขุนนางและข้าราชการฝ่ายทหารและพลเรือนการศึกษาของชนชั้นสูงเป็นลักษณะเฉพาะคือถูกกล่อมเกลาเพื่อเอื้อต่อฐานะและบทบาทของสังคมคือในชนชั้นสูงต้องทำตามแบบประเพณีวัฒนธรรมที่มีมาอยู่แล้วตั้งแต่อดีตที่สังคมให้การยอมรับนับถือให้เป็นชนชั้นสูงที่ในสายตาของประชาชนต้องสูงส่ง มีการศึกษาที่ดีและเป็นเงื่อนไขและค่านิยมทางสังคมเป็นตัวกำหนด สามัญชนหรือไพร่ในสังคมลาว มีการหล่อหลอมกล่อมเกลา 2 ลักษณะคือการเล่าเรียนจากวัดและการเรียนรู้ภายในครอบครัว การเล่าเรียนจากวัดเป็นการเรียนรู้ด้วยการบวชเรียนในพระพุทธศาสนาหรือเรียนโดยไม่ต้องบวช แสดงให้เห็นว่าการศึกษาสำหรับสามัญชนเป็นการหล่อหลอมกล่อมเกลาด้วยการบวชเป็นพระภิกษุหรือสามเณร วัดเป็นที่ศึกษาวิชาการต่างๆ โดยมีครูผู้ชำนาญการค้าวิชาต่างๆ ตั้งเป็นสำนักขึ้นโดยไม่เสียค่าเล่าเรียนแต่ต้องไปปรนนิบัติครู ส่วนการเรียนรู้ภายในครอบครัวส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงถูกจัดให้เรียนทอผ้าและทำงานบ้านต่างๆอยู่ในบ้านไม่ได้ออกมาสู่นอกโลก (สาธารณะชน) เลย เดิมที่การศึกษาของลาวศึกษากันภายในวัด ภายหลังฝรั่งเศสจัดให้มีการศึกษาแบบอาณานิคมขึ้นโดยใช้ภาษาฝรั่งเศสไม่ได้ให้ความสนใจกับภาษาลาว ฝรั่งเศสได้ปกครองประเทศลาวฝรั่งเศสก็ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาการศึกษามากนัก ฝรั่งเศสเริ่มประกาศให้มีกฎหมายว่าด้วยการศึกษาภาคบังคับสำหรับชาวลาวขึ้นเป็นระยะ 3 ปี ฝรั่งเศสได้สร้างโรงเรียนขึ้นที่นครหลวงพระบางเป็นครั้งแรก นโยบายการศึกษาของฝรั่งเศส คือ ทำให้ประชาชนลาวเชื่อฟังและนิยมฝรั่งเศสทำให้สะดวกต่อการปกครองแต่ประชาชนลาวเป็นคนไม่ชอบเรียนรู้ ภูมิประเทศก็ไม่สะดวกในการจัดการระบบการศึกษา บรรดาพระสงฆ์ในลาวไม่อยากสอน ในความเป็นจริงการศึกษาของลาวที่ล้าหลังเนื่องมาจากฝรั่งเศสไม่มีนโยบายที่ส่งเสริมและลงทุนทางการศึกษาให้กับลาว ฝรั่งเศสได้บริการศึกษาแบบข้าทาสเข้ามา การศึกษารูปแบบเดิมคือการศึกษาในวัดฝรั่งเศสไม่ให้เด็กบวกเรียนในพุทธศาสนา นโยบายทางด้านการศึกษาและการกล่อมเกลาของรัฐ ด้วยนโยบายการศึกษา สถาบันวิทยาศาสตร์ศึกษา กระทรวงศึกษาได้ผลิตตำราสำหรับนักเรียนระบบสามัญชั้นประถมการศึกษา ระดับประถมศึกษาเป็นระบบ 5 ปี จาก ป.1-ป.5 รัฐใช้แบบเรียนกล่อมเกลาเยาวชนลาวดังนี้ -การกล่อมเกลาทางการเมืองเพื่อให้เยาวชนมีความกระตือรือร้นต่อระบอบการปกครองใหม่รักประเทศชาติ เชื่อมั่นและศรัทธาต่อพรรคและรัฐ ตลอดจนผู้นำกองทัพ รับรู้ใครคือมิตรและศัตรูมีความกล้าหาญและเสียสละ -กล่อมเกลาคุณสมบัติให้เยาวชนลาว มีความตื่นตัว กระตือรือร้นในการเรียน การทำงาน มีความขยันหมั่นเพียรและอดทน เชื่อฟังคำสอนมีความกตัญญูรับรู้ในคุณงามความดีของบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์แก่ประเทศ รักษาความสะอาด รู้จักการประหยัด รักทรัพยากรและความอุดมสมบูรณ์ของประเทศ -เพื่อกล่อมเกลาให้ซึมซับและรับรู้วัฒนธรรมของชาติตระหนักเห็นคุณค่าและร่วมกันอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม -เพื่อกล่อมเกลาให้ตระหนักถึงความสำคัญในการออกแรงทำงานเพื่อเพิ่มพูนทางเศรษฐกิจ พรรคและรัฐได้ตระหนักถึงปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจหลายประการ จึงจำเป็นต้องปลุกเร้าให้เยาวชนเป็นผู้เห็นคุณค่าและความสำคัญของการทำงาน มีความขยันอดทน มีการพึ่งตนเองทางเศรษฐกิจและรู้จักการประกอบอาชีพ การกล่อมเกลานี้มีจุมุ่งหมายเพื่อสำนึกร่วมต่อประเทศชาติ เป็นการสร้างและปลุกเร้าจิตสำนึกของพรรคและรัฐ เพื่อที่จะให้ประชาชนในประเทศลุกขึ้นมาเพื่อให้รักประเทศเป็นการปลูกฝังให้เยาวชนเห็นความสำคัญและตระหนักถึงบทบาทในการสืบทอดและรักษาประเทศชาติเพื่อให้ตระหนักและรับรู้เกี่ยวกับประเทศได้หวงแหนต่อบ้านเมืองที่บรรพบุรุษได้ต่อสู้กับศัตรู บ้านเมืองจึงอยู่รอดปลอดภัย กล่าวได้ว่าการปลูกฝังและหล่อหลอมเพื่อรับรู้และการตระหนักในระบอบการปกครองใหม่ แบบเรียนต้องการให้เยาวชนมีความศรัทธาและทัศนคติที่ดีเห็นความสำคัญถึงภาระและบทบาทของการปกครองในการพัฒนาสร้างสรรค์ประเทศชาติและนำเสนอเพื่อรับรู้ว่าเป็นแนวทางใหม่ที่นำสังคมไปสู่ความก้าวหน้าอย่างมั่นคง การรับรู้ถึงความสำคัญของพรรคและรัฐบาลนั้น คือ การสำนึกในคุณงามความดีของพรรคและรัฐบาลที่ได้มีบทบาทในการต่อสู้ปลดปล่อยประเทศการพัฒนาประเทศตามปนวทางสังคมนิยมนำความเจริญและความอยู่ดีกินดีมาสู่สังคม การกล่อมเกลาเรื่องผู้นำให้กับเยาวชน คือ การปลูกฝังความรักความศรัทธาให้เกิดขึ้นก่อนเป็นประการสำคัญเนื่องจากมีการปกครองแบบพรรคและรัฐคือว่าเป็นผู้นำเพื่อการรับรู้และเป็นสำนึกร่วมหรือสัญลักษณ์ทางสังคม ดังนั้นเยาวชนในระบอบใหม่จึงต้องมีความรักต่อผู้นำ รวมไปถึงด้านอื่นๆด้วย การกล่อมเกลา เพื่อให้รับรู้ว่ากองทัพประชาชนลาวในอดีตปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญเสียสละจนสามาตรนำเอาเอกราชอธิปไตยมาให้กับประชาชน แบบเรียนต้องตอกย้ำให้ทราบว่าทหารอันหมายถึงนักรบปฏิบัติที่มีความผูกพันธ์กับกองทัพ ซึ่งทหารนั้นก็เป็นประชาชนลาวที่มีความสำคัญต่อประเทศ การกล่อมเกลาเพื่อให้เยาวชนได้ตระหนักและเห็นความสำคัญของบุคคลที่เสียสละอุทิศต่อการปฏิบัติเป็นผู้มีบทบาทในการปลดปล่อยประเทศให้ได้รับเอกราชเยาวชนลาวต้องรู้สำนึกต่อบุญคุณที่มีส่วนทำให้ประเทศและเยาวชนมีความสงบสุข สิ่งที่เยาวชนแสดงออกถึงการสำนึกในคุณงามความดีคือการมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สังคมในระบอบการปกครองใหม่อย่างกระตือรือร้นและมีความเคารพรักคอยช่วยเหลือผู้พิการ ดูแลครอบครัวผู้ที่เสียสละอุทิศตนเพื่อการปฏิวัติ การหล่อหลอมกล่อมเกลาเรื่องศัตรูเพื่อปลุกเร้าอคติให้มีความเกลียดชังและความโกรธแค้นเนื่องจากศัตรูเป็นผู้สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนลาวและประเทศชาติทำลายชีวิตและทรัพย์สิน กอบโกยทรัพยากรและสร้างความแตกแยกในสังคม ต้องลุกขึ้นต่อสู้และประณามศัตรู ประชาชนต้องมุ่งหวังให้ประเทศชาติมีสันติภาพและความเป็นปกติสุข ต้องรับรู้ถึงภาพของศัตรูเป็นการสร้างสำนึกของความโกรธแค้นชิงชัง เนื่องจากนำความเดือดร้อน ความสูญเสียและปัญหาต่างๆมาสู่สังคม การกล่อมเกลาทางด้านพลเมืองเพื่อให้เยาวชนลาวมีความรักความสามัคคีต่อกันไม่ดูหมิ่นดูแคลนระหว่างเชื้อชาติเป็นปัจจัยให้กับการสร้างชาติ สร้างสรรค์ระบอบสังคมนิยมเพราะความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทางเชื้อชาติ ดังนั้นเนื้อหาในแบบเรียนได้นำเสนอเนื้อหาที่มุ่งประเด็นความรักสามัคคี ละเว้นการดูหมิ่นเหยียดหยามระหว่างชาติพันธุ์ และคือว่าชนเผ่าที่หลากหลายเป็นชนชาติลาวด้วยกัน มีสายสัมพันธ์และอาศัยบนแผ่นดินแห่งนี้มาเป็นเวลานาน จุดประสงค์ดังกล่าวเพื่อสร้างสมานฉันท์และสำนึกร่วมทางสังคม นำไปสู่การพัฒนาประเทศ การกล่อมเกลาเรื่องความสามัคคีเพื่อปลูกฝัง เยาวชนลาวได้ตระหนักและรับรู้ว่าภายหลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ประเทศชาติต้องการความสมัครสมานสามัคคีด้านเชื้อชาติความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เป็นการปลุกเร้าให้เยาวชนลาวเกิดคุณค่าใหม่ทางสังคมที่เน้นความสามัคคีรักใคร่ปองดอง เข้าอกเข้าใจไม่ดูหมิ่นหรือชิงชังระหว่างเชื้อชาติ การกล่อมเกลาเยาวชนทางการเมืองเป็นการนำเสนอเรื่องราวเพื่อสร้างสำนึกความเป็นชาติภายใต้ระบอบการเมืองการปกครองใหม่ที่มีพรรคประชาชนปฏิวัติลาวเป็นผู้ควบคุมกลไกทางสังคม มุ่งหล่อหลอมคุณค่าทางหารเมืองให้เกิดขึ้นเป็นที่น่าสังเกตว่าสิ่งที่พรรคและรัฐบาลมุ่งหวังนั้น ล้วนสร้างความรักความศรัทธาต่อองค์กรทางการเมืองเป็นประการสำคัญ การปลูกฝังกล่อมเกลาคุณสมบัติใหม่ถือว่าเป็นคุณลักษณะของบุคคลในระบอบสังคมนิยมพรรคและรัฐได้ใช้ปัจจัยและเงื่อนไขในการสร้างสรรค์ที่พรรคและรัฐไม่อาจจะได้คือ การศึกษานำมาเป็นเครื่องมือในการกล่อมเกลาเยาวชนลาวรุ่นใหม่ รัฐบาลเอาใจใส่ต่องานศึกษาเพื่อผลิตคนรุ่นใหม่ให้เป็นพลเมืองดี มีความรู้มีจิตใจรักชาติ รักระบอบการปกครองใหม่ รักและสามัคคีกับประชาชนลาวเผ่าอื่นๆ เป็นการปลูกฝังให้เกิดคุณลักษณะใหม่ขึ้นมา การหล่อหลอมเยาวชนในการออกแรงงานทำงานเพื่อเพิ่มผลผลิตของพรรคและรัฐ กล่าวได้ว่าเป็นความพยายามของรัฐที่จะสร้างสรรค์สังคมนิยมบนพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างจำกันและล้าหลังแต่พรรคและรัฐเชื่อมั่นว่าการผลักดันปลุกระดมกลุ่มคนในสังคมดังกล่าว เป็นปัจจัยนำไปสู่ความสัมฤทธิ์ผลดังนั้นที่เป็นเยาวชนเป็นส่วนหนึ่งของสังคมจึงมีบทบาทและหน้าที่ต่อพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เนื่องจากรัฐตระหนักดีว่าพลังเยาวชนมีความสำคัญต่อการสร้างสรรค์สังคม สร้างสรรค์เศรษฐกิจ ทำหน้าที่ปลูกฝังอบรม เพื่อสร้างสำนึกร่วมทางสังคมด้านการออกแรงทำงานด้วยมันสมองและแรงกายของพรรคและรัฐให้กับเยาวชนลาว เป็นความจำเป็นและเร่งด่วนเพื่อเตรียมเยาวชนรุ่นใหม่ให้เป็นผู้มีอุปนิสัยใจคอแบบใหม่ประกอบด้วยความขยันหมั่นเพียร รักการทำงานมีทิศนคติที่ดี รวมไปถึงคุณค่าของการรับรู้สำนึกต่อผู้ออกแรงทำงานที่ทำเป็นประโยชน์แก่สังคม เหล่านี้คือเป็นคุณค่าดีงามที่พึงประสงค์ของรัฐให้บังเกิดขึ้นในตัวของเยาวชนลาว กล่าวได้ว่าการกล่อมเกลาเยาวชนนั้นรัฐมุ่งหวังว่าเยาวชนรุ่นใหม่พร้อมใจในด้านความรู้และความสามารครอบด้าน มีพลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรง มีคุณสมบัติและศีลธรรมแบบใหม่ที่เต็มไปด้วยความรัก ความหวงแหนประเทศชาติบ้านเมือง รักระบอบการปกครอง รักประชาชนพลเมือง มีความขยันหมั่นเพียร รักการทำงาน มีระเบียบวินัยรู้จักประโยชน์และเสียสละเพื่อส่วนร่วม มีความกตัญญูรับรู้บุญคุณ และรักสภาพภูมิประเทศตลอดจนความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากร เยาวชนลาวก็ได้พร้อมใจกันอุทิศตนเพื่อปกป้องรักษาและการสร้างชาติให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป จากบทความของนักวิชาการศึกษาวิเคราะห์แบบเรียนวิชาสังคมศึกษาของ สปป. ลาวและไทย ซึ่งทำให้รู้ว่าแบบเรียนวิชาสังคมศึกษา สปป. ลาว ได้สอนเยาวชนอย่างมีทิศทาง สอนให้รู้รอบด้าน สอนให้รักประเทศชาติ รักระบอบการปกครอง รักผู้นำ หวงแหนทรัพยากรของชาติ รักภาษา รักพ่อ รักแม่ รักการใฝ่รู้ รู้คุณค่าในการทำงาน รู้จักรับผิดชอบไม่เกียจคร้าน ไม่รักความสบาย ไม่ฟุ่มเฟือย รู้จักออกแรงทำงานด้วยสมอง และมือตีน จะเห็นได้ว่าการศึกษาของลาวนั้นรัฐบาลจะเป็นผู้กล่อมเกลาเยาวชนของประเทศได้เชื่อฟังและทำเป็นแบบอย่างที่ดีและก็น่ายกย่องเยาวชนในประเทศก็มีความสำนึกในการรักชาติของตนสอนสิ่งที่ดีๆ ถึงแม้ว่าประเทศลาวจะถูกรุกรานจากประเทศฝรั่งเศสเป็นประเทศที่ตกอยู่ในอาณานิคมของต่างชาติแต่เพราะอุดมการณ์ แนวความคิดของรัฐบาลในประเทศลาว ทำให้เยาวชนปฏิบัติตาม มีความสามัคคีกันจึงสามารถที่จะต่อสู้กับเรื่องคุกคามต่างๆอยู่รอดมาจนถึงปัจจุบันนี้ ถึงแม้ว่าลาวจะเป็นประเทศที่ด้อยพัฒนา แต่วิถีการดำเนินชีวิตของชาวลาวก็ยังคงศักยภาพและประชาชนในประเทศลาวมีความฉลาดมากมีไหวพริบดี เพราะอุดมการณ์การสร้างชาติของรัฐเป็นตัวกำหนดความเป็นไปของสังคม แต่แบบเรียนสังคมของไทยสอนให้มีความรู้และให้รักชาติแบบเห็นแต่ความยิ่งใหญ่ของชาติไทยของคนไทยและเอกลักษณ์ของชาติไทยในแง่มุมดีสวยงามที่สุดที่วิชาแบบเรียนสังคมศึกษาของไทย จำขังเด็กไทย / คนไทยให้มีอคติต่อชนชาติอื่นๆและมองประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่บ้านใกล้เรือนเคียงเป็นศัตรูไปหมด ไม่ยอมมองประเทศอื่นว่าเขาเป็นยังไง และสอนให้คนไทยเย่อหยิ่งในศักดิ์ศรีของคนไปรบกับประเทศเพื่อนบ้านก็มักจะชนะอยู่บ่อยๆและสามารถยึดเมืองได้ ดูแคลนคือสอนให้ดูแคลน ประเทศเพื่อนบ้านว่าเป็นประเทศที่ด้อยพัฒนามีสงครามรบกันและประเทศไทยไม่เป็นมิตรกับเพื่อนบ้านแม้กระทั่งประเทศลาวที่อยู่ติดกัน มองว่าการศึกษาในไทยเป็นการสร้างชาติอุดมการณ์ของรัฐ ในแบบเรียนสังคมศึกษาประวัติศาสตร์ได้เขียนขึ้น พาดพิงถึงประเทศเพื่อนบ้านในทางที่ไม่ดี แต่กลับยกย่องประเทศตัวเองว่าดี สวยงามทุดอย่างไปรบก็ชนะไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของใครเห็นได้จากหนังสือแบบเรียนชั้นประถมศึกษา เมื่อเด็กได้ศึกษาก็ทำให้เกียจประเทศเพื่อนบ้านเป็นสัตรูกันและหยิ่งว่าเองเก่งดีมีครบกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้เด็กเยาวชนของไทยไม่หันมอง ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับเรื่องราวของประเทศเพื่อนบ้านที่แท้จริงเป็นอย่างไร ทำให้เกิดปัญหาต่างๆตามมาอย่างเช่น เพราะความไม่เข้าใจกันจึงทำให้เกิดการเผาสถานทูตไทยในกัมพูชา การศึกษาในไทยปัจจุบันเยาวชนไทยทุกวันนี้คิดว่าตัวเองเจริญแล้วบ้านเมืองมันก็เลยไม่พัฒนาคือหยุดอยู่กับที่ ถ้าให้เปรียบคือการศึกษาของเราก็เทียบกับลาวแล้วก็กัมพูชาแต่เวียดนามนะเค้าแซงเราไปแล้วตอนนี้ที่เวียดนามมีนักศึกษาจบปริญญาเอกด้านคณิตศาสตร์หกร้อยกว่าคนแต่ที่ไทยมีคนจบการศึกษาด้านนี้แค่ประมาณไม่ถึงห้าสิบคน เห็นอย่างนี้แล้วก็หดหู่ใจนะมันอยู่ที่เยาวชนว่าจะทำให้บ้านเมืองในอนาคตเป็นอย่างไง ถ้ารัฐบาลพัฒนาแล้วแต่เยาวชนไม่ทำอะไรก็ช่วยไม่ได้หรอกก็แค่อยากให้รู้ว่าในปัจจุบันนี้บ้านเมืองมันด้อยลงทุกวันแล้วไม่ต้องไปเรียนกับอังกฤษหรืออเมริกาเปรียบกันไม่ติด |
| วันฟ้าใม่ | ||
ชีวิตต้องสู้ |
||
|
View All |
||