พิมพ์หน้านี้
|
อุดมการณ์ ? สายฝนที่ตกลงมาโปรยปรายสร้างความชุ่มช่ำ ต้นไม้เบื้องนอกดูเขียวชอุ่มมีชีวิตชีวาขึ้นทันตาเห็น ตรงกันข้ามกับรถราบนท้องถนนเริ่มชะลอความเร็ว ค่อยๆ คืบคลานไปทีละนิดๆ คนกรุงส่วนใหญ่ไม่ค่อยชอบฝน ยามเมื่อพวกเขาต้องมีชีวิตอยู่กับความเร่งรีบ เพราะมันนำมาซึ่งความเฉอะแฉะและการจราจรติดขัด ตรงกันข้ามกับสายฝนเช่นนี้หากไปตกอยู่ในจังหวัดห่างไกลสักหน่อย มันหมายถึงชีวิตใหม่ที่พร้อมจะงอกเงยเติบโต ระหว่างครุ่นคิดถึงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว เสียงเคาะประตูได้เรียกนิรันดร์กลับสู่ความเป็นจริง งานที่ต้องเซ็นคั่งค้างกองสุมอยู่บนโต๊ะ นี่ก็ใกล้สิ้นเดือนแล้วยังมีหลายสิ่งหลายอย่างให้เขาต้องสะสาง ทั้งงบประมาณประจำหน่วย เงินเดือนลูกน้อง บิลค่าน้ำมัน เบี้ยเลี้ยง และอื่นๆ อีกจิปาถะ งานของเขามักจะยุ่งอย่างนี้เสมอ วันๆ แทบไม่มีเวลาพักผ่อน ต่างจากสมัยก่อนลิบลับ เสี่ยมาขอพบครับ จะให้เข้ามาเลยหรือเปล่าครับ ลูกน้องรายงาน เมื่อเขาพยักหน้าจึงกลับออกไปเชื้อเชิญ แขกคนที่ถูกพูดถึงคือ เสี่ยประวิทย์ นักธุรกิจผู้กว้างขวางผู้ร่ำรวยเงินทองและมิตรสหาย เขาเป็นคนใจนักเลงเติบโตมาด้วยการทำธุรกิจสีเทา อาศัยช่องโหว่ของกฎหมายกอบโกยผลประโยชน์เข้ากระเป๋าตัวเอง เขามีชื่อเข้าไปพัวพันกับซ่องโสเภณี บ่อนการพนัน และค้ายาเสพติด จึงจำเป็นต้องรู้จักคนดังๆ ในแทบทุกวงการ อย่างน้อยการคบเพื่อนไว้ย่อมดีกว่าบ่มเพาะศัตรู สวัสดีครับท่านผู้กำกับ เสี่ยประวิทย์ยกมือไหว้นอบน้อม เขาหนีบกระเป๋าถือใบใหญ่ไว้ข้างตัว พร้อมกับถือวิสาสะนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม สายตาสอดส่ายไปทั่วห้องเป็นการแก้เขินมากกว่าจะสังเกตสังกาจริงๆ จังๆ เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังนั่งนิ่งไม่พูดจาทักทาย เสี่ยประวิทย์เป็นเช่นนี้เองเขาเป็นนักธุรกิจที่ช่ำชองหมากกลการขาย เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังเฉยเมยเขาก็ไม่เปิดเกมรุก เพื่อให้อีกฝ่ายต้องอึดอัด เขารอมานานกว่านี้มากมายนัก จึงไม่ต้องรีบร้อนเอาเมื่อใกล้เวลาสุกงอม ผมมาเรื่องที่เคยคุยกันไว้ สถานบริการ... นิรันดร์หมุนตัวมองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง ฝนตกลงมาเป็นสายหนักขึ้นเหมือนม่านน้ำตก หวนคิดไปถึงชีวิตในวัยเด็ก ทุกครั้งที่ฝนตกเขาจะวิ่งออกไปเล่นน้ำฝนจนตัวเปียกชุ่ม เมื่อกลับเข้าบ้านก็จะถูกแม่ด่าและตี จบลงด้วยอาการหวัด ขณะที่พ่อได้แต่นั่งมองแล้วหัวเราะ พ่อเป็นเช่นนี้เองไม่ค่อยพูด แววตาที่มองมาเต็มไปด้วยความรักและเอ็นดู พ่อไม่ดุ ไม่ห้าม แต่จะสอนในสิ่งที่ผิดพลาดให้จดจำเป็นบทเรียน ในวัยเด็กเขารักพ่อมาก แต่เทิดทูนแม่มากกว่า เพราะแม่เป็นคนที่เลี้ยงดูเขามาอย่างใกล้ชิด ครอบครัวของนิรันดร์อยู่ในฐานะปานกลาง ไม่ร่ำรวยอะไร พ่อเป็นตำรวจชั้นประทวนอยู่ฝ่ายสืบสวน จึงอยู่บ้านไม่เป็นเวลา ประเดี๋ยวต้องออกไปทำงานตั้งแต่เช้าตรู่ กว่าจะกลับก็ปาเข้าไปดึกดื่น หรือบางครั้งหายไปหลายวัน นิรันดร์ไม่รู้ว่าพ่อมีชีวิตอยู่ได้อย่างไรกับงานลักษณะนี้ แต่เขาก็รักพ่อมากกว่าสิ่งอื่นใด แต่แล้วจู่ๆ สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อนิรันดร์อายุได้ 15 ปี เย็นวันหนึ่งขณะนั่งรอพ่อกลับมากินข้าวเย็นตามที่ได้สัญญาไว้ พ่อเป็นคนรักษาสัญญาเสมอ ไม่เคยมีครั้งไหนที่พ่อจะผิดคำพูด แต่อย่างน้อยก็ไม่ใช่วันนั้น เวลาผ่านไปชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่าพ่อก็ยังไม่กลับมา จนแม่ต้องบอกให้กินก่อน เขาค่อนข้างเศร้าเพราะนานๆ ครั้งครอบครัวของเขาจะได้กินข้าวเย็นพร้อมหน้าพร้อมตาสักครั้ง เกือบตี 2 มีตำรวจเพื่อนพ่อขี่รถจักรยานยนต์มาหาที่บ้านพร้อมกับข่าวร้าย นิรันดร์ถูกปลุกขึ้นมากลลางดึก แม่พาเขาพลุนพลันออกจากบ้านมุ่งตรงไปโรงพยาบาลในตัวเมือง สิ่งเดียวที่เขารู้ก็คือ พ่อถูกพ่อค้ายายิง ในใจของเด็กหนุ่มขณะนั้นไม่รู้สึกอะไรมากไปกว่า การไปเยี่ยมพ่อที่นอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล หารู้ไม่ว่าการเดินทางครั้งนั้น จะเป็นการเดินทางไปรับศพของพ่อบังเกิดเกล้า ความสูญเสียพ่ออันเป็นที่รักนำมาซึ่งความโศกเศร้า นิรันดร์ร้องไห้อยู่นานกว่าจะทำใจได้ และยอมรับความเป็นจริงว่า จากนี้ต่อไปจะไม่มีพ่ออยู่ในบ้านอีกแล้ว ขณะเดียวกันก็นำความเปลี่ยนแปลงมาสู่แม่ จากคนที่พูดมากกลายเป็นคนเก็บตัว การดุด่าสั่งสอนกลายเป็นความเกรี้ยวกราดอย่างไร้เหตุผล นิรันดร์ไม่รู้ว่าเหตุใดแม่ถึงเปลี่ยนไปได้มากขนาดนั้น หรืออาจจะเป็นเพราะภาระรับผิดชอบทั้งหมดตกอยู่ที่แม่เพียงคนเดียว ไหนจะค่าเช่าบ้าน ค่าเล่าเรียนเขากับน้องอีก 2 คน คงทำให้แม่ต้องเหนื่อยมากขึ้น บ้านหลังเล็กแถบชานเมืองที่ครั้งหนึ่งอยู่พร้อมหน้าพ่อ แม่ ลูก อบอวลไปด้วยความสุขหาไม่ได้อีกต่อไป นิรันดร์เกลียดพ่อค้ายาจับใจ เขาตั้งปณิธานเอาไว้ว่าโตขึ้นจะเป็นตำรวจ ปราบปรามพวกนอกกฎหมายทั้งปวง โดยเฉพาะพ่อค้ายาเสพติดที่ทำให้ชีวิตครอบครัวต้องแตกสะบั้น ด้วยความตั้งใจแน่วแน่นิรันดร์เรียนจนจบ ม.6 แล้วเข้า กทม.ศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยเปิดชื่อดัง เลือกลงคณะนิติศาสตร์หวังว่าจะเป็นเส้นทางไต่เต้าไปถึงอาชีพที่เขาตั้งใจไว้ ไม่นานนิรันดร์ก็ได้เป็นตำรวจสมใจ เขาเลือกอยู่ฝ่ายสืบสวนเหมือนพ่อ อุดมการณ์อันแรงกล้าสร้างผลงานด้านการปราบปรามให้นิรันดร์อย่างมาก แต่แล้วยิ่งเดินอยู่บนเส้นทางอาชีพนี้มากเท่าไร ก็ทำให้เขาได้รับรู้แก่นแท้มากยิ่งขึ้น ความตั้งใจทำงานเพียงอย่างเดียวไม่อาจยังความก้าวหน้าได้ ตลอดจนข้อเท็จจริงที่ว่ามีคนจำนวนไม่น้อยยอมเสียเงินแลกกับการเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ของพวกเขา ยิ่งได้รับรู้มากเท่าไรนิรันดร์ก็เจ็บปวดมากเท่านั้น อุดมการณ์วัยเยาว์ถูกสั่นคลอนและกลายเป็นบทพิสูจน์กำลังใจ เขาบากบั่นต่อสู้กับโจรผู้ร้ายยังไม่เหน็ดเหนื่อยเท่าต่อสู้กับความเพิกเฉยในตัวบทกฎหมาย จนกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กร การปฏิเสธต่อสิ่งผิดทำนองคลองธรรมแทนที่จะได้รับคำยกย่องสรรเสริญ กลับเป็นความชิงชังหยามเหยียดแทน ไม่นานเขาก็กลายเป็นแกะดำในคนหมู่มาก สิ่งเดียวที่ทำให้มีกำลังใจต่อสู้ต่อไปก็คือแม่ผู้ชรา ... ว่ายังไงครับ ท่านผู้กำกับ ตัดสินใจได้หรือยัง คำพูดของเสี่ยประวิทย์เรียกนิรันดร์กลับสู่ประเด็นที่คุยค้างอยู่ เขายังไม่ตัดสินใจเพียงแต่เหลียวมามองคู่สนทนาแวบเดียว เขาชิงชังแววตาและริมฝีปากของนักธุรกิจผู้หากินกับช่องโหว่ของกฎหมาย มันเปรียบได้กับแววตาของแร้งที่กระหายจ้องจับเหยื่อที่ใกล้สิ้นใจ เขารังเกียจแม้กระทั่งลมหายใจที่ต้องสูดอากาศร่วมห้องกับนักธุรกิจเหล่านี้ นิรันดร์ยังจ่อมจมอยู่ในภวังค์ อาชีพการงานของเขาก้าวหน้าอย่างกระท่อนกระแท่น นอกจากจะได้รับความเกลียดชังจากเพื่อนร่วมงานและลูกน้องแล้ว เขายังถูกมองข้ามจากสายตาของผู้บังคับบัญชา เมื่อเหนื่อยมากเข้าเขาก็ลากลับไปบ้านเกิด ด้วยหวังว่าความรักความอบอุ่นในวัยเด็กในบ้านหลังเล็กจะช่วยทำให้เขารู้สึกดีขึ้น แต่เขาคิดผิดถนัด บ้านหลังเล็กครึ่งไม้ครึ่งปูนยังคงสภาพเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ยกเว้นความทรุดโทรมตามกาลเวลาที่ล่วงผ่าน แผ่นสีกระเทาะลอกแตกเป็นขุย นอกนั้นทุกสิ่งทุกอย่างยังคงอยู่ที่เดิมของมันอย่างที่เคยเป็น เขากับแม่นั่งกินข้าวบนโต๊ะที่ซึ่งครั้งหนึ่งเขานั่งรอพ่อกลับมากินข้าวเย็น สายตาฝ้าฟางของแม่จับจ้องมาเป็นประกาย น้ำตาไหลอาบแก้ม พร้อมกับรอยยิ้มที่บอกไม่ถูกว่าจะดีใจหรือเศร้าใจกันแน่ ลูกต้องเป็นคนดีนะ อย่าเหมือนพ่อ คำพูดประโยคนี้ทำให้นิรันดร์สะอึก วางช้อนลงดื่มน้ำ แล้วจ้องมองแม่บังเกิดเกล้าด้วยแววฉงน วันนั้นนิรันดร์ได้รู้สาเหตุที่แท้จริงที่เขาไม่เคยรู้มาเลยตลอดชีวิตที่ผ่านมา สาเหตุที่พ่อถูกพ่อค้ายายิงตายเกิดจากแย่งผู้หญิงคนเดียวกัน แล้วความจริงก็พรั่งพรูออกมาจากปากของแม่ผู้ชรา
เย็นวันนั้นพ่อของเขาเสร็จจากงานแล้วไปนั่งรอผู้หญิงคนหนึ่งที่ห้องอาหารในโรงแรมแห่งเดียวของจังหวัด เธอเป็นนักร้องสาวดาวรุ่ง เป็นที่หมายปองของทุกคน ว่ากันว่าคืนหนึ่งๆ เธอได้เงินค่าพวงมาลัยหลายหมื่นบาท มากพอสำหรับความเป็นอยู่หรูหราในหัวเมืองเล็กๆ แถบภาคเหนือ ขณะที่ไปพ่อเมาแล้วบังเอิญไปพบเข้ากับพ่อค้ายาเสพติดกับลูกน้องกลุ่มใหญ่ หลายครั้งมาแล้วที่พ่อพยายามหาหลักฐานมาจับกุม แต่ไม่เป็นผล ทั้งคู่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมานาน สุดท้ายยังมาชอบนักร้องคนเดียวกันอีก คืนนั้นต่างฝ่ายต่างเกทับกันและกัน มีการพูดจาแขวะอีกฝ่าย สุดท้ายจบลงด้วยความตายของนายดาบตำรวจ เขาถูกจ่อยิงเข้าท้ายทอยขณะเข้าห้องน้ำ !!! นิรันดร์เพิ่งมารู้เอาตอนนี้เองว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ช่วงที่พ่อกลับบ้านดึกบางครั้งก็อยู่กับนักร้องสาวพราวเสน่ห์คนนั้น ความทุ่มเทในการทำงานกลายเป็นข้ออ้างเวลาพูดกับคนในครอบครัว หลายต่อหลายครั้งที่แม่ต้องแอบร้องไห้เงียบๆ โดยที่เขาเองตอนนั้นก็ไม่เข้าใจ ด้วยความเทิดทูนและกริ่งเกรงแม่ ทำให้เกิดช่องว่าง เขาไม่สามารถเข้าไปปลอบประโลมและสอบถามได้ว่า เหตุใดแม่ถึงร้องไห้ออกมา แต่วันนี้เขารู้สาเหตุที่แท้จริงแล้ว ตั้งแต่วันที่นิรันดร์กลับบ้านครั้งล่าสุด เขามุ่งมั่นทำงานมากขึ้น ทุ่มเทชีวิตที่เหลือให้กับงานและงาน กระทั่งได้รับการเลื่อนขั้นขึ้นเป็นลำดับ แต่ก็เป็นไปตามระบบอาวุโสมากกว่าจะเกิดจากผลงานที่โดดเด่น ไม่นานนักเขาก็เบื่อหน่ายที่จะต้องวิ่งจับโจรลักเล็กขโมยน้อย พ่อค้ายาเสพติดขี้คล่อก ในขณะที่ตัวการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังยังเสพสุข เขาย้ายตัวเองมาทำงานด้านเอกสาร นั่งโต๊ะกำหนดนโยบายแทนการใช้กำลังอย่างเคย กระทั่งก้าวขึ้นเป็นผู้กำกับ ขณะที่เพื่อนหลายคนติดยศนายพลโก้เก๋มีหน้ามีตาในสังคม ตรงกันข้ามกับเขาที่นั่งรอเวลาเกษียณ ซึ่งก็ใกล้เข้ามาเต็มทน ขณะความคิดล่องลอยเขาก็ตัดสินใจได้ ดวงตาเป็นประกายจ้องมองเหมือนจะให้อีกฝ่ายหลอมละลายลงต่อหน้า เขาจะตวาดเสี่ยประวิทย์เสียงดังลั่น ที่รบเร้าอยากได้คำตอบเกี่ยวกับใบอนุญาตสถานประกอบการอาบ อบ นวด ขนาด 1,000 ห้อง พร้อมกับโยนเอกสารคำร้องปึกใหญ่ที่เสี่ยประวิทย์ยื่นเสนอมาลงกับโต๊ะเสียงดังโครมคราม เสี่ยประวิทย์ลนลานเก็บเอกสารออกจากห้องแทบไม่ทันตั้งตัว บัดนี้ ภายในห้องทำงานกลับสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง นิรันดร์นั่งเอนหลังหลับตาลงอย่างเหนื่อยหน่าย ริมฝีปากมีรอยยิ้มจางๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าหนีบของเสี่ยประวิทย์ที่ลืมทิ้งไว้บนโต๊ะ รูดซิปหยิบธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท ที่อัดแน่นอยู่เต็มกระเป๋าออกมาคลี่นับ !!! เรื่องสั้นโดย : ฟาน ภาพโดย : นัทพล ทิพย์วารีอมร
|
| กรุงเทพฯ-ปาย 1 | ||
กรุงเทพฯ-ปาย ขากลับจากเชียงใหม่เข้าลำปาง |
||
|
View All |
||