พิมพ์หน้านี้
|
นอนวัด เรื่องก่อนพูดถึงรถติดหล่มที่บ้านอีต่อง ก็เลยอยากจะเล่าต่อถึงตอนลากรถกลับขึ้นมาได้แล้ว จึงเป็นอันตกลงว่าผมกับคนขับรถจะย้อนกลับไปนอนวัด ที่อยู่ห่างออกไปเกือบ 10 กิโล เพราะเดินทางตอไปไม่ไหวแน่ๆ ทั้งมืด ทั้งเปลี่ยว ลำพัง ขับสว่างๆ ถนนโล่งๆ คนขับรถคู่บุญคู่กรรมมันยังหลง นับประสาอะไรกับโลกมืดป่าเปลี่ยวที่ไม่รู้จักอย่างนี้ พอถึงวัดก็ขึ้นไปกราบหลวงพี่เจ้าอาวาสบนกุฏิ ท่านยังหนุ่มยังแน่นอยู่ แต่เนื่องจากที่วัดมีพระไม่กี่รูป ด้วยเป็นวัดป่ากึ่งๆ สำนักสงฆ์ ท่านอนุญาตแถมหาของกินของใช้เท่าที่จำเป็นมาให้ ซึ่งก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าเสื่อเก่าๆ หมอนนิ่มๆ และผ้าห่มกลิ่นอับๆ เพราะคงไม่ค่อยมีใครมานานค้างอ้างแรมอย่างนี้ ที่จริงแล้วก็ไม่จำเป็นเท่าไร พวกผมมีถุงนอนติดตัวเสมอ พูดธุระปะปังบวกกับปัญหาที่เจอมาหมาดๆ ท่านก็ยิ้ม แล้วก็เล่าเรื่องอะไรต่อมิอะไรเกี่ยวกับป่าและสัตว์ป่าละแวกนี้ให้ฟัง ได้ยินแล้วขนลุกครับ เพราะเป็นป่าที่ยังสมบูรณ์อยู่ ขณะเดียวกันก็มีบ้านคนอาศัยอยู่บ้าง เรื่องชาวบ้านถูกสัตว์ทำร้ายมีให้ได้ยินอยู่เสมอ คิดๆ แล้วก็เสียวไส้ และยินดีในโชคที่ยังติดตัวอยู่ ทำให้รอดจนมานอนค้างที่วัด คุยกันพอสมควร 3 ทุ่มแล้ว คนหนุ่มเมืองกรุงเห็นว่ายังหัวค่ำ แต่บรรยากาศที่วัดไม่เป็นอย่างนั้นสิครับ สรรพสำเนียงของป่าระเบ็งเซ็งแซ่ จิ้งหรีด ตุ๊กแก ชะนี ร้องโหวกเหวก วัดก็ไม่มีไฟจึงต้องจุดเทียนพรรษาแทน เพราะน้ำมันก๊าดก็แพงสิ้นดี ที่สำคัญหายากครับ ต้องออกไปซื้อในตัวตำบลซึ่งก็ไกลอีก เจ้าอาวาสคงเห็นว่ามาจากกรุงเทพฯ ท่านก็เลยอดเป็นห่วงว่าจะนอนได้หรือเปล่า ผมเองเป็นคนไม่เรื่องมาก ติดจะลุยๆ ซะด้วยเลยไม่เป็นปัญหา คุยไปคุยมาคนขับรถนึกยังไงไม่รู้ถามโพล่งขึ้นมาเสียเฉยๆ ซะงั้น คนขับรถ : หลวงพี่ครับเมื่อก่อนที่นี่เป็นอะไร ? เจ้าอาวาส : นอกจากเป็นป่าแล้วก็เป็นป่าช้า !?!? หึ หึ ลืมบอกไปผมนอนกันบนศาลาวัดครับ ศาลาที่ยกพื้นสูงขึ้นมาราวเมตรเศษๆ ใต้ถุนคนลอดเข้าไปได้ แต่ต้องก้มหัวหน่อย พื้นเป็นไม้แผ่นใหญ่แต่เข้าพื้นไม่เรียบ ทำแบบลวกๆ มีร่องห่างระหว่างแผ่นเกือบนิ้ว มีฝาผนังด้านเดียว คือ ด้านที่ให้พระท่านนั่งทำพิธี นอกนั้นโปร่งโล่ง มองเห็นไปถึงไหนต่อไป ถ้าเป็นในเมืองมันก็คงไม่กระไรนัก แต่นี่มันกลางป่ากลางดอย คืบก็ป่า ศอกก็ป่า มืดทึบเหมือนเอาผ้าดำมาขึงไว้ เจ้าอาวาสท่านคงรู้ว่าพวกผมถึงจะกล้ายังไง เมื่อแปลกที่แปลกถิ่นก็คงออกขยาดๆ ท่านก็เลยเทศน์ให้เห็นถึงสัจธรรมว่าด้วยเรื่องการเกิด แก่ เจ็บ ตาย อ่า ความน่ากลัวมันก็อยู่ตรงนี้เองครับ แทนที่จะไม่คิด สมองมันก็เลยคิดตาม เจ้าอาวาส : คนเราเกิดมาเป็นมนุษย์ประกอบไปด้วย ดิน น้ำ ลม ไฟ ตายไปก็เน่าเปื่อยผุพัง ทำอะไรใครไม่ได้ จะไปกลัวทำไม อีกอย่างถ้าคิดให้ดีก็จะรู้ว่า ที่นี่ก็เหมือนที่อื่นๆ ถึงแม้จะเป็นป่าช้า แต่ที่อื่นๆ ก็มีคนตายมาแล้วทั้งนั้น เพียงแต่เราไม่รู้เอง อ่า คืนนั้นผมเข้าถึงสัจธรรมด้วยการนอนถ่างตาอยู่กับคนขับรถเกือบทั้งคืน มองหลังคาก็เห็นขื่อ นึกไปถึงผีแม่นาค มองออกไปข้างนอกก็จินตนาการเห็นต้นไม้ไหวเป็นรูปอะไรต่อมิอะไรเต็มไปหมด ปวดทุกข์หนักทุกข์เบาก็ไม่กล้าลุก ทนไม่ไหวจริงๆ ก็สะกิดบอกชวนกันไปเป็นเพื่อน ก่อนรุ่งสางราวตี 4 กว่าๆ พระท่านลุกขึ้นทำวัตรสวนมนต์ ทนง่วงไม่ไหวเลยพล็อยหลับไป กว่าจะตื่นอีกทีก็ปาเข้าไป 10 โมงเช้า เหตุการณ์ผ่านพ้นไปด้วยดี แต่ก็นับว่าเข้าตำรา "หนีช้างป่าเจอป่าช้า" ตอนตื่นแล้วยังนึกขำๆ แต่ตอนกลางคืนนั้นซิขำไม่ออกจริงๆ ครับ
|
| กรุงเทพฯ-ปาย 1 | ||
กรุงเทพฯ-ปาย ขากลับจากเชียงใหม่เข้าลำปาง |
||
|
View All |
||