พิมพ์หน้านี้
|
บังเหียนกรรม การจราจรบนถนนพิษณุโลกแทบจะไม่เคยว่างเว้นจากรถราขวักไขว่เลยแม้แต่วันเดียว โดยเฉพาะวันอาทิตย์ปลายสัปดาห์ที่มีการแข่งม้าเป็นไม่ต้องพูดถึง ยิ่งใกล้เวลาเลิกเท่าไรทั้งรถแท็กซี่ รถมอเตอร์ไซด์รับจ้าง ไหนจะรถตุ๊กตุ๊ก แย่งจอดรอรับลูกค้าอยู่สองข้างทางกินช่องจราจรออกมา 2 เลน ทำให้รถยิ่งติดมากขึ้นไปใหญ่ เข็มยาวบนหน้าปัดนาฬิกาข้อมือราคาถูกชี้บอกเวลา 18.30 น. น้าชุ่ม นั่งกระสับกระส่ายอยู่หลังพวงมาลัยรถแท็กซี่เขียวเหลืองค่อยๆ ขับออกจากลานจอดรถสนามม้านางเลิ้ง เปล่า ! แกไม่ได้มารอรับลูกค้า แต่แกเป็นลูกค้าของสนามม้าแห่งนี้มานานกว่า 30 ปีแล้ว ตั้งแต่ผมยังไม่หงอกกระทั่งปัจจุบันหาผมดำได้ยากก็ยังไม่เลิกเล่น มันจะติดกันไปถึงไหนวะ อารมณ์หงุดหงิดเพิ่มเป็นทวีคูณเมื่อเห็นรถติดแทบจะเรียกว่าคลานแทนวิ่ง วันนี้ก็เหมือนทุกวันน้าชุ่มเล่นม้าไม่เคยได้ติดต่อกันมานานหลายสิบปีแล้ว ถึงแม้ความพ่ายแพ้จะอยู่กับแกมานานจนชาชิน แต่น้าชุ่มก็ยังทำใจไม่ได้อยู่ดีทุกครั้งที่เล่นเสียเป็นต้องโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง บ่นไปเรื่อยเปื่อยตั้งแต่เรื่องดินฟ้าอากาศไปจนถึงปัญหาการจราจร และราคาน้ำมันที่พุ่งทะยานขึ้นทุกวันๆ อย่างไม่มีเหตุมีผล เทพีโชคชะตาประจำตัวน้าชุ่มพักร้อนนานกว่าคนอื่นๆ แกมักคิดเข้าข้างตัวเอง และคาดหวังอยู่เสมอว่า สักวันหนึ่งโชคหรือดวงก็ตามแต่จะกลับมาอยู่กับแกเหมือนเคย ทว่าวันนั้นก็ยังมาไม่ถึงสักที รอแล้วรอเล่าจนกระทั่งครอบครัวมีอันต้องแตกแยก เมียทนอยู่ต่อไปไม่ไหวหนีออกจากบ้านไปทิ้งลูกสาวไว้ให้แกเลี้ยงดูอยู่จนถึงทุกวันนี้
น้าชุ่มเป็นคนหัวเมืองปักษ์ใต้ปากกัดตีนถีบมาตั้งแต่ยังเล็ก พอเริ่มเป็นหนุ่มจึงตัดสินใจมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ นำสินค้าหนีภาษีจากชายแดนใต้มาขายได้เงินเป็นกอบเป็นกำ เพียงธุรกิจแรกที่จับก็ทำกำไรให้อย่างงดงาม จากคนที่ไม่มีอะไรกลายเป็นคนพอมีพอกินและมีฐานะดีขึ้นเรื่อยๆ ไม่นานน้าชุ่มก็แต่งงานกับผู้หญิงคนหนึ่งมีลูกสาวด้วยกัน 1 คน ระหว่างที่ทำธุรกิจค้าสินค้าหนีภาษีนี้เอง น้าชุ่มมีโอกาสได้พบกับคนมากหน้าหลายตา โดยเฉพาะคนในเครื่องแบบทั้งสีกากีและสีเขียว คนเหล่านี้ชักชวนเขาเข้าสนามม้า แรกๆ ก็แทงครั้งละไม่กี่พันบาทเอาใจคู่ค้า ถือว่าเล่นเป็นเพื่อนไม่จริงจังอะไร แต่พอนานๆ ไปจากครั้งละไม่กี่พันเป็นเที่ยวละหลายพัน วันหนึ่งมีแข่ง 10 เที่ยว ตกแล้วหลายหมื่นบางวันถึงหลักแสน ยิ่งแทงมากขึ้นเท่าไรอัตราความเสี่ยงได้-เสียก็มีเท่าๆ กัน หากเสียก็เสียมาก แต่ถ้าได้ก็ได้มากเต็มเม็ดเต็มหน่วย และดูเหมือนช่วงนั้นเทพีโชคชะตาจะอยู่เคียงข้างน้าชุ่มเสมอ ชายหนุ่มผู้พกพาโชคเข้ามาในสนามม้าทุกครั้งต่างเป็นรู้ที่จักมักคุ้นของบรรดาโต๊ดเถื่อน ก่อนแข่งแต่ละเที่ยวโต๊ดเถื่อนเหล่านี้เป็นต้องห้อมหน้าล้อมหลังสอบถามด้วยถ้อยคำยกยอปอปั้นและประจบประแจง เสี่ยเที่ยวนี้แทงตัวไหนดี? คอกนี้ก็ดีนาเสี่ย ฟิตทั้งม้าทั้งจ๊อกกี้ ชนะมา 3 สนามแล้ว ยามนั้นน้าชุ่มไม่เคยนึกเสียดายเงินทองที่เสียไป ด้วยคิดเพียงว่า ประเดี๋ยวก็หาใหม่ได้ เขาแทงไม่อั้น แทงทุกเที่ยวๆ ละหลายหมื่นชนิดคนนอกมองว่า แทงอย่างบ้าคลั่ง แน่นอนไม่มีเสียงปริบ่นออกจากปากบริวารแวดล้อม แต่กลับมีเสียงพะเน้าพะนอเอาอกเอาใจแทน ไม่เป็นไรเสี่ยเที่ยวหน้ายังมี มีคนกล่าวเอาไว้ว่า โชคชะตาอยู่กับเราไม่ได้นาน หากไม่รู้จักรักษามันไว้ ดูเหมือนน้าชุ่มน่าจะเข้าใจความหมายของมันได้ดี ไม่นานนักเขาก็กลายสภาพจาก เสี่ยชุ่ม มาเป็น น้าชุ่ม และ ไอ้ชุ่ม บางเวลาเมื่อบากหน้าไปขอยืมเงินอดีตลิ่วล้อคนที่เคลียแข้งเคลียขาอยู่เมื่อก่อน บ้านเดี่ยวบนเนื้อที่ 82 ตารางวา ราคา 3.5 ล้านบาท ริมถนนพุทธมณฑลสาย 4 ถูกเสนอขายให้เพื่อนในสนามม้าราคาหลังละ 2 ล้านบาท ก่อนจะหมดไปกับม้าเที่ยวสุดท้ายของวันเดียวกันนี้เอง น้าชุ่มกลับไปบ้านตามลำพังพร้อมกับความรันทดปราศจากเทพีโชคชะตาเคียงข้างอย่างเมื่อก่อน แต่ในใจยังคงพร่ำคิด วันหน้ายังมีมันต้องได้บ้างสิวะ หลังจากคืนวันนั้นเป็นต้นมาน้าชุ่มต้องเลี้ยงลูกสาววัย 3 ขวบตามลำพัง เนื่องจากเมียทนไม่ไหวกับพฤติกรรมอันเหลวแหลก ไม่ทำมาหากินแถมนำเงินเก็บไปแทงม้าจนหมดตัวไม่เหลือแม้แต่บ้านซุกหัวนอน น้าชุ่มหอบลูกสาวไปเช่าบ้านในชุมชนแออัดแห่งหนึ่งเป็นที่ซุกหัวนอนและเริ่มคิดว่าจะทำมาหาเลี้ยงชีพอย่างไรดี ต่อมาแกไปกู้เงินมาก้อนหนึ่งซื้อรถแท็กซี่เขียวเหลืองมือสองราคา 4 แสนบาท ขับตระเวนรับคนหาเงินค่าเช่าบ้าน ค่าอาหาร ค่าหนี้สินที่กู้มาซื้อรถ และค่าเลี้ยงดูลูกสาวที่โตขึ้นทุกวันๆ แต่การตรากตรำทำงานหนักไม่ได้ช่วยให้ดวงจิตของน้าชุ่มออกห่างจาก ม้า ได้เลยแม้แต่น้อย เงินเก็บจากการขับรถแท็กซี่ที่อยู่เหนือค่าใช้จ่ายทั้งมวลถูกนำไปถลุงให้กับม้า สนามม้า และเจ้าของคอกม้าทุกบ่ายวันอาทิตย์อย่างบ้าคลั่ง แม้กระทั่งทรัพย์สมบัติชิ้นสุดท้ายที่มีอยู่ก็ไม่อาจรักษาเอาไว้ได้ น้าชุ่มตัดสินใจขายรถแท็กซี่ให้กับเพื่อนคนหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหนเป็นเพื่อนที่พานพบในสนามม้าอีกนั่นแหละ ได้เงินมา 2 แสนบาท โดยมีข้อแม้ว่า จะต้องให้เขาเช่าขับต่อจึงจะยอมขายให้ ทุกวันนี้น้าชุ่มต้องเช่าแท็กซี่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นของตัวเองขับหาเงินเลี้ยงลูก !?! @ @ @ พอออกจากสนามม้านางเลิ้งมาได้ไม่ไกลนัก แกเปิดไฟเลี้ยวแล้วหักเข้าซ้ายทันทีที่เห็นผู้โดยสารโบกรถ มาแทงม้าเหมือนกันเหรอหนุ่ม น้าชุ่มทักทายเหมือนพยายามหาเพื่อนปรับทุกข์ มาดูครับไม่ได้เล่น ผมตอบ ดีแล้วที่น้องไม่เล่น ถ้าเล่นจะเป็นเหมือนผม จากนั้นน้าชุ่มก็เล่าถึงเรื่องราวในอดีตอันสุขสมชื่นมื่นก่อนจะมาพบกับความขมขื่นในบั้นปลายชีวิต วันนี้ผมของน้าชุ่มเป็นสีขาวโพลนไปทั้งศีรษะ ดวงตาขุ่นมัวอยู่หลังกรอบแว่นตาใหญ่เทอะทะ ตัวเล็กแกร็น ผิวคล้ำ เมื่ออยู่ในชุดคนขับแท็กซี่สีฟ้าซอมซ่อ สวมกางเกงยีนส์สีซีดจนหมอง จึงทำให้ดูแก่กว่าอายุจริง ไม่น่าเชื่อว่าคนอายุเพียง 50 ต้นๆ จะแก่ได้ถึงขนาดนี้ ? มันเป็นเหมือนยาเสพติดนะ น้องรู้ไหมเวลาที่มีเงินอยู่ในกระเป๋าแล้วไม่ได้เล่นเนี่ยมันหงุดหงิดรำคาญตัวเองมาก ถ้าไม่มีไม่เป็นไร มีเมื่อไรต้องขับรถแวะเข้าสนามม้าทุกอาทิตย์ โชเฟอร์ทาสม้าแข่งสรุปสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนหนึ่งของการสนทนา ความยับยั้งชั่งใจดูเหมือนจะห่างไกลเหลือเกินสำหรับน้าชุ่ม ครั้งหนึ่งมีผู้โดยสารเหมารถจากกรุงเทพฯ ให้ไปส่งพัทยาและรอรับกลับด้วย ได้รับค่าจ้างเป็นเงิน 3 พันบาท ระหว่างนั่งรอผู้โดยสารทำธุระอยู่นั้นน้าชุ่มเกิดความกระวนกระวายอย่างบอกไม่ถูก พยายามข่มสติอย่างไรก็ไม่เป็นผล สุดท้ายเลยตัดสินใจนำเงินครึ่งหนึ่งไปคืนแล้วตีรถกลับกรุงเทพฯ คงไม่ต้องบอกก็คงรู้ว่าน้าชุ่มตรงไปที่ไหนเป็นแห่งแรก ระยะทางจากพัทยาถึงกรุงเทพฯ กว่า 200 กิโลเมตร แกเหยียบคันเร่งจนมิดใช้เวลาเดินทางเพียงไม่ถึงชั่วโมง ทั้งๆ ที่ขาไปใช้เวลาชั่วโมงกว่า บางครั้งความเชื่อมั่นในตัวเองมากเกินไปก็บังเกิดผลร้ายเช่นกัน โชเฟอร์แท็กซี่ผู้นี้เข้าใจว่า ตัวเขาดูม้าออกว่าตัวไหนสมบูรณ์แข็งแรงและพร้อมจะเข้าวินหากให้วิ่งแข่งขันกันจริงๆ ปราศจากการดึงม้าจากจ๊อกกี้และกลโกงระหว่างเจ้าของคอกม้าที่รู้เห็นเป็นใจเจรจาต้าอ่วยกำหนดผู้ชนะเอาไว้ล่วงหน้า เป็นเหมือนการล่อลวงให้แมลงเม่าสนามม้าบินเข้ากองไฟอันลุกโชน ปล่อยให้เผชิญชะตากรรมของตัวเองอย่างโดดเดี่ยว ถ้าผมดูม้าไม่เป็นป่านนี้ผมคงเลิกได้นานแล้ว ลึกๆ ผมยังคิดว่าผมน่าจะยังเล่นได้อยู่ อันที่จริงแล้วน้าชุ่มรู้และเข้าใจสรรพปัญหาที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกันก็ตระหนักดีถึงสิ่งที่บันดาลให้เป็นไปล้วนเกิดจากการกระทำของตัวเองทั้งสิ้น แกไม่เคยกล่าวโทษเทวดาฟ้าดิน โชคชะตาราศี หรือเวลาตกฟาก ขณะเดียวกันก็ไม่ต้องการแม้แต่คำปลอบประโลมจากใคร ขอเพียงแค่ให้ได้ระบายความอัดอั้นออกมาบ้างเท่านั้น แต่ถึงแม้จะรู้ตัวดีว่าอย่างไรเสียที่เล่นไปก็ไม่ได้เงิน ทว่าชายผู้นี้ก็ยังคงแสวงโชคจากการพนันรูปแบบนี้ชนิดถอนตัวไม่ขึ้น เป็นเหมือนบังเหียนกรรมที่ชักจูงให้เข้าและออกสนามม้าเสมือนม้าแข่งตัวหนึ่ง แต่แทนที่จะเป็นจ๊อกกี้ที่ลากจูงกลับกลายเป็นกรรมที่กำหนดวิถีแห่งน้าชุ่มตั้งแต่หนุ่มยันแก่และเชื่อว่าจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป ลูกสาวผมก็ขอร้องให้เลิกนะ แต่มันเลิกไม่ได้ เวลามีเงินมันจะหงุดหงิดมาก ปวดหัว ทำอะไรก็ไม่เป็นสุขต้องแวะเข้าสนามม้าทุกครั้ง พอเล่นเสร็จไม่ว่าได้หรือเสีย แต่ส่วนใหญ่จะเสียก็สบายใจขับรถหาเงินต่อได้ ถ้าไม่อย่างนั้นมันอยู่ไม่เป็นสุข น้าชุ่มให้เหตุผลซึ่งดูเหมือนจะฟังไม่ขึ้นเลยสำหรับคนไม่เล่นการพนันเช่นผม แต่มันก็คือข้อเท็จจริงที่เกิดกับชายผู้นี้ ก่อนผมจะลงจากรถน้าชุ่มหันมามองพร้อมกับเอ่ยวาจาเหมือนกับจะให้สัญญากับตัวเอง อาทิตย์หน้าจะเข้าสนามม้าอีก ผมได้แต่พยักหน้าแล้วเดินเข้าบ้าน เรื่องสั้นโดย : ฟาน
|
| กรุงเทพฯ-ปาย 1 | ||
กรุงเทพฯ-ปาย ขากลับจากเชียงใหม่เข้าลำปาง |
||
|
View All |
||