พิมพ์หน้านี้
|
จากที่พาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ไปเมื่อไม่นาน กรณีควายที่วัดถ้ำเสือขวิดนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอล ปกติส่วนตัวเราเกี่ยวกับวัดนี้อยู่ในแง่ไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของวัด แต่เรื่องควายที่ขวิดนักท่องเที่ยวเป็นอีกเรื่องหนึ่ง และอยากจะบอกว่าทางถ้ำเสือ (จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่หรือวัดก็แล้วแต่) ไม่มีความผิดทั้งหมดสำหรับเหตุการณ์นี้ และถ้าจะไม่รับผิดชอบก็ไม่ผิด แต่แน่นอนต้องแสดงความรับผิดชอบตามหลักมนุษยธรรม ทำไมถึงไม่ผิด จากเนื้อหาในข่าว นักท่องเที่ยวผู้นั้นเห็นควายแล้วอยากจะถ่ายรูปด้วยเลยวิ่งเข้าไป ควายตกใจเลยหันมาขวิดเข้าให้ ไม่อยากจะบอกว่าสมควรจะโดนอยู่แล้ว ควายอยู่ของมันดีๆวิ่งเข้าไปอย่างนั้นเมื่อไหร่ก็โดน คนที่ผิดคือนักท่องเที่ยวที่ไม่รู้จักสงบสติอารมณ์ ดิฉันพอจะนึกออกว่านักท่องเที่ยวตื่นเต้นเพราะไม่เคยเห็นควายเป็นๆมาก่อน แต่ก่อนที่จะเข้าวัด ทางวัดได้ให้ทุกคนเซ็นเอกสารรับรู้ว่า สัตว์ทุกตัวที่อยู่ในวัดนี้เป็นสัตว์ป่ามาอาศัยอยู่ตามธรรมชาติ และมีอันตรายตามธรรมชาติของความเป็นสัตว์ป่า ถ้ามีเหตุการณ์ใดๆเกิดขึ้น นักท่องเที่ยวจะไม่ติดใจเอาความในเรื่องที่เกิดขึ้นนั้น ถ้าไม่เซ็นทางวัดจะไม่ให้เข้าไป ดังนั้นเมื่อได้อ่านและได้เซ็น(นอกจากว่าเขาให้เซ็นก็เซ็นไม่รู้ว่าเซ็นอะไรลงไป) แล้วก็ควรรู้ว่าต้องทำตัวอย่างไรในขณะที่อยู่ในนั้น อย่างเช่นที่ห้ามใส่เสื้อสีแดงเป็นตัวอย่าง และอีกผู้หนึ่งที่ควรมีความผิดคือมัคคุเทศก์ที่พานักท่องเที่ยวไป ควรจะบอกนักท่องเที่ยวว่าควรทำตัวอย่างไร ยิ่งมาเป็นกลุ่มใหญ่อย่างนี้ มัคคุเทศก์คนเดียวดูแลไม่ทั่วถึงยิ่งต้องอธิบายให้นักท่องเที่ยวฟังให้เข้าใจ เพื่อที่เขาจะได้ปฏิบัติได้ถูกต้อง ที่กล้าพูดอย่างนี้ได้ เพราะดิฉันเองเป็นมัคคุเทศก์เช่นกัน และได้พานักท่องเที่ยวไปวัดนี้มาหลายครั้ง เวลาเห็นลูกเสือซนๆห่ามๆ ยังเตือนเขาซ้ำอีกเลยว่าอย่าไปจับไปลูบมันมาก มันหมั่นเขี้ยวอยากเล่นจะหันมางับเอา ซึ่งงับเล็กๆเล่นๆของลูกเสือน่ะ มันเป็นกัดใหญ่ๆได้เลยเพราะลูกเสือไม่รู้ว่าตัวมันมีแรงแค่ไหนก็งับเต็มที่ ส่วนใหญ่ก็โดนข่วนๆกันเล็กน้อยหรืองับโดนเสื้อ ไม่มีใครว่าอะไรเพราะลูกเสือน่ารักเกินจะโกรธได้ และเคยมีคนไปจับม้าจับกวางเล่นก็ไม่เห็นจะโดนมันเตะเอาแต่อย่างใด เพราะจะค่อยๆเข้าไปถ้าเห็นมันทำหูกระดิกๆก็ไม่เข้าไปยุ่งกับมัน จะขออธิบายให้เห็นภาพกันสักเล็กน้อยสำหรับผู้ที่ไม่เคยไปวัดถ้ำเสือ (ไม่ขอพูดถึงประวัติ เดี๋ยวจะยาวเกิน) ซึ่งเป็นอย่างที่เข้าใจกันว่าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติเพราะค่าเข้าชมแพง และในหมู่คนไทยเองเห็นเสือกันจนชิน กับแค่เรื่องพระเลี้ยงเสืออาจจะไม่เป็นเรื่องแปลกมากซะจนต้องตามไปดู เพราะเรามีเรื่องแปลกอื่นๆอีกเยอะแยะ เท่าที่สอบถามชาวต่างชาติส่วนใหญ่รู้จักวัดนี้จากรายการ Animal Planet และจากเว็บไซต์ที่มีเป็นภาษาอังกฤษที่ดูดีมาก มีการพูดถึงการสร้างบ้านให้เสือ, รับสมัครอาสาสมัครมาเลี้ยงเสือโดยมีข้อกำหนดต่างๆที่อิงกับการปฏิบัติของชาวพุทธ เช่น ต้องถือศีลและทำวัตรตามแบบอย่างชาวพุทธ ที่พักแยกชาย-หญิง และในบางช่วงซึ่งคงจะเป็นปิดเทอมของเมืองนอกจะเห็นได้ว่ามีอาสาสมัครมาเลี้ยงเสือกันค่อนข้างหนาตา ข่าวส่วนหนึ่งก็จะมาจากอาสาสมัครเหล่านี้ การเดินทางไปวัด ไม่มีรถประจำทางผ่าน ต้องเอารถส่วนตัวไปเอง ถนนเมื่อก่อนเป็นลูกรังสีแดงแต่ได้รับการปรับปรุงเป็นถนนลาดยางอย่างดี เพื่อความสะดวกในการเดินทางมาวัด บริเวณที่จอดรถมีการจัดสรรอย่างเป็นระเบียบ มีโรงทานให้ทานข้าวฟรี ห้องน้ำสะอาดมาก เพราะต้องถอดเปลี่ยนเป็นรองเท้าแตะที่ทางวัดจัดไว้ก่อนเข้าไป ภายในวัดมีห้องน้ำบริการอยู่เป็นระยะเช่นกัน ทุกที่จะต้องเปลี่ยนรองเท้าซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ห้องน้ำดูสะอาดอยู่เสมอ ที่จุดขายตั๋วมีโปสการด์, หนังสือและของที่ระลึกขายเหมือนที่ท่องเที่ยวทั่วไป ตั๋วราคาอย่างที่ทราบ 300 บาท ทั้งคนไทยและคนต่างชาติ มัคคุเทศก์มีใบเสร็จแยกต่างหากจากตั๋วให้ใช้เป็นหลักฐานการเบิกเงิน และต้องเซ็นจดหมายยินยอมในการรับผิดชอบตัวเองอย่างที่บอกไว้ข้างต้น เมื่อเข้าไปในวัด จะเห็นสัตว์เดินปะปนอยู่กับเราอย่างหน้าตาเฉย กวาง ม้า ที่เยอะมากจะเป็นหมูป่า มากันเป็นครอบครัวและจะไม่ยุ่งกับคน ไฮไลต์ของที่นี่คือหุบเสือ เป็นที่ที่นักท่องเที่ยวจะมาถ่ายรูปกับเสือ แดดแรงมากแต่ที่หุบเสือจะไม่ค่อยร้อนเพราะมีพัดลมขนาดใหญ่เปิดระบายอากาศอยู่ มีน้ำที่ทางวัดผลิตเองแจกฟรี เสือจะนอนสลบไสลอยู่ที่พื้น มีแถวสองแถวสำหรับรอถ่ายรูปกับเสือ แถวหนึ่งไม่เสียเงินแต่ถ่ายๆได้แค่นั่งข้างๆเสือกับเอามือแตะๆ ลูบๆ ซึ่งก็ได้ถ่ายจนคุ้มเพราะมีเสือให้ถ่ายหลายตัว อีกแถวหนึ่งบริจาคเงินเพิ่ม 1,500 บาท แล้วจะได้ถ่ายรูปโดยที่มีหัวเสือตัวใหญ่มากวางอยู่บนตัก ทั้งนี้ทั้งนั้น เสือทุกตัวหลับหมด จะมีตื่นบ้างเป็นบางครั้ง คนเลี้ยงเสือก็จะเข้าไปพัด เอาน้ำเอาใบอะไรไม่รู้ให้กิน แล้วก็กล่อมให้หลับต่อ ตัวไหนคึกมากๆก็จะไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้าใกล้ เสือทุกตัวมีโซ่ล่ามไว้อีกทีหนึ่งคนเลี้ยงเสือจะอยู่กับนักท่องเที่ยวขณะที่ถ่ายรูปตลอดเวลาและจะจับมือไว้ตลอดขณะที่เดินเข้าออก หรือเดินอยู่ในบริเวณนั้น ป้องกันกรณีที่นักท่องเที่ยวอาจจะตกใจ วิ่งเตลิดหรือร้องเสียงดังซึ่งจะทำให้เสือตกใจและอาละวาดได้ ช่องทางซ้ายมือของแถวที่ต่ออยู่มีเชือกกันไว้และไม่อนุญาตให้ยืนบริเวณช่องทางนั้นเด็ดขาด แม้ว่าจะยืนอยู่ไกลๆก็ตาม เพราะช่องทางนั้นเป็นช่องทางที่เสือใช้เดินเข้าออกตอนที่มายังหุบเสือนี้ เป็นเหมือนบริเวณของเสือ ดังนั้นถ้าเสือเห็นว่าใครเข้าไปในที่ของมันอาจจะลุกขึ้นมาทำร้ายได้ แน่นอนว่าโซ่เส้นๆเล็กๆรั้งมันไว้ไม่อยู่ และถ้าเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้น อาสาสมัครที่อยู่ที่นั่นจะต้องเอาตัวเข้ามาบังนักท่องเที่ยวไว้ไม่ให้โดนเสือทำร้าย ซึ่งเขาไม่อยากต้องทำแบบนั้น เพราะฉะนั้นอาสาสมัครตรงจุดนี้อาจจะดูไม่เป็นมิตรและดูดุเล็กน้อย เพราะเขาไม่อยากต้องไปยืนตรงกลางระหว่างคนกับเสือที่กำลังจะตะปบอยู่ นอกจากหุบเสือแล้ว อีกที่หนึ่งที่มีนักท่องเที่ยวอยู่เยอะคือบริเวณถ่ายรูปกับลูกเสือ ซึ่งสามารถจับได้ เล่นได้ ป้อนนมให้มัน มีพระวัยกลางคนรูปหนึ่งเป็นผู้ดูแล นอกจากนั้นก็จะมีศาลาวัดที่ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวขึ้นไปดู น้ำตกเสือที่มีเสือตัวเมียซึ่งที่นี่บอกว่ามันดุเลยไม่เอาออกไปถ่ายรูปอยู่ แล้วก็อะไรไม่รู้สักอย่างกำลังก่อสร้างอยู่ หน้าตาเหมือนสวนสาธารณะ แล้วก็มีสระน้ำใหญ่มีควายนอนแช่น้ำ แช่โคลนสบายใจ กวาง ม้า หมูป่าเดินกันว่อน บรรยากาศสงบร่มรื่นดี จะเห็นได้ว่าทางวัดมีการจัดการที่ดีมาก แต่ข้อกรณีต่างๆเกิดขึ้นมาจากข้อสงสัยที่ว่า วัดนี้ได้ทำหน้าที่ของวัดอย่างที่ควรจะเป็นหรือเปล่า มีคนตั้งข้อสังเกตว่าพระที่นี่เอาเวลาที่ไหนไปปฏิบัติกิจของสงฆ์ในเมื่อเลี้ยงเสือทั้งวัน ซึ่งในเว็บไซต์ถ้าจำไม่ผิดมีอธิบายเรื่องนี้ไว้ว่าพระท่านแบ่งเวลาอย่างไร และถ้าจะว่าไปการโปรดเสือก็เป็นการโปรดสัตว์อย่างหนึ่ง เสือก็คือชีวิตเหมือนกัน และจะว่าไปเราก็ไม่เคยเห็นว่าพระทำอะไรบ้างในแต่ละวันไม่ว่าจะที่ไหน เพราะฉะนั้นจะมาจ้องจับผิดพระที่นี่ที่เดียวก็ไม่ยุติธรรมนัก แต่การที่เก็บเงินค่าเข้าคนไทยหลังจากเวลาเที่ยงไปแล้วก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรกระทำ เพราะวัดควรเป็นสถานที่ที่เราสามารถไปได้ตลอดเวลาที่เหมาะสม ดังนั้นไม่ว่าจะเวลาไหนคนไทยที่ไปไม่ควรเสียเงินค่าเข้าเลย แต่ถ้าจะถ่ายรูปกับเสือต้องเสียเงิน เป็นอย่างนี้จะไม่ดีกว่าหรือ ส่วนอีกหนึ่งข้อสังเกตคือ เสือที่หุบเสือหลับตลอดเวลา โดนยาหรือเปล่า ซึ่งก็น่าคิดโดยเฉพาะตัวใหญ่ที่เอาไว้ให้ถ่ายรูปแบบเอาหัวพาดไว้บนตัก ก็ขนาดเสือตัวเล็กนอนเฉยๆ คนไปจับไปลูบมันมันยังตื่นเลย แต่เสือตัวใหญ่นี่เวลามันหลับมันคงหนักมาก พอจะเอาหัวมันวางบนตักทีต้องใช้ถึงสองสามคนดึงหัวมันขึ้นมา แล้วพอถ่ายเสร็จก็ดึงมันขึ้นมาใหม่โดยที่มันคอตกคอตั้งคอหงายอยู่อย่างนั้นทั้งวัน แต่น้อยครั้งมากที่มันจะรู้สึกตัว ซึ่งไม่น่าเชื่อว่ามันจะหลับสนิทอะไรขนาดนั้น (ไม่รู้ตื่นมามันจะงงหรือเปล่าว่าทำไมปวดคอจังว้า...) แต่ทางวัดอธิบายว่าตอกลางวันยิ่งอากาศร้อนๆเสือจะยิ่งหลับ และเป็นไปไม่ได้ที่เสือจะโดนยาเพราะเสือยิ่งโดนยา ยิ่งเบลอจะยิ่งหงุดหงิด ควบคุมไม่ได้เลย แต่มีสัตวแพทย์ต่างชาติบางคนที่มาเที่ยวบอกว่าดูจากม่านตาเสือแล้วน่าจะโดนวางยา และเขาเห็นอีกด้วยว่าบางครั้งที่เสือตื่นและคึกมากๆ คนเลี้ยงจะเอาผงสีขาวๆไปป้ายปากเสือแล้วสักพักเสือก็จะง่วงและหลับ ก็ไม่รู้ว่าผงนั้นคืออะไรอาจจะเป็นนมผงมั้ง เสือพวกนี้ไม่กินเนื้ออาจจะชอบกินนม พอได้นมเข้าไปเลยหลับเลย บางคนสงสัยว่าพระไม่กลัวเสือจริงหรือเปล่า เพราะเสือตัวใหญ่ที่ถ่ายรูปแบบพิเศษนั้น พระผู้ใหญ่จะมาคุมถ่ายรูปคอยยกหัวเสือขึ้นลงด้วยตัวเอง แต่พอเสือตื่นทีไร พระรูปนั้นจะเดินชิ่งออกก่อนทุกที ให้คนเลี้ยงเสือดูแลเสือจนมันหลับแล้วจึงค่อยเข้ามาใหม่ มองอีกแง่ ก็ท่านเป็นผู้ใหญ่น่ะ ท่านเหนื่อยและร้อนมีโอกาสก็ให้ท่านนั่งพัก เรื่องอื่นๆให้ลูกศิษย์จัดการไป ไม่ใช่หรือ ส่วนข่าวลืออื่นๆที่ได้ยินมาก็เช่นว่า หลวงตาบัวไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับวัดนี้แล้ว ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวแต่อย่างใดยกให้เจ้าอาวาสคนปัจจุบันดูแลและไม่ได้มาที่นี่อีกเลย แต่ข่าวจากทางวัดเองบอกว่าหลวงตาบัวยังมาเยี่ยมเยียนวัดอยู่ตลอด จะเป็นไปได้ไหมว่าที่จริงแล้ว พระที่นี่ไม่ได้รู้เรื่องการบริหารกิจการของวัดแต่อย่างใด เพราะก็ดูเป็นเรื่องของทางโลกมากเกินกว่าที่พระจะนึกไปถึงได้ พระต้องการแต่จะดูแลเสือเท่านั้น ส่วนข่าวประชาสัมพันธ์ต่างๆ โครงการจัดสร้างสถานที่ต่างๆนานาในวัด ภาพพจน์ของวัดมาจากบุคคลที่ดูแลกิจการของวัดอยู่ทั้งนั้น โดยอาศัยการเลี้ยงเสือของพระเป็นจุดขาย หมายเหตุ ดิฉันถึงแม้จะไม่ใช่พุทธศาสนิกชนที่ดี แต่การนับถือพระสงฆ์ที่ถึงพร้อมด้วยพุทธปฏิบัตินั้นเป็นเรื่องที่กระทำอยู่เสมอ เรื่องนี้เขียนขึ้นจากคำบอกเล่าที่ได้ยินมา มีความเห็นส่วนตัวในเรื่องของนักท่องเที่ยวที่โดนควายทำร้ายเท่านั้น และไม่คิดลบหลู่พระที่วัดถ้ำเสือแต่อย่างใด ไม่ว่าวัดนี้จะเป็นวัดหรือสถานที่ท่องเที่ยวก็ตาม |
| << | มกราคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||