พิมพ์หน้านี้
|
ฉัน anchor 12 ได้อะไรจากบทเรียนที่แล้ว ก็อย่างที่บอกว่าฉันติดภาระกิจไปอบรมต่างจังหวัดทำให้ต้องขาดเรียนเมื่อวันเสาร์ เพื่อนหลายคนโทรมาเล่าฟังว่าการเรียนวันเสาร์สนุกแค่ไหน เพราะเพื่อนๆมีโอกาสได้ทำรายการเองโดยแบ่งหน้าที่กันเองในกลุ่มเพื่อเป็น producer, co-coordinator, MC, ผู้สื่อข่าว ฟังจากเพื่อนๆก็น่าสนุกแล้วล่ะ เสียดายฉันพลาดไปฮือออ... วันอาทิตย์กลับมายังห้องเรียน Nation อีกครั้งช่วงครึ่งเช้ามีโอกาสได้ดูงานของเพื่อนๆที่ทำกันเมื่อวาน โดยพี่ตัดต่อคงตัดต่อกันทั้งคืนเลยล่ะ น่ารักจังนะคะ เพื่อนๆทุกคนทำงานออกมาได้ดีมากอย่างเหลือเชื่อ ฉันทึ่งมากในพัฒนาการของหลายคนที่ฉันเห็นมาตลอดสามอาทิตย์ อ.ปุ๋ยที่เคยเคร่งขรึม ติดมาดอาจารย์สามารถทำหน้าที่พิธีกรที่ เอนเตอร์เทน คนดูได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ อีกคนก็คือเอ๊กซ์-สุภาพ ที่ฉันแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง ว่าเอ๊กซ์จะสวมบทบาทผู้ดำเนินรายการได้อย่างไม่เครอะเขินใช้ความเป็นตัวเองสร้างบุคลิกที่ชัดเจน และอีกคนที่ลืมไม่ได้ก็คือ (my favorite) น้องซัน ซันมีน้ำเสียงที่เป็นจุดเด่นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว วันนี้ซันทำให้ทุกคนในชั้นเห็นถึง บุคลิกภาพที่โดดเด่นในบทบาทพิธีกร ความสามารถในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างดี และเพื่อนๆคนอื่นๆก็ทำให้ฉันประทับใจมาก ฉันขอชื่นชมเพื่อนของฉันจากทุกๆกลุ่มทั้งเพื่อนที่ทำงานเบื้องหน้าและเบื้องหลัง เยี่ยมไหมล่ะอนาคตผู้ประกาศทั้งหลาย ในตอนบ่ายอาจารย์ พิภพ สอนเกี่ยวกับการทำข่าวภาคสนาม ไม่ว่าจะเป็นการรับรู้ของนักข่าว (Perception) เรื่องทักษะพิเศษของการเป็นนักข่าว (Intuition) ซึ่งประกอบด้วย Facts (ความจริงเนื้อหาประเด็นหลักของข่าว), Out of context (หลุดบริบท), Emotions (อารมณ์ผู้รับส่งสาร) การที่ Seek truth and Report ก็คือต้องฟังจากทุกฝ่ายและเอามาประมวลผลจนที่สุดแล้ว นักข่าวต้องเลือกข้าง รู้ถูกรู้ผิด ฉันว่าสิ่งนี้น่าจะหมายถึงทุกสาขาอาชีพนะไม่เฉพาะแต่นักข่าว อาจารย์พิภพบอกไว้ว่าสังคมที่ไม่รู้ถูกผิดคือสังคมที่เลว ฉันเคยติดตามข่าวบางข่าวและเคยสงสัยว่า นี่คือความจริงหรือไม่หรือเรื่องจริงมิได้เป็นอย่างที่ถูกนำเสนอ เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นตัวนักข่าวเองก็เริ่มต้นจากการไม่รู้อะไร นักข่าวเข้าไปเกี่ยวข้องกับบุคคล สภาวะ แวดล้อมของข่าวนั้นๆ และมองเข้ามาจากหลายๆมุมมอง ไม่มีความจริงที่เป็นความจริงที่สุด แต่เมื่อความจริงปะทะสัมพันธ์กัน ความจริงที่เป็นความจริง ณ ขณะนั้นจะปรากฎ
พันธกิจของผู้ประกาศไม่ใช่ รายงานข่าวรวดเร็วครบถ้วน หรืออ่านข่าวอย่างชัดถ้อยชัดคำ แต่ต้องทำให้คนดูข่าว เข้าใจ ข่าว เข้าใจเหตุการณ์ที่สลับซับซ้อน ผูกปมซ่อนเงื่อนที่เป็นที่มาที่ไปของข่าวนั้นๆ อาจารย์ให้พวกเราลองแบ่งครึ่งชั้น ให้ครึ่งหนึ่งใช้ผ้าปิดตา แล้วคนที่อยู่อีกครึ่งเดินมาเลือกเพื่อนหนึ่งคนจูงเขาเดินออกไป โดยไม่พูดอะไร ให้เขาได้สัมผัสกับสิ่งรอบตัวที่เขาเดินผ่านไม่ว่าจะเป็นโต๊ะ ต้นไม้ เก้าอี้ ทำอย่างไรก็ได้ให้เขารู้สึกสบายใจเมื่ออยู่กับเราในภาวะน่าอึดอัดอย่างนั้น ฉันว่านี่อธิบายการทำข่าวได้ชัดเจนที่สุดนะ คือต้องคิดว่าผู้ชมทางบ้านปิดตาอยู่ ผู้ประกาศข่าวต้องเป็นคนนำพาเขาไปสู่รายละเอียด และการพาไปผู้ประกาศก็ต้องมีจังหวะการการนำเสนอข่าว ไม่ใช่คนดูทุกคนจะชอบการเสนอข่าวแบบกระโชกโฮกฮาก ถ้าเปิดมาถึงแล้วพูดจาดุดัน แววตาขึงขัง ฉันก็คงเปลี่ยนช่องหนีเหมือนกันนะ แต่ถ้าฉันเจอแบบ เนิบๆ หวานเย็นฉันก็คงปิดทีวีนอนเหมือนกัน ก็เหมือนเวลาที่ฉันจูงเพื่อนฉันที่ปิดตาถ้าฉันเดินเร็วไป เพื่อนฉันก็จะฝืนตัวไว้ หรือถ้าเดินช้าไปก็จะน่ารำคาญ บางครั้งฉันต้องเดินนำ แต่บางครั้งฉันต้องเดินข้างๆหรือเดินประกบหลัง และต้องรักษาจังหวะของตัวเองให้เหมาะสม ฉันเป็นฝ่ายจูงโดยเลือกจูง เดียว ที่เป็นคนถูกปิดตา แรกๆเดียวดูจะฝืนๆ เกร็งๆ เมื่อเริ่มเข้าใจกัน ฉันจะคอยบีบมือเพื่อนให้ความมั่นใจว่าไม่ต้องกลัว และให้รู้ว่าฉันอยู่ด้วยตลอดไม่ทิ้งไปไหน เดียวจึงเริ่มเดินกับฉันได้สบายใจขึ้น แล้วขอแก้ข่าวไม่ใช่ฉันหลอกจับมือเดียวนะ อาจารย์อยากให้ลองจับคู่กับคนที่เขาไม่คุ้นเคยกับเราต่างหาก เรื่องอื่นฉันถือเป็นผลพลอยได้ละกัน ฉันสนุกกับการเรียนวันนี้มาก คงเหมือนกับเพื่อนๆทุกคนใน ชั้นเรียนผู้ประกาศ ต้องขอคารวะฝากตัวเป็นลูกศิษย์อาจารย์พิภพ อาจารย์ไม่ได้สอนให้เป็นนักข่าว หรือผู้ประกาศข่าวที่เก่ง ฉันว่าอาจารย์สอนให้รู้ถึงคุณค่าของความเป็นมนุษย์มากกว่า Its not what you know as much as what kind of person you are (มันไม่สำคัญว่าคุณรู้อะไรเท่ากับว่าคุณเป็นคนแบบไหน) (อาจารย์พิภพ, 2007)
|
| เก็บตก จากคลาสสุดท้าย | ||
7-8 April 2007 |
||
|
View All |
||