พิมพ์หน้านี้
|
จากการอบรมตลอดหกวันที่ผ่านมา สิ่งที่ดิฉันได้รับจากเนชั่นคือ เนชั่นสอนให้ดิฉันเป็น คนโลภ ค่ะเพราะดิฉันรู้สึกว่าไม่ว่าอาจารย์หรือวิทยากรแต่ละท่านจะให้ความรู้ และถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับพวกเรามากสักเท่าไหร่ แต่ดิฉันก็ไม่รู้สึกสาแก่ใจสักที ยังอยากจะรู้อยากจะเรียนและอยากจะฟังอย่างไม่รู้จักอิ่มจักพอ แบบนี้เรียกว่าโลภหรือเปล่าคะ สัปดาห์ที่ผ่านมา (24-25 มีนาคม 2550) พวกเราได้รับความรู้ด้านการทำสารคดีและการทำข่าวในพื้นที่จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ คือ อาจารย์พิภพ, พี่โจ้ และพี่อ้อย ที่ผลัดเปลี่ยนกันมาให้ความรู้แก่บรรดา (อนาคต)คนข่าวรุ่นใหม่อย่างพวกเรา ในวันเสาร์ไฮไลต์ของการอบรมน่าจะอยู่ที่การแบ่งกลุ่มทำงานข่าวหรือสารคดีข่าวในแบบที่พวกเราชาวกลุ่มจะร่วมกันสรรค์สร้าง...โดยก่อนหน้าที่จะมีการลงมือปฏิบัติจริงเราก็ได้ฟังหลักการทำข่าวในพื้นที่ และหน้าที่ของคนทำงานทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังมาพอสมควร จึงพอจะเห็นภาพเลือน ๆ ในใจว่าหน้าที่นี้ต้องทำอะไร ตำแหน่งไหนต้องดูแลเรื่องนี่นั่นโน่น หลังจากที่จับสลากแบ่งกลุ่มเรียบร้อย เห็นหน้าค่าตาทีมงานและรับมอบตำแหน่งแล้ว พวกเราก็เริ่มปฏิบัติภารกิจข่าวชิ้นแรกในชีวิต(ถึงหน้าที่ของดิฉัน ณ ปัจจุบันจะเป็นตำแหน่งประสานงานและจิปาถะให้กับสำนักข่าวญี่ปุ่นก็ตาม แต่นี่คือผลงานที่จะออกมาจากมันสมองของพวกเราล้วนๆ แบบที่ไม่ต้องมีนายมาบงการ...ความตื่นเต้นและภาคภูมิใจในผลงานจึงต่างกันค่ะ) โดยมีพี่ต่อง โปรดิวเซอร์(ที่เซอร์สมตำแหน่ง)คอยเป็นผู้ดูแล ให้คำแนะนำ และควบคุมเวลาอย่างเคร่งครัด (ขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ) จากกิจกรรมครั้งนี้ ทำให้ดิฉันกระจ่างเรื่องหน้าที่ของโปรดิวเซอร์ และประสานงานมากขึ้น และคำที่พี่จอยใช้ในการเรียกคนประสานงานว่า แม่บ้าน นั้น ดิฉันคิดว่าเป็นคำที่บอกความหมายได้ดีและตรงที่สุด เพราะประสานงาน (coordinator) นั้น มีหน้าที่คือติดต่อสอบถาม เก็บตก และเก็บกวาดข้อมูลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่เราต้องกวาดให้เรียบ เพื่อการทำงานที่ไหลลื่นของทีมงาน ในส่วนของการทำงานนั้น ก่อนที่จะทำข่าวออกมาสักชิ้น เราต้องมีการระดมสมอง ปรึกษาหารือกันในเรื่องประเด็นหลักที่เราจะมุ่งนำเสนอ จากนั้นก็มาพูดคุยในเรื่องของรูปแบบรายการ ช่วยกันคิดช่วยกันตั้งคำถามเพื่อให้ได้คำตอบในแนวทางที่เราต้องการ ช่วยกันสอบถามหาข้อมูลรายละเอียดปลีกย่อยเพื่อนำไปเสนอในบทพูด และเมื่อถึงเวลาถ่ายทำก็ต้องพยายามทำให้เสร็จทันภายในเวลาที่กำหนด เมื่อถ่ายทำเสร็จ ก็ถึงขั้นตอนของการตัดต่อ ในครั้งนี้พวกเราไม่มีโอกาสมีส่วนร่วมในขบวนการนี้ จึงได้แต่เพียงเขียนเค้าโครงลำดับรายการแบบที่พวกเราคิดให้แก่พี่ ๆ ทีมงานนำไปสานฝันของพวกเราให้ออกมาเป็นผลงานเท่านั้น ดิฉันเชื่อแน่ว่าเพื่อนๆหลาย ๆ คนอาจจะนอนไม่หลับเพราะตื่นเต้นที่จะเห็นผลงานตัวเองในวันรุ่งขึ้น แต่สำหรับดิฉันหลับเป็นตายค่ะ ใช่ว่าจะไม่ตื่นเต้นนะคะ แต่ที่หลับก็เพราะจะได้ตื่นขึ้นมาเจอกับวันอาทิตย์ไว ๆ ไงล่ะคะ เช้าวันอาทิตย์ หลังจากได้ดูผลงานเพื่อน ๆ จนครบทุกกลุ่มยกเว้นกลุ่มของตัวเองที่ได้รับเกียรติ(หรือตกหล่น)ให้ฉายเป็นกลุ่มสุดท้าย ดิฉันรู้สึกไม่อยากจะดูผลงานตัวเองเลยค่ะ เพราะงานของแต่ละกลุ่มนั้นล้วนแต่น่าติดตาม และทำออกมาได้ดีกันทั้งนั้นเลยค่ะ ตอนนั้นก็เลยคิดว่าถ้างานเราออกมาห่วยต้องอายแน่ ๆ กลุ่มสุดท้ายเสียด้วย แต่ก็แอบลุ้นว่าพี่ ๆ ทีมตัดจะช่วยตัดต่อให้ออกมาดูดีได้...หลังจากชมผลงานตัวเองแล้ว...พองค่ะ...ใจพอง ไม่ใช่ว่าจะออกมาดีเลิศเลอกว่ากลุ่มอื่น ๆ นะคะ แต่ก็ออกมาดูได้และดีเกินคาดค่ะ ภูมิใจกับผลงานตัวเอง แม้จะเป็นคนเบื้องหลัง แม้งานที่ออกมาจะไม่สมบูรณ์ แต่พวกเราก็ทุ่มแรงกายแรงใจและพลังปัญญาที่มีใส่ไปในงานนี้ ผลงานที่ออกมาคือที่เก็บความทรงจำที่ดีในการทำงานร่วมกับทีมงานอีกสามคน แม้จะเป็นแค่ช่วงสั้น ๆ แต่ก็มีความสุขที่ได้นึกถึงค่ะ (ขอบคุณโบว์, ปอ และซัน ที่ร่วมกันสร้างผลงานชิ้นนี้ขึ้นมาค่ะ) บ่ายวันอาทิตย์อาจารย์พิภพ ก็ได้มาเป็นวิทยากรไขความกระจ่างเรื่องการทำข่าวภาคสนามอีกรอบ การสอนของอาจารย์มีรูปแบบที่น่าสนใจ เพราะอาจารย์ใช้เหตุการณ์สมมติ จำลองสถานการณ์ เหตุแห่งการเกิดเรื่อง ปัจจัยแวดล้อม ผลกระทบ และทิศทางของข่าวที่จะถูกนำเสนอซึ่งถ้าหากอาจารย์ใช้วิธีการสอนแบบบรรยาย คงจะใช้เวลาไม่นานก็จบแต่ด้วยวิธีการสอนแบบจำลองเหตุการณ์ ทำให้พวกเราเห็นภาพได้ชัด และจดจำทำความเข้าใจได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นจริง ๆ เราก็จะพอวาดภาพในใจได้ว่าเหตุการณ์นั้น ๆ มันจะมีวิถีเป็นอย่างไร แล้วเรา ผู้สื่อข่าวเองต้องวางตัวเองไว้ตรงไหน เข้าถึงและหาข้อมูลจากแหล่งข่าวอย่างไรให้ถูกที่ถูกเวลา และถูกคน กิจกรรมสุดท้ายของวันคือกิจกรรมปิดตาจูง กิจกรรมนี้เป็นการแบ่งผู้อบรมเป็นสองกลุ่มคือกลุ่มที่ถูกปิดตา(ดิฉันอยู่กลุ่มนี้ค่ะ) และกลุ่มที่เป็นผู้จูง ข้อคิดที่ได้จากกิจกรรมนี้และดิฉันเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อการนำเสนอข่าวคือ สื่อมวลชนควรจะนำเสนอข่าวต่อผู้ชมแบบไม่ให้พวกเขารู้สึกว่าถูกยัดเยียดข้อมูล นำเสนอความจริงที่พวกเขาสามารถสัมผัสได้ และทิ้งช่วงให้พวกเขาได้คิดพิจารณากับข้อมูลที่ได้รับ หากเห็นว่าแนวคิดหรือทิศทางความคิดของผู้ชมจะไปในทางที่ผิดก็ส่งสัญญาณเตือนเบา ๆ พอให้เขารับรู้ว่าทางที่ถูกต้อง ข้อมูลที่ถูกต้องอยู่ทางนี้ ไม่ใช้การชี้นำหรือลากจูงให้เขาเดินตาม ค่อย ๆ นำเขาไปในทางที่ถูกจนเมื่อผู้ที่ถูกนำเชื่อใจ เมื่อนั้นคุณจะกลายเป็นคนข่าว สถานีข่าวที่ได้รับความมั่นใจจากประชาชนได้เป็นแน่ ที่บทความนี้ยาวก็เพราะว่าดิฉันได้อะไรมาเยอะจากชั้นเรียน แต่ไม่รู้เป็นไง...เยอะแค่ไหนก็ไม่เต็มสักที...ก็อย่างที่บอกล่ะค่ะ ว่าที่เนชั่นสอนดิฉันให้เป็นคนโลภ(วิชา) |
| << | มีนาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |