พิมพ์หน้านี้
|
๓๒ ใครก็ถามถึง (หลานสาว) ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ อันดาจันทร์ พ่อจะเขียนถึงลูกตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว แต่พ่อเพลียและง่วงเหลือเกิน คืนก่อนนี้พ่อนั่งรถกลับจากบ้านยาย นอนในรถก็หลับไม่สนิท พ่อคิดถึงลูกด้วย ตอนเย็นก่อนที่พ่อจะออกเดินทาง พ่อเอาลูกมาอุ้ม ลูกเพิ่งอิ่มนม พ่ออุ้มลูกพาดบ่า แม่ก็มาช่วยจับ ๆ คลำ ๆ และหยอกลูกอยู่ข้างหลัง-ซึ่งหน้าลูกหันไปทางนั้น พ่อได้ยินเสียงแม่เครือ ๆ สักพักพ่อก็ร้องไห้ด้วย เท่าที่พ่อจำได้นี่เป็นหนที่สองของการร้องไห้ก่อนออกเดินทาง ครั้งแรกพ่อเคยร้องไห้ตอนจะจากบ้านมาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ ตอนนั้นพ่อก็โตเป็นหนุ่มเต็มตัวแล้วแหละ อยู่ในวัยที่อยากออกเดินทางไปสู่โลกกว้างให้ไกลแสนไกล แต่ครั้นถึงเวลาจะออกเดินทางพ่อถึงกับร้องไห้โฮตอนอาบน้ำที่บ่อหว้า ครั้งนี้เป็นครั้งที่สอง พ่อถามความรู้สึกตัวเองว่าทำไมต้องร้องไห้ ไม่มีความเศร้า ไม่มีความเสียใจ ไม่มีความกังวล ความยากลำบาก แต่อะไรทำให้ต้องร้องไห้ พ่อตอบตัวเองไม่ได้ แสงแดดกำลังรำไรขณะพ่อง่วนอยู่กับการเก็บกระเป๋า พยายามให้จิตใจอยู่กับงานที่กำลังทำและที่ต้องทำ แต่พอหันไปเห็นแม่ที่กำลังนั่งซึมไกวเปลลูก พ่อก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้ พ่อหม่นเศร้า เสียงเครือ และเห็นดวงตาแดงก่ำของตัวเองในกระจก ออกมาคุยกับป้า ๆ น้า ๆ ของลูกสนุกสนานพอคลายใจไปบ้าง เดินเข้าไปก้มมองลูกที่หลับตาอยู่ในเปล พ่อไม่อยากมองแม่เลยตอนที่ขึ้นรถจากบ้าน นั่งรถทัวร์จากสมเด็จ (กาฬสินธุ์) เข้ากรุงเทพฯ ใจพ่อยังกลับไปหาลูกโดยไม่ต้องสั่งมันเลย มาอยู่ห่างกันพ่อก็คิดถึงลูก ที่สำนักงานสารคดีเขาก็ถามข่าวถึงลูกกันยกใหญ่ พ่อเอารูปลูกให้ดู เขาก็ให้ความเห็นกันไปมากมาย ป้าณิชาบอกว่าในที่สุดกองบอกอของเราก็มีหลานคนแรก ลูกเป็นเด็กคนแรกและคนเดียว (ในตอนนี้) ของฝ่ายกองบอกอสารคดี อาเพชรว่าชื่ออันดาจันทร์ฟังดูเป็นภาษากวี ส่วนอาโด่งว่าลูกต้องเป็นคนดีแน่ ๆ เมื่อเช้านี้อาไนซ์มานั่งไล่ดูภาพของลูกอย่างตั้งใจ แล้วว่าเห็นความน่ารักของเด็กแล้วก็อยากจะมีบ้าง และบอกว่ามือของลูกดูเป็นมือศิลปิน โตขึ้นลูกต้อลทำงานศิลปะแน่ ๆ ลุงแสนมาถามพ่อว่าทำไมลูกดูโตกว่าวัยจังเลย ก็ลุงเขาเห็นใบหน้าและหัวที่มีผมดกดำ กับชุดเสื้อผ้าเด็กที่ลูกใส่ ภาพพวกนี้แม่กับป้าอรดูแล้วก็ยังดูเหมือนเด็กอนุบาลแล้ว แต่ตอนที่ลูกถอดเสื้อผ้าอาบน้ำและร้องไห้จ้านั่นแหละลูกก็จะกลับเป็นทารก แต่พ่อไม่ถ่ายภาพตอนลูกโป๊มาโชว์ใครเขาหรอก ป้าเพ็ญถามพ่อว่าทำไมลูกตัวขาวจัง (ต่างจากพ่อ) และว่าโตขึ้นจะต้องสวยแน่เลย ส่วนลุงจอบนั้นพูดแต่ว่าอิจฉาถึงขั้นริษยา ดูรูปลูกไม่ได้ แกว่า-ตาร้อน ป้าแอนแนะนำในฐานะเป็นคุณแม่มาก่อนว่า ให้ลูกกินน้ำบ้างก็ได้ คนสมัยก่อนเขาเลี้ยงกันมาอย่างนั้น ตรงกันกับที่ทวดบอกพ่อว่าสมัยโบราณเขามีการตีฆ้องบอกเวลาให้เอาน้ำให้เด็กกิน เมื่อเช้านี้ ป้าหมูแม่บ้านที่สารคดีซึ่งแกเอาใจช่วยและให้คำแนะนำแก่พ่อมาตั้งแต่ลูกอยู่ในท้องแม่ แกเองเลี้ยงลูกลานมาหลายคน แกว่าเวลาอาบน้ำก็ให้บีบสันจมูกให้ลูกบ้าง แกดูรูปลูกแล้วบอกว่าต้องบีบให้โด่งได้รูปอีก และบีบนวดขาให้ตรง โตขึ้นจะได้เดินขาเรียวสวยเหมือนนางงาม พ่อมาคิดได้ในตอนนั้นว่า นั่นสิ-เขาถึงพูดกันว่าพ่อแม่เป็นผู้ปั้นแต่งลูก ป้าหมูพูดอีกว่า ถึงวันทำพิธีรับขวัญลูกให้เตรียมของต่าง ๆ ให้พร้อม จะเป็นมงคลกับชีวิตลูก ทั้งหมดนี้พ่อต้องบันทึกเอาไว้ ๑๕.๑๕ น., โต๊ะทำงานพ่อ ตึกชั้น ๒ ห้องกอง บ.ก. สารคดี ซอยปรินายก
๓๓ หน้าเด็กจะเปลี่ยน ๗ ครั้ง? เสาร์ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ อันดาจันทร์ เวลาพ่อคิดถึงลูกพ่อจะเขียนบันทึก ถ้าพ่อยังไม่สะดวกจะเขียนในตอนนั้น พ่อก็จะเขียนไว้ในใจ แล้วค่อยมาเขียนลงสมุดเมื่อมีเวลา อย่างที่พ่อกำลังทำอยู่เดี๋ยวนี้ เราห่างกันมาเกือบหนึ่งสัปดาห์เต็ม วันนี้พ่ออยู่ที่ห้องเกือบทั้งวัน แต่ก็ตกค่ำจึงได้เขียนถึงลูก ป่านลูกไม่รู้จะเป็นอย่างไรบ้าง วันก่อนป้าหมู แม่บ้านที่สารคดีบอกพ่อด้วยว่าเด็กเมื่อยังเล็กจะเปลี่ยนหน้า ๗ ครั้ง หน้าตาเด็กจึงไม่ได้เหมือนเดิมตลอดเวลา พ่อไม่รู้ว่าหน้าของลูกเปลี่ยนไปบ้างหรือยัง เฝ้าถามแม่อยู่ทุกวัน แม่ก็รายงานแต่ความประพฤติประจำวันของลูก แม่เล่าว่าลกไม่ยอมนอนบ้าง นอนเพียงช่วงสั้น ๆ บ้าง จะยอมนอนแต่ในเปลไม่ชอบนอนพื้น แต่ย่าและทวดบอกว่าลูกไม่นอนกลางวันมากนักนั้นดีแล้ว กลางคืนลูกจะได้นอนหลับดี พ่อนึกห่วงแม่ด้วย ห่วงจิตใจของแม่ อยู่บ้านตัวเองก็จริง แต่การต้องห่วงพ่อซึ่งผูกพันกันมาก พ่อก็อดเป็นห่วงแม่ไม่ได้ แต่อีกใจหนึ่ง พ่อคิดว่าเป็นการดีแล้วที่แม่จะได้อยู่บ้านบ้าง ใช้เวลาอยู่กับบ้านให้เต็มที่ หลังจากที่แม่ห่างบ้านมาเป็นสิบ ๆ ปี เมื่อวานพ่อไปที่ทำงานของแม่ เอารูปลูกไปให้ป้า ๆ เขาดู ป้ามณี ป้าอุ๋ย ป้าบัวลี เขาตื่นเต้นกันมาก เห็นรูปลูกเขาก็พูดเรื่องลูกกันไม่หยุด ลุงท็อปนั้นบอกว่าหน้าของเด็กจะเปลี่ยนไปเรื่อย ต้องโตหน่อยจึงจะชัดว่าหน้าตาจะไปทางไหน และลุงท็อปบอกด้วยว่า ป้ายุ้ยเพื่อนร่วมงานของแม่ ช่วยประชาสัมพันธ์เรื่องลูกไปทั่วเครือข่ายการทำงานของแม่แล้ว ให้รายละเอียดย่างรอบด้าน ชื่อ น้ำหนักแรกเกิด รวมทั้งชื่อนามและอาชีพของบิดา เวลาพ่อคิดถึงลูกหรือกำลังเขียนบันทึกถึงลูก บางทีน้ำตาพ่อก็เอ่อรื้นขึ้นมา ไม่ใช่เพราะความโศกเศร้าที่ต้องห่างลูก--พ่อคิดว่านั่นเป็นเรื่องธรรมดาตามเงื่อนไขของชีวิต แต่เป็นน้ำตาของความตื้นตัน และพ่อเพิ่งได้ตระหนักว่าการมีลูกนั้นเป็นความรู้สึกที่ไม่เหมือนเรื่องอื่นใดจริง ๆ พ่อบอกที่บ้านยายว่าจะห่างลูกมา ๒-๓ สัปดาห์ ตอนนี้พ่อกำลังจัดสรรงานและจัดเวลา สัปดาห์หน้านี้พ่อจะไปทำงานที่เชียงใหม่ และสัปดาห์ถัดจากนั้นพ่อจะกลับไปหาลูก ไปดูความเปลี่ยนแปลงของลูกด้วยตาตัวเอง ๒๑.๓๘ น. โต๊ะทำงานริมหน้าต่าง ห้อง ๔๐๗ ชัยพฤกษ์อพาร์ทเมนต์ ซอยปรินายก |