พิมพ์หน้านี้
|
๓๔ บนขบวนรถไฟไปเหนือ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ พ่อห่างลูกมาสัปดาห์หนึ่งแล้ว และคงต้องห่างกันอีกราวหนึ่งสัปดาห์ เพราะพ่อยังจะต้องไปทำงานที่เชียงใหม่กับแถวแม่น้ำสาละวิน แม่ฮ่องสอน พ่อจะเดินทางไปโดยรถไฟ ตอนนี้พ่อนั่งอยู่บนขบวนรถแล้ว แสงแดดส่องลอดเข้ามาทางหน้าต่าง เป็นยามเย็นที่กำลังสวยทีเดียว แสงสีเหลืองสว่างของมันส่องลงบนหน้าสมุดบันทึกที่พ่อกำลังเขียนถึงลูกอยู่ด้วย สีเหลืองอ่อน ๆ ของเนื้อกระดาษถนอมสายตาสมุด มนุษย์บันทึก เปล่งประกายขึ้นมาเชียว แสงแดดเย็นยังสาดลงบนมือและปากกาของพ่อ ทอดเงายาวไปถึงหน้ากระดาษอีกข้าง สัปดาห์ที่ผ่านมา พ่ออยู่กรุงเทพฯ คนที่รู้จักเขาถามถึงลูกกันทั้งซอย จนถึงที่ทำงาน ที่กองบอกอสารคดีทุกคนต่างถามถึงลูกและตื่นเต้นไปกับการมาถึงของลูก ก็ลูกเป็นหลานคนเดียวของกองบอกอเลยนี่ ลุงยามก็ยังถามและว่าพ่อคงดีใจที่ได้ลูกสาว ยามที่อพาร์ทเมนต์ก็ถามตั้งแต่วันแรกที่พ่อกลับมา ลุงโดราเอมอนก็ชะโงกหน้าผ่านกรอบประตูห้องเข้ามาถามพ่อว่าเมียคลอดลูกสาวหรือลูกชาย ลุงทหารเพื่อนคู่ใจของลุงยามที่รู้ข่าวจากคนอื่นเขา ก็มาแสดงความยินดีที่พ่อได้เป็นพ่อคน มีอยู่วันหนึ่งป้าเจ้าของร้านหนังสือเช่า ร้านเจ้าประจำของแม่ ก็ยังดักถามพ่อ คลอดหรือยัง? นางถามพ่อ พ่อตอบว่า คลอดแล้ว ได้ลูกสาว จากนั้นนางก็เข้าไปแจ้งข่าวต่อกับคนอื่น ๆ ในบ้าน เมื่อคืนป้าห้อง ๔๐๘ ที่อยู่ตรงกันข้ามกับห้องเรา ก็ยังมากระเซ้าพ่อว่า แหมคลอดแล้วก็ไม่บอกันบ้าง แล้วก็เดินลงบันไดไป แต่ก็ยังตะโกนขึ้นมาถามว่า หญิงหรือชาย ตะกี้ตอนแบกเป้ออกมาจากห้อง สวนทางป้าอีกคนที่อยู่ห้อง ๔๐๓ หรือ ๔๐๔ แกมีลูกวัยเรียนอนุบาล แกก็ถามถึงทั้งแม่และลูก พอรู้ว่าลูกหนัก ๓ กิโลกว่า ก็บอกว่า น้ำหนักดี เพราะแม่แข็งแรง ยามใครถามก็มักถามคู่กันเสมอทั้งแม่ทั้งลูก เมื่อวานทวดก็ถามมาทางโทรศัพท์ว่าเมื่อไรจะไปกระบี่ พ่อว่าคงต้องรอให้แม่กับลูกมากรุงเทพฯ ก่อน แล้วจะพากันลงไป พ่อกำลังคิดอยู่ว่าการเดินทางเที่ยวนั้น เราคงเดินทางกันโดยรถไฟ เหมือนที่พ่อกำลังเดินทางขึ้นเหนืออยู่เดี๋ยวนี้ ๑๘.๐๒ น. แดดเพิ่งลับลงหลังทิวตึก บนขบวนรถไฟกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ตู้ที่ ๔ เลขที่นั่ง ๑๕
๓๕ The Moon of Andaman ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ อันดาจันทร์ วันนี้พ่อบอกชื่อนี้ไปกับใครหลายคน พ่อมาถึงเชียงใหม่แล้ว เจอเพื่อนหลายคนรวมทั้งเพื่อนใหม่ ๆ ด้วย พอเขารู้กันว่าพ่อเพิ่งมีลูกก็รุมถามกันใหญ่ว่าชื่ออะไร พ่อตอบ อันดาจันทร์ น้าไผ่ถาม แปลว่าอะไร พ่อตอบไปตามความหมายที่ใจคิดว่า จันทร์แห่งอันดามัน เขาก็ตื่นเต้นกัน น้าไผ่ยังหันไปแปลให้ฝรั่งที่นั่งอยู่ข้างกันฟังด้วยว่า พ่อมีลูกสาวที่ชื่อมีความหมายว่า พ่อเดินทางจากเมืองเชียงใหม่ต่อมายังแม่น้ำสาละวิน ที่แม่สามแลบ อำเภอแม่สะเรียง แม่ฮ่องสอน แม่น้ำใหญ่สายนี้ติดแนวชายแดนตะวันตกของภาคเหนือ ฟากแม่น้ำฝั่งตรงกันข้ามคือรัฐกะเหรี่ยง ประเทศพม่า พ่อได้เดินทางเข้าสู่บรรยากาศเดิม ๆ กลิ่นอายและสถานที่เดิม ๆ ด้วย การเดินทาง อยู่ในวิถีของพ่อมานานหลายปี บางคราวก็ไปด้วยกันกับแม่ กับเพื่อน หรือบางทีพ่อก็ไปทำงานของพ่อเอง พ่อชอบการเดินทาง แต่ยามไปต่างถิ่นไม่ว่าจะไปคนเดียวหรือไปกับใครเป็นกลุ่ม พ่อรู้สึกว้าเหว่ในใจเสมอ มักต้องคิดถึงแม่ คิดถึงบ้านที่กระบี่ แต่ตอนนี้พ่อคิดถึงลูกด้วย พ่อนึกถึงหน้าลูก พ่อเห็นหน้าลูกได้แจ่มชัด นึกนึกก็อยากไปหาเสียเดี๋ยวนั้น แต่พ่อคงต้องหักใจรอให้ถึงวันทำงานเสร็จ ผู้คนที่ริมฝั่งสาละวินยังอยู่กันตามธรรมชาติมากเลยลูก ไม่มีถนน ไม่มีไฟฟ้า ใช้เรืออย่างเดียว ตกค่ำก็มืด แต่แสงเดือนเสี้ยวก็ดูสว่างมากเมื่อไม่ถูกแข่งกับแสงไฟ อาศัยแสงเดือนสลัวก็พอเดินไปได้ แต่ใจต้องมีสติให้มาก ไม่ร้อนรนเกินไป และต้องไม่ลนลานเพราะความกลัวหรือกังวล แล้วไม่นาน จันทร์ข้างแรมต้น ๆ ก็จากลา ฟ้ามืดสนิทจนเห็นดวงดาวเต็มฟ้า พ่อไม่ได้เห็นดาวแน่นเต็มฟ้าอย่างนี้มานานแล้ว ดาวมากจนฟ้าสว่างพราว วันนี้ทั้งวัน พ่ออยากเขียนถึงลูกจนแทบรอไม่ไหว แต่เกือบทั้งวันพ่ออยู่กับการเดินทาง มาถึงหมู่บ้านท่าตาฝั่งก็บ่ายคล้อย จากนั้นก็จัดการกับเรื่องงาน เพราะคนที่พ่อต้องคุยด้วย เขาก็มีช่วงเวลาของเขา จนล่วงดึกพ่อจึงได้นั่งเขียนถึงลูก ขณะที่กำลังเขียนอยู่นี้ ก็นึกเกรงใจเจ้าของบ้านอยู่เหมือนกัน พูดกันไม่รู้เรื่องเลยนะ เจ้าของบ้านที่เรามาอาศัยนอน เขาเป็นคนกะเหรี่ยงที่พูดไทยได้น้อยมาก และเขาอาจไม่เข้าใจว่าพ่อนั่งทำอะไรอยู่ ขณะที่คนอื่นเขานอนกันหมดแล้ว เขาดูแลแขกอย่างดี เมื่อครู่เขาเพิ่งปลุกเมียขึ้นมาจัดหาผ้าห่มให้ ความจริงพ่อเตรียมถุงนอนติดตัวมาแล้ว แต่ก็รับน้ำใจจากเขาไว้ คืนนี้พ่อนอนคิดถึงลูกอยู่ในกระท่อมคนกะเหรี่ยงไปจนกว่าจะหลับ The Moon of Andaman" และว่า very romantic"พ่อยิ้มอย่างปลาบปลื้ม๒๓.๑๖ น. หมู่บ้านท่าตาฝั่ง ริมฝั่งแม่น้ำสาละวิน
๓๖ พ่อสัญจรมาสาละวิน ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ วันนี้พ่อค่อนข้างเหนื่อยและง่วง แต่ก่อนจะล้มตัวนอนพ่อต้องเขียนถึงลูกก่อน พ่อเหนื่อยและง่วงเพราะตื่นเช้าและเดินทางไกล ตื่นนอนตั้งแต่ราวตี ๓ ตี ๔ ในหมู่บ้านที่พ่อนอนเมื่อคืนหนาวมาก พ่อนอนตอนหลังเขียนถึงลูกเสร็จ แล้วตื่นขึ้นมาดึก ๆ หนาวมาก ถุงนอนที่ลุงปังบอกว่ากันหนาวได้มากก็เอาไม่อยู่ พ่อเพิ่มผ้าห่มเข้าอีกชั้นก็ยังหลับไม่ลง หลังจากนั้นยังคัดจมูกอีก น่าจะเพราะอากาศหนาวนั่นแหละ เตาไฟของคนกะเหรี่ยงอยู่บนบ้านเลย ถมดินแล้วปลูกเสาสี่ต้น ถมดินที่เชิงเตา ด้านบนก็มีขั้นไม้ไผ่สำหรับวางของที่ต้องรมควันรมไฟ ผิงไฟกับเขาไปจนเช้าก็ไปสมทบกับเพื่อนที่นอนอยู่แพกลางแม่น้ำ และกินข้าวเช้า (ข้าวดอย) ด้วยกันที่นั่น แล้วเริ่มกิจกรรมประจำวัน ช่วงเช้าวันนี้เรานั่งเรือวนแม่น้ำขึ้นไปยังบริเวณที่เรียกว่า เว่ยจี เป็นจุดที่แม่น้ำสาละวินไหลผ่านช่องหินแคบ ๆ เป็นช่วงยาวหลายกิโลเมตร ตรงนั้นถูกกำหนดให้เป็นจุดที่ตั้งสันเขื่อนสาละวิน ส่วนสุดเขตแดนไทยยังขึ้นไปอีกราวครึ่งวันเดินเรือ จากนั้นเราก็ล่องแม่น้ำกลับลงมา ได้แวะที่หมู่บ้านกะเหรี่ยงแคเอ็นยู น่าตื่นตามาก จากที่นั่นพ่อนั่งเรือล่องมาอีกราว ๒ ชั่วโมงกว่า จากเที่ยงจนล่วงบ่ายก็ถึงแม่สามแลบ-ท่าเรือ ขึ้นจากเรือก็เดินทางต่อด้วยรถตู้ ออกมาสู่แม่สะเรียง มุ่งมาทางฮอด พ่อมาลงรถที่อำเภอสันป่าตองก่อนถึงตัวจังหวัดเชียงใหม่ ๓๖ กิโลเมตร การเดินทางที่ยาวนานอย่างต่อเนื่องตลอดวันนี่แหละที่ทำให้พ่อรู้สึกเหนื่อย นอนไม่เต็มตื่น นั่งเรือตากแดด แล้วนั่งรถไปบนเส้นทางภูเขาอีก ๔ ชั่วโมงกว่า เย็นย่ำก่อนพลบพ่อรู้สึกเหนื่อยอย่างหนัก แต่เมื่อยังไม่ถึงจุดหมายประจำวันก็ยังต้องไปต่อ จนแม่บ้านเจ้าของบ้านลุกขึ้นมาก่อไฟหุงข้าว พ่อจึงตัดสินใจลุกขึ้นมาผิงไฟกับเขาด้วยพ่อนัดแหล่งข้อมูลอีกคนไว้ที่หน้าโรงพักสันป่าตอง บอกว่าพ่อจะมารออยู่ตรงนั้น แต่พอพ่อมาถึงปรากฏว่าเขามารออยู่ก่อนแล้วเขาเข้ามาทักพ่ออย่างคนที่มีอัธยาศัยดีและถามทันทีว่าเป็นคนใต้หรือไม่ พอพ่อตอบว่าใช่ แกบอกทันทีว่า บ้านแกอยู่ตรัง มาเจอกันถึงได้รู้ว่าเขาเป็นคนสูงอายุแล้ว (ก่อนนี้ติดต่อกันแต่ทางโทรศัพท์) และเป็นคนใต้แกพาพ่อไปเลี้ยงข้าว และชวนให้มานอนที่บ้าน พ่อตอบตกลงอย่างยินดี เพราะไม่ได้อาบน้ำมา ๒ วันแล้ว และคืนฤดูหนาวของเชียงใหม่ ถ้าไม่ได้เครื่องทำน้ำอุ่นพ่ออาบน้ำไม่ได้แน่ หลังจากแวะไปทักทายกลุ่มแหล่งข้อมูลที่วัดน้ำบ่อหลวง พ่อจึงได้มานอนที่บ้านลุงผู้การ และกำลังนั่งเขียนถึงลูกอยู่นี้ พูดไปนี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งในชีวิตการทำงานสารคดีของพ่อ ที่มักได้พบรู้จักและได้รับความช่วยเหลือจากคนโน้นคนนี้ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลยอย่างมากมายนับไม่ถ้วน แต่ถ้าให้ไล่เรียงพ่อก็จดจำได้หมด ตั้งแต่ครั้งที่พ่อโบกรถร่อนเร่พเนจรอยู่บนหนทางของนักแสวงหา จนถึงเดียวนี้ คืนนั้นลุงผู้การพูดคำหนึ่งว่า นาน ๆ จะได้แหลงใต้สักที แกจึงดีใจมากและเต็มใจจะช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานของพ่อเต็มที่ พ่อรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเหล่านี้ และคิดอยู่เสมอว่าคงต้องหาทางตอบแทนกันบ้าง หากไม่ใช่กับเขาโดยตรง ก็กับคนอื่นในโอกาสและช่องทางที่เหมาะสม ในลักษณะของการทำต่อ... ตอนนี้อายุของลูกย่างสัปดาห์ที่ ๔ พ่อออกเดินทางไกลครั้งแรกนับแต่มีลูก พ่อมาทำงาน และมีผลพลอยได้คือ พ่อได้นำข่าวลูกมาบอกล่าวกับหลาย ๆ คนทางนี้ ๒๒.๔๘ น. บ้านลุงจรัส หางดง ริมทางสาย ๑๐๘ พ่อรู้มาก่อนว่าแกชื่อ พ.อ.จรัส จึงเรียกแกว่าผู้การ แกบอกว่าตอนี้เกษียณแล้ว อายุ ๖๙ ปีแล้ว แต่ยังดูแข็งแรง ขับรถยังคล่องแคล่ว และอารมณ์แจ่มใสอย่างยิ่ง(*มีรูปอยู่ในแกลลอรี่ กล่อง 9) |