พิมพ์หน้านี้
|
๕๓ เข้ามาเมืองหลวง ๑๙ เมษายน ๒๕๕๐ อันดาจันทร์ เราเข้ากรุงเทพฯ กันแล้วนะ มาอยู่กันที่ห้องเช่าที่พ่อกับแม่เคยอยู่กันมาก่อน ซึ่งตอนนี้มีลูกมาอยู่ด้วยแล้ว เรามาถึงกันเมื่อเย็นวานตอนราว ๖ โมงเย็น เราออกจากบ้านยายกันตอน ๑๐ โมงเช้า ด้วยรถของป้าจอย โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ๗ ที่นั่ง แต่เรานั่งกันมากัน ๙ คนรวมทั้งลูก โดยที่พับเก็บเบาะนั่งตัวหนึ่งเป็นที่วางของด้วย ป้าจอยเขามากัน ๓ คน เรามีแม่ ยาย พ่อ พี่ดรีม และพี่แก้ว รวมลูกด้วยก็ ๖ คน ยัดกันมาพร้อมข้าวของแม่และลูก ลูกเดินทางได้นะ มาในรถก็ร้องไห้นิดหน่อย ยายสั่งให้ผูกเปล ซึ่งแม่ก็เตรียมเปลมาแล้วด้วย พ่อเอาผูกเข้ากับก้านเหล็กยึดที่พิงศีรษะของเบาะข้างคนขับ แล้วโยงปลายอีกข้างมาผูกกับก้านเบาะด้านหลังคนขับ วางลูกนอนลงก็ตรงตักยายพอดีซึ่งนั่งอยู่เบาะตัวกลางในแถวสอง ลูกได้นอนเปลก็หลับสบายเลย ตื่นมาก็กินนมแม่ ตอนบ่าย ๆ ก็หลับคานมแม่ เป็นการเดินทางไกลครั้งแรกในชีวิตลูก ๕๗๘ กิโลเมตร จากบ้านยายที่หมู่บ้านโคกใส กาฬสินธุ์ มาถึงซอยปรินายก กรุงเทพฯ (พ่อเคยวัดด้วยไมล์รถ ตอนลุงแดงขับไปส่งแม่ก่อนคลอดลูก) ใช้เวลา ๘ ชั่วโมง ช่วงเช้าดูลูกจะไม่ค่อยสบายตัว อาจเนื่องจากการฉีดวัคซีนเมื่อวันก่อนเดินทาง แต่หลังเที่ยงมาลูกดูอารมณ์ดี ยิ้มกับคนนั้นคนนี้มาตลอดทาง ที่บ้านยายดูทุกคนเศร้ากันมากกับการมากรุงเทพฯ ของลูก น้าป้อนอุ้มเปกมาเรียกลูกอยู่ข้างประตูรถ แล้วร้องไห้ตาแดง ป้าอรนั้นร้องอยู่ทางท้ายรถก่อนแล้ว สักพักแม่ใหญ่ศรีก็ร้องไห้ไปกับเขาด้วย แม่พูดว่าพ่อใหญ่ก็ตาแดง ๆ ส่วนน้าพลนั้นซึมเงียบปลีกตัวไปแถวด้านหลังบ้าน การเดินทางไกลของเราราบรื่นดี ลูกหลับสลับกับตื่นขึ้นมาส่งยิ้มให้คนนั้นคนนี้ แม่เป็นคนอุ้มลูกเกือบตลอดทาง มาถึงกรุงเทพฯ บนว่าค่อยข้างปวดแขนพ่อต้องช่วยนวดให้ และแม่ก็หลับไปตั้งแต่หัวค่ำ ย่าโทรมาจากกระบี่ด้วยความกังวลว่าการผิดที่อาจทำให้ลูกโยเย แต่ลูกไม่ได้เป็นอะไร ลูกหลับไปตามปรกติ ป้าหมอนกับพี่หลินมาเยี่ยมลูก ตอนราว ๔ ทุ่ม และอยู่กับเราจนถึงเที่ยงคืน พี่หลินไม่ห่างเปลลูกเลย ส่วนป้าหมอนนั้นคงเห็นว่าลูกร้อนก็อุ้มจากเปลมาวางบนฟูก และบอกให้หัดลูกให้นอนฟูกบ้าง ลูกจะได้ไม่ติดเปล ลูกตื่นขึ้นมากินนมแม่ตอนราว ๕ ทุ่ม ก่อนเช้าลูกตื่นมาโยเยนิดหน่อย อาจเพราะอากาศกรุงเทพฯ อบอ้าว จากนั้นลูกก็หลับ ๆ ตื่น ๆ จนเช้า ขณะที่พ่อนั่งเขียนบันทึกอยู่นี้ ยายเอาลูกใส่เปลไกวลูกนอนหลับไปอีกรอบ แม่กลับมาจากตลาดเห็นลูกหลับก็บอกว่า "เป็นตาซังแท้" จากนี้ไปลูกต้องเริ่มต้นชีวิตในกรุงเทพฯ แล้วนะ การเดินทางมาไม่มีอะไรที่พ่อต้องเครียดหรือกังวล ที่สำคัญคือเรามียายมาด้วย ช่วยให้เบาใจได้มาก แต่ตอนลูกร้องเราก็เครียดกันไปหมดเหมือนกัน เช้าวานนี้ ก่อนเดินทางพ่อดูลูกอยู่ข้างเปลอย่างหลายวันที่แล้วมา พ่อไกวให้ลูกนอน และพ่อแต่งเพลงกล่อมลูกไว้ร้องให้ลูกฟังด้วย เนื้อว่าดังนี้ นอนเถิดนะแพรวา ฟ้ายังเช้าอยู่ ดาวเพิ่งสิ้นแสง แดดทองส่องมา หลังฟ้ารุ่งแจ้ง ลูกเกิดยามหนาว ยามนี้เข้าหน้าแล้ง อากาศใสแจ่มลูกไม่มีโรคภัย พ่อร้องกล่อมกลับไปกลับมา ไม่รู้กี่เที่ยวต่อกี่เที่ยว พ่อไม่ได้นับ จนรู้สึกเหมือนคนทิเบตที่ท่องบนสวดมนต์ทั้งวัน พ่อเองก็รู้สึกเกิดสมาธิ ร้องไปจนจำเนื้อได้ขึ้นใจอย่างที่เขียนไว้นั้น เรามาอยู่กันที่นี่แล้ว สามคนพ่อแม่ลูกกับพี่ซันนี่ เมื่อยายกลับไป ไม่มีใครคอยช่วยดูแลแล้ว พ่อต้องดูแลลูกให้อย่างดีที่สุด ๗.๐๘ น., ห้อง ๔๐๗ ชัยพฤกษ์อพาร์ทเมนต์ ริมคลองรอบกรุงฯ พระนคร กรุงเทพฯ (*ภาพอยู่ใน gallery) |