วันอาทิตย์ ที่ 29 มิถุนายน 2551
ขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกไม่ได้ทำให้ไทยเสียดินแดน แต่เงื่อนไขของการเป็นมรดกโลกต่างหากที่จะทำให้เสียดินแดนในอนาคต
Posted by
พญาไฟสีเทา
,
ผู้อ่าน : 958
, 06:53:29 น.
พิมพ์หน้านี้
|
กรณีประเทศกัมพูชานำเขาพระวิหารไปขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ต่อคณะกรรมการมรดกโลกของยูเนสโกนั้นไม่เกี่ยวข้องกับการสูญเสียดินแดนในเขตทับซ้อนแต่อย่างใด เพราะคณะกรรมการมรดกโลกนั้นตั้งขึ้นมาด้วยวัตถุประสงค์หลักคือ ความต้องการให้รัฐบาลและประชาชนของประเทศนั้นๆ ให้สัตย์ปฏิญาณว่าจะดูแลรักษาพื้นที่หรือแหล่งโบราณสถานนั้นอย่างดีที่สุด แต่ในอีกมุมหนึ่งเอกสารใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกนั้น จะถือเป็นเอกสารที่ได้รับการยอมรับระหว่างประเทศไปโดยปริยาย และสามารถใช้อ้างอิงได้
ในกรณีของเขาพระวิหารนั้นจะไม่มีปัญหาเรื่องการสูญเสียดินแดนของฝ่ายไทย หากประเทศกัมพูชามีเจตนารมณ์เพียงแค่เสนอเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกเพื่อเกียรติภูมิของประเทศและตั้งใจเพียงแค่ให้ปฏิญญาต่อประชาคมโลกว่าจะดูแลสถานที่แห่งนี้อย่างดีเท่านั้น
แต่ในทางกลับกัน หากกัมพูชาคิดไกลกว่านั้นและมีวาระซ้อนเร้นอยู่เบื้องหลัง โดยเฉพาะกรณีต่อสู้เพื่อให้ได้พื้นที่ทับซ้อนไป (หรือให้ได้มากขึ้นกว่าเดิม) การที่รัฐบาลไทยยอมรับการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกอย่างออกหน้าออกตา ก็เท่ากับเป็นการยอมรับว่า บ้านหลังนี้เป็นของกัมพูชา ไปโดยปริยาย
และขณะเดียวกันหากขึ้นทะเบียนเป็นเป็นมรดกโลกสำเร็จ ก็เท่ากับเป็นการตีตราตอกย้ำอย่างหนักแน่นเข้าไปอีก
คิดกันเล่นๆ หากกัมพูชาใช้วิธีฟ้องศาลโลกว่าพื้นที่ทับซ้อนเป็นของกัมพูชาเหมือนที่ทำกับเขาพระวิหารอีกครั้ง โดยเชื่อมโยงกับกรณีเขาพระวิหาร และอ้างว่า
เมื่อตัวบ้าน (ปราสาทเขาพระวิหาร)เป็นของกัมพูชา เพราะฉะนั้น บันได สระน้ำรอบบ้าน (สระตราว)และศาลพระภูมิ (ปาราสาทโดนตวล) ที่อยู่รายรอบก็ต้องเป็นของกัมพูชาด้วยเหมือนกัน ประเทศไทยจะว่าอย่างไร???
เพราะในทางวิชาการ มีงานหลายชิ้นระบุว่า ลักษณะพิเศษของเขาพระวิหาร สถานที่ถูกสร้างเพื่อบูชาพระศิวะ มิใช่เพียงแค่ตัวปราสาทเท่านั้น แต่จะมีบารายประดับอยู่ หันหน้าไปทางทิศเหนือ นอกจากนั้นยังมี สระตราว สถูปคู่ ปราสาทโดนตวล ฯลฯ อยู่ในพื้นที่ฝั่งไทย
ดังนั้นโดยสรุปก็คือการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ไม่ได้ทำให้ประเทศไทยสูญเสียดินแดน แต่เงื่อนไขการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกต่างหาก ที่อาจจะทำให้ประเทศไทยสูญเสียดินแดนในอนาคต
ดังนั้นในช่วงที่ผ่านท่ามกลางความพยายามของรัฐบาลกัมพูชาในการล๊อปบี้การขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารให้เป็นมรดกโลก นักวิชาการของประเทศไทยโดยเฉพาะอาจารย์อดุล วิเชียรเจริญ ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการมรดกโลกของประเทศด้วย ก็พยายามที่จะคัดค้านและยืนเรื่องเพื่อขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารและองค์ประกอบของเขาพระวิหารในฝั่งไทยเป็นมรดกโลกร่วมกัน
และผมถือว่านั่นเป็นกุศโลบายป้องกันการสูญเสียดินแดนที่แยบยล แม้ว่าล่าสุด รัฐมนตรีนพดลจะชี้แจงว่า จะขอขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารในฝั่งไทยเป็นมรดกโลกเช่นเดียวกับกัมพูชาด้วย.... แต่นั่นเกรงว่าจะไม่ทันการและมีโอกาสน้อยเสียเต็มที เพราะแหล่งโบราณสถานใดที่จะขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมได้นั้นจะต้องเข้าหลักเกณฑ์ของการเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม 6 ข้อ
แต่หากกัมพูชาได้นำส่วนที่สำคัญที่สุดไปขึ้นทะเบียนเสียก่อนแล้ว...
โอกาสที่ประเทศไทยจะได้ขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารส่วนของฝั่งประเทศไทยเป็นมรดกโลกได้นั้นก็คงจะยากเย็นเต็มที
เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าปัญหาที่ของรัฐบาลที่ผ่านมานั้นคือ ความบกพร่องในการศึกษาในรายละเอียดของกรณีนี้ และไม่ฟังใครทักท้วง จนนำไปสู่การเพลี่ยงพล้ำในด้านยุทธศาสตร์การกำหนดท่าทีของประเทศไทยต่อกรณีประเทศกัมพูชาขึ้นทะเบียนเขาพระวิหาร จนอาจเกิดปัญหาในอนาคตในกรณีเขตแดนพื้นที่ทับซ้อนและการสูญเสียโอกาสที่ประเทศไทยจะได้แหล่งมรดกโลกเพิ่มขึ้นอีก 1 แห่ง
เป็นความเพลี่ยงพล้ำในสถานการณ์พันธมิตรเอามือปิดตาซ้าย รัฐบาลเอามือปิดตาขวา ไม่ยอมพูดความจริงทั้งหมด แถมทั้งคู่ยังเอามือปิดหูทั้งสองข้าง...ต่างคนต่างไม่ฟังกัน
|