พริกบด.. เครื่องปรุงรสที่ขาดเสียมิได้ในสำรับเกาหลี (ข้าพเจ้าลืมไปแล้วว่าเขาเรียกว่าอะไร)
.

ตรอกอันเงียบสงบหน้าร้านชาบูชาบู
.

.
เสร็จจากมื้อกลางวันเราก็ไปแวะชมป้อมฮวาซอง มรดกโลกอายุ ๒๐๙ ปี ซึ่งตั้งอยู่ใจกลาง
เมืองซูวอน เราเดินเลาะกำแพงป้อมฟังไกด์บรรยาย ดูสิ่งก่อสร้างไปพลาง ถ่ายรูปไปพลาง
จนครบรอบบริเวณ ท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บ
.

มองดูจากรูป.. วันนั้นเราคงเดินกันเป็นกิโล เพราะเป็นป้อมที่มีบริเวณกว้างมาก
.

อาคารแบบเกาหลี ที่มีจุดเด่นตรงสีสันอันสดใสสวยงามของชายคา
.

ดงจังแด : กองบัญชาการด้านตะวันออก เป็นที่ฝึกศิลปะการรบของทหาร
.

มองผ่านช่องยิงธนูบนกำแพงโบราณ เห็นตัวเมืองอันศิวิไลซ์ของปัจจุบัน
.

สี่แยกใหญ่กลางใจเมืองที่มองเห็นจากกำแพงด้านตะวันตก
.

.
โปรแกรมถัดจากป้อมฮวาซอง ก็เป็นสวนสนุกเอเวอร์แลนด์ที่เด็กๆ และหนุ่มๆ สาวๆ รอคอย
ผู้อาวุโสอย่างข้าพเจ้าไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นมากนัก เพราะไม่คิดจะนั่งเครื่องเล่นที่มันเหาะเหินอย่าง
หวาดเสียวกลางอากาศอยู่แล้ว แต่ไกด์ของเราบอกว่ามีมากกว่านั้น...
.

ครอบครัวหนูน้อยน่ารักในกลุ่มทัวร์ของเรากับด้านหน้าอันกว้างขวางของเอเวอร์แลนด์
.

เมื่อเข้ามาข้างในก็เริ่มเห็นสีสันและความคึกคัก เลยถ่ายรูปด้วยกันเสียอีกหน
.

ร้านขายของที่ระลึกที่เรียงรายดักหน้าดักหลังอยู่ทุกเส้นทาง คอหนังเกาหลีคงจำกันได้ว่า
ในหนังแทบทุกเรื่องจะต้องมีฉากสวนสนุกที่ตัวละครเอกต้องไปเที่ยว แล้วก็พากันทำตัว
หน่อมแน้มเหมือนเด็ก ใส่ที่คาดหัวเป็นรูปหูสัตว์ต่างๆ นานา แม้ว่าจะทำให้เสียมาดพระเอก
ผู้ขรึมเคร่งไปเสียสิ้นก็ตาม (น่ายกย่องกลยุทธการตลาดของเขาจริงๆ)
.

เรานั่งกระเช้าลงไปด้านล่าง
.

แวะดูเสือโคร่งขาว
.

..แต่ข้าพเจ้าชอบสีนี้มากกว่ามันดูสมกับเป็นเจ้าป่าหน่อย!
.

แวะดูน้ำตกแข็งในบริเวณกรงเสือ ..หนาวขนาดน้ำตกยังกลายเป็นน้ำแข็งเลยยย
.

แวะดูหมีขาวผ่ายผอมขะมุกขะมอม ที่เดินกลับไปกลับมาอย่างไม่เป็นสุข ..ดูแล้วสงสาร!
.

แล้วเราก็แยกย้ายกันไป บ้างก็เลือกไปเล่นไถลที่ลานหิมะซึ่งมองเห็นได้ลิบๆ จากบนกระเช้า
.

คนเล่นก็คือเด็ก ทั้งเด็กหนุ่ม เด็กสาว และเด็กน้อย ส่วนผู้สูงวัยก็ได้แต่มองดูอยู่ข้างนอก
หรือไม่ก็ไปยืนเข้าคิวคอยขี้นรถซาฟารีอย่างทุกทรมานกับความหนาวอย่างข้าพเจ้า ทั้งที่
รถบัสก็มีมารับอย่างต่อเนื่อง แต่เราไม่รู้เลยว่าแถวที่รอคิวนั้นยาวเหยียดและซิกแซ็กไปมา
ขนาดไหน เพราะช่องเดินทางด้านในทำให้เรามองไม่เห็นข้างหน้า รู้ตัวอีกทีก็ไกลเกินกว่า
จะถอยเสียแล้ว จึงทำให้สังเกตได้ว่าคนที่มาเที่ยวสวนสนุกนี้เยอะมาก และ ๘๐ เปอร์เซ็น
ก็เป็นคนเกาหลีเอง
.

ที่เห็นเดินๆ กันอยู่นั้น คนเกาหลีทั้งนั้นค่ะ
.

.
สัตว์ที่อยู่ในเขตซาฟารีดูท่าทางจะมีความสุขกว่าเพื่อน เพราะได้อยู่ในบริเวณอันกว้างขวาง
เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระมากกว่าเสือโคร่ง และหมีขาว แถมคนขับรถก็จะต้องจอดรถเพื่อ
โยนอาหารให้ เป็นการโชว์นักท่องเที่ยว ..เรียกว่าได้กินทั้งวัน
.

หมีบางตัวมายืนทะมึนขอกินเสียใกล้หน้าต่างด้านคนขับ
.

บางตัวก็นอนขี้เกียจ คอยอ้าปากรับอย่างเดียว
.

สิงโตบางตัวเล่นตามลำพัง ไม่ใส่ใจรถบัสที่บรรทุกนักท่องเที่ยวเต็มคันที่มาจอดมองเลย
.
เสร็จจากรายการซาฟารี ก็ใกล้ค่ำได้เวลานั่งกระเช้ากลับขึ้นมารวมพลเพื่อเดินทางต่อไป
ตัวอาคารเริ่มตามไฟดูสวยงาม

.

.
มื้อเย็นคือ พุลโกกิ หรือเนื้อย่างเกาหลีที่แสนจะโอชะ
.

เครื่องเคียง
.

สลัดผักเย็นเฉียบ กินแล้วชื่นใจ
.

กิมจิ ที่มีเคียงมาให้กินจนหนำใจทุกมื้อ
.
อิ่มหนำสำราญกับมื้อเย็นเสร็จ เราก็เดินทางสู่ Phoenix Park Ski Resort ที่พักคืนเรก รถบัส
แวะจอดให้คนอยากเล่นสกีได้เช่าอุปกรณ์เตรียมไว้ก่อน ข้าพเจ้าหนาวแทบขาดใจระหว่างรอ
เพราะรถบัสไม่ได้ปิดประตู ดังนั้นเมื่อเช็คอิน ได้เปิดประตูเข้าห้องอุ่นๆ มองเห็นเตียงนอนรออยู่
..จึงรู้สึกราวกับขึ้นสวรรค์ก็ไม่ปาน! 

.
.


.
เช้าวันต่อมาเรายังอยู่ที่สกีรีสอร์ท ใครที่เช่าอุปกรณ์เตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อคืนก็ออกไปเล่นสกีกัน
หลังจากกินอาหารมื้อเช้าเสร็จ

A room with a view จากหน้าต่างในห้องพัก จะมองเห็นทิวเขาด้านหน้าโรงแรม
.

สกีสโลพด้านหลังโรงแรม ที่มองเห็นได้จากทางเดินหน้าห้องพักชั้น ๑๑
.

ภาพนี้สีสดใสสวยงาม เป็นฝีมือน้องมาวันทา รูมเมทข้าพเจ้า
.

คนที่ไม่ได้เล่นสกีก็ตากละอองหิมะออกไปถ่ายรูปเล่นตรงปลายสโลพ
.

มาวันทา ตากล้องฝีมือกำลังเทิร์นโปร ผู้ถ่ายรูปข้าพเจ้าให้ดูดีกว่าตัวจริงตลอดทริป
.

พอหนาวจนหนำใจก็กลับเข้ามาหาไออุ่นในล็อบบี้ของโรงแรม ซึ่งมุมหนึ่งติดคัทเอาท์ขนาดใหญ่
และตั้งบอร์ดโชว์รูปภาพกับเรื่องย่อของหนังดัง Autumn in My Heart ที่เคยมาใช้โรงแรมเป็นฉาก ถ่ายหนัง ..เป็นการโปรโมทซึ่งกันและกัน คนมาพักก็จดจำทั้งหนังและโรงแรม
.

โดยเฉพาะจุดนี้ ที่จัดไว้ให้นักท่องเที่ยวได้มีโอกาสถ่ายรูปเสมือนว่าเป็นดารานำซะด้วย.. อิอิ
.
เมื่อได้เวลาเช็คเอาท์ เราก็ขนกระเป๋าขึ้นรถบัส มุ่งหน้าไปกินมื้อกลางวันก่อนจะเดินทาง
ต่อไปยังอุทยานแห่งชาติซอรัคซาน

คูน้ำข้างทางที่เป็นน้ำแข็งเกือบหมด มีหิมะสุมบนหินตามไหล่ทางสวยแปลกตา
แต่ฝีมือถ่ายผ่านกระจกรถบัสของข้าพเจ้าเก็บภาพเอามาได้แค่นี้เอง
.

จุดพักกลางทาง ซัมซิบพัลซอน หรือ เส้นขนานที่ 38 เขต ดินแดนที่เกาหลีเซ็นสัญญาสงบศึก
ก่อนที่จะแบ่งประเทศออกเป็น ๒ ส่วน
.

แวะดูทะเลที่เจมส์คุยโวว่าสวยเศร้าเสียจนอาจทำให้คนคิดฆ่าตัวตายได้.. ก็สวยประสาทะเล
และความหนาวคงทำให้อ้างว้างจึงดูเหงา ..แต่ไม่เศร้าขนาดนั้นซักกะหน่อย
.

เนื่องจากเป็นจุดพัก จึงมีของกินขายมากมาย หลายอย่างหน้าตาใกล้เคียงของไทย
.

ที่ร้านนี้ ข้าพเจ้าซื้อน้ำโสมร้อนๆ สีเข้มแล้วตักธัญพืชโรยผสมจนข้น.. อร่อย!
.

นี่หน้าตาเหมือนหมูปิ้งหรือหมูสะเต๊ะของเราไม่น้อย
.

ซาลาเปา แป้งหนึบๆ เหมือนหมั่นโถ มีแต่ไส้ถั่วหวานๆ ไม่มีไส้คาวหลากหลายแบบไทย
.

รูปนี้มาวันทาถ่าย.. ข้าพเจ้าเห็นบ่อยในหนังซีรีย์ นึกว่าไส้เสียบไม้ต้มเอาไว้กินแกล้มโซจู
แต่มาวันทาบอกว่าทำจากแป้ง เด็กๆ ก็ชอบกิน ..ดูแล้วนึกไม่ออกว่าอร่อยยังไง
.

ตัวไหม.. ข้าพเจ้าขนลุกชันทุกทีที่เห็น เพราะนอกจากรูปลักษณ์จะทำให้เบือนหน้าแล้ว
กลิ่นยังทำให้ต้องเผ่นหนีไปไกลๆ อีกด้วย.. อึยยย!!! 
.

และแล้ว.. จากจุดพักซัมซิบพัลซอน เราก็เดินทางมาถึงอุทยานแห่งชาติซอรัคซานเสียที
.

การเดินอันยาวนานก็เริ่มต้น ..จากที่จอดรถบัสเราต้องเดินผ่านทุ่งหิมะเข้าไป
.

ข้างทางมีของกินขายเป็นระยะๆ
.

โคมหินกลางกองหิมะข้างทาง
.

ประตูวัดชินซึงฮา วัดที่ตั้งอยู่ในบริเวณอุทยาน
.

แวะไหว้พระพุทธรูปกลางแจ้งองค์ใหญ่
.

บริจาคเงินทำบุญใส่ไว้ในปากกบตรงหน้าองค์พระ
.

หัวมังกรตรงเชิงบันไดแทบจมหายไปกับหิมะ
.

ที่ลานวัดด้านหลังพระพุทธรูป ก็มีการทดสอบความหนาของกองหิมะกันเล็กๆ 
.

จากวัดเราเดินต่อไปซื้อตั๋วขึ้นกระเช้าไปที่จุดเริ่มต้นของการเดินสู่ยอดเขา
(น่าเจ็บใจที่พบว่าเม็มโมรี่การ์ดของข้าพเจ้าเต็ม แถมลืมอีกอันไว้ในกระเป๋าที่รถ)
.

มองจากสถานีรถกระเช้า เห็นแสงแดดบ่ายตกต้องยอดเขาสวยงาม - ภาพของมาวันทา
.
.
ทางขึ้นลง เกือบตลอดทางจะทำเป็นขั้นบันไดไว้ แต่เต็มไปด้วยหิมะที่เกาะตัวแน่น
จึงต้องเดินด้วยความระมัดระวังแม้จะมีราวให้เกาะ (โหนตัวเมื่อลมหายใจเจียนจะขาดห้วง)
.

..ต้องสารภาพว่าข้าพเจ้าจำไม่ได้หรอกว่าเดินนานเท่าไหร่ รู้แต่ว่าหยุดหอบอยู่หลายขยัก
แต่พอขึ้นมาถึงบริเวณยอดเขาได้ ก็รู้สึกว่าคุ้มที่อุตส่าห์ตะเกียกตะกายขึ้นมาเพราะว่าสวยมาก
หากลดอายุลงได้สักกะนิด ข้าพเจ้าคงจะตะกายต่อขึ้นไปพิชิตยอดเขาที่เห็นด้านหลังนั้นเป็นแน่แท้
.

เมื่อมองจากซอรัคซานซึ่งเป็นภูเขาที่สูงเป็นอันดับ ๓ ของเกาหลี จะเห็นทิวเขายามตะวันชิงพลบ
อันงดงามรอบด้าน เราจึงใช้เวลาถ่ายรูปกันบนยอดเขาจนแสงเกือบหมด (ความจริงมาวันทาถ่าย
อยู่คนเดียวนั่นแหละ)
.

รูปสุดท้ายที่ข้าพเจ้าสงวนเนื้อที่ในเม็มโมรี่การ์ดถ่ายเอาไว้ก่อนจะกลับลงมาข้างล่าง
เพื่อเดินทางต่อไปสู่ ดินเนอร์และ Kensington Hotel ที่พักอันอบอุ่นที่รอคอยเราอยู่
.

. (จบครึ่งทริป)
.