พิมพ์หน้านี้
|
มีคำถามถึงอาการและความรู้สึกของข้าพเจ้า ว่าเป็นเช่นไร หลังจากทีมฟุตบอลในดวงใจต้องพ่ายแพ้ตกรอบรายการสำคัญที่สุดรายการหนึ่ง ข้าพเจ้าตอบเหมือนเดิมว่า "เซ็งนิดหน่อย" แต่ไม่เศร้าหรอก กีฬามีแพ้ชนะ ฟุตบอลยุโรปมีแข่งกันทุกปี ปีนี้พลาด ปีหน้าพยายามใหม่ แหม...ฟังดูมีน้ำใจนักกีฬามาก ช่างขัดกับความคาดหวังของคนรู้จัก มันมีที่มาที่ไปขอรับเพื่อนๆ เพราะว่าข้าพเจ้าได้บังเอิญพบกับสิ่งที่ทำให้ความเซ็งเรื่องฟุตบอลของข้าพเจ้ากลายเป็นเรื่องน่าละอาย ยอมรับว่าหลังเกมส์จบนอนไม่หลับ ผิดหวัง เซ็งสุดๆ กับฟอร์มการเล่นของเชลซี กว่าจะข่มตาหลับก็สว่าง นอนไปได้หน่อยเดียวก็ตื่นขึ้นมาเตรียมตัวไปทำงาน ก่อนออกจากบ้านข้าพเจ้าเปิดคอมพิวเตอร์ กะว่าจะเซฟงานบางชิ้นไปทำต่อและเซฟรูปถ่ายเก่าของชมรมดนตรี เมื่อครั้งแสดงคอนเสิร์ตเปิดหมวกมาประกอบเรื่องเขียนลงบลอก หวังเชิญชวนชมเปิดหมวกครั้งใหม่ที่กำลังจะมีขึ้น
ก็เปิดดูรูปชมรมดนตรี และก็ได้พบกับโฟลเดอร์รูปที่ซ่อนอยู่และไม่ได้เปิดดูมานานชื่อว่า "ทำบุญวัดพระบาทน้ำพุ17ธ.ค.48" ก็เปิดดู สิ่งที่พบทำให้สมองข้าพเจ้าว่างเปล่า แต่ก็โปร่งสบายอย่างบอกไม่ถู มันเป็นรูปเมื่อครั้งชมรมดนตรี นำเงินบริจาคจากการเล่นดนตรีเปิดหมวก 2 ครั้งแรกบริเวณใต้ตึกเนชั่น ทาวเวอร์ไปบริจาคที่มูลนิธิธรรมรักษ์ ของวัดพระบาทน้ำพุ ลพบุรี
ครั้งนั้นมีทั้งเงินบริจาคจากพี่น้องชาวเนชั่นประมาณ 2 หมื่นบาท บวกกับเงินที่ทางออฟฟิศ (เนชั่น) บวกให้อีกจำนวนหนึ่งหลักหมื่นบาทเหมือนกัน พร้อมกับจัดรถตู้ให้หนึ่งคันพร้อมคนขับ ทีแรกกะเอารถมินิบัสไป แต่เอาเข้าจริงไปกันน้อยแค่ 6-7 คนเท่านั้นเอง ไม่อยากบรรยายมาก เพราะว่ากลัวจะต้องเขียนไปแล้วน้ำตาข้าพเจ้าจะไหลนอง นองไปด้วยความคิดถึง หลายๆ รูปแบบ
มูลนิธิธรรมรักษ์ เป็นส่วนของวัดพระบาทน้ำพุ ที่แยกออกมาไกลกว่า 30 กิโลเมตร ที่นี่จะอยู่กันเฉพาะเด็กๆ กว่า 300 ชีวิตที่ติดเชื้อเอชไอวีจากพ่อ-แม่ และทั้งหมดก็ไม่ได้อยู่ในโลกนี้แล้ว โรคร้ายพรากเอาชีวิตของผู้ที่ควรจะเป็นคนดูแลน้องๆ ไป ทิ้งไว้แต่ชีวิตน้อยเพียงลำพังพร้อมโรคร้าย เป็นเรื่องโชคร้ายที่สุดที่คงไม่มีใครตั้งใจจะให้เกิดขึ้น ความเป็นอยู่ ชีวิต สังคม อารมณ์ ความรู้สึก ความรักและความหวัง ทุกๆอย่างปรากฎอยู่ในแววตาที่ไร้สิ้นแววแห่งความมีชีวิตชีวาและไร้สิ้นจุดหมายของน้องทุกคน
น้องๆรู้ว่าตัวเองเป็นใครและเป็นอะไร รู้ว่าพ่อ-แม่อยู่ที่ไหน แล้วรู้ว่าสักวันหนึ่งในไม่ช้าไม่นานมัจจุราชก็จะมาพาไปพบกับเพื่อนๆ ที่เคยนอนหลับแล้วไม่ตื่นขึ้นมาคุยกันในตอนเช้าของบางวันที่ผ่านมา
น้องๆ ขาดความอบอุ่นเป็นที่สุด สุดจะกล่าวเพราะว่าข้าพเจ้าคงไม่มีทางรู้สึกได้ถึงเสี้ยวของความอ้างว้างเดียวดายที่พวกเขาได้พบ เมื่อเขาคุ้นกับเรา เขาจะอยากจับมือ อยากเกาะแขน อยากกอด อยากให้เราสัมผัส อยากได้ในสิ่งธรรมดานี้ที่พวกเขาเหล่านั้นไม่เคยได้รับ นอกเสียจากจะมีผู้ใจบุญที่นานๆจะแวะมาให้ได้เจอะเจอและยอมใกล้ชิดกับเขาเหล่านั้นอย่างไม่รังเกียจ
ข้าพเจ้านั่งคุยอยู่กับพวกเขา บทสนทนาสั้นๆ คงบรรยายความรู้สึกของเขาเหล่านั้นได้ดีทีเดียว "กลิ่นมาอีกและ" น้องคนหนึ่งในวงสนทนาพูดขึ้นมา "กลิ่นอะไรหรอครับ" ข้าพเจ้าถามแบบสนใจ "กลิ่นเผาศพจากเตาเผา เพื่อนหนูเพิ่งตายไปคนหนึ่งค่ะ" "..."
อะไรทำให้พวกเธอเข้มแข็งได้ขนาดนี้ ข้าพเจ้าไม่กล้าถามพวกเขาเหมือนเด็กทั่วไปที่พบเจอว่า โตขึ้นฝันอยากเป็นอะไร หรือแนะนำว่าเก็บเงินค่าขนมไว้เป็นทุนเรียนในอนาคตด้วยนะ ไม่กล้า กลัวจะได้คำตอบที่บาดลึกมากไปกว่านี้ ได้เห็นรูปถ่ายเก่า นึกถึงพวกน้องๆ ทั้งหมดนี้มันมากพอให้ข้าพเจ้าเลิกเซ็งเรื่องฟุตบอลแพ้ และบอกกับตัวเองอีกครั้งว่า พี่จะใช้ชีวิตและทำความดีเผื่อพวกเธอนะ หากต้องหลับขอให้ไปสู่สุขคติและพบเจอสิ่งที่ดีในชาติภพหน้า
ปล.มีน้องคนหนึ่งอายุมากสุดประมาณ 11 ขวบ คนดูแลบอกว่าอายุมากที่สุดแล้ว โดยมากจะสิ้นลมในช่วง 8-10 ขวบ หากว่าท่านประธานชมรมจะยอมไปเป่าแซ็กที่นู่นอีกรอบ พี่ยังอยากไปเจอเธอนะคง 13 ขวบแล้วสิ ปล2.น้องบางคนฤทธิ์ยาหมด สู้เชื้อไวรัสไม่ไหว หมดแรงไปดื้อๆระหว่างนั่งร้องเพลงกันอยู่ นอนหมอบไปเลย พี่เลี้ยงต้องมาอุ้มออกไป เศร้าที่สุดเลยขอรับ ปล3.วันศุกร์ที่ 4พ.ค.50นี้ มีดนตรีเปิดหมวกตอน 11โมงถึงเที่ยงใต้ตึกทาวเวอร์ อยากให้มาทำบุญกัน ท่านประธานชมรมว่าจะเอาไปให้เด็กพิการทางสมองหรือไงนี่แหละ ก็น่าเศร้าพอกัน แต่ข้าพเจ้าจะให้เก็บเงินไว้บางส่วนเผื่อรวมกับครั้งหน้าได้มากพอจะชวนกลับไปลพบุรีอีก ที่นั่นเดือดร้อนมาก ดีนะที่บอลกับนาตาลีช่วยแวะไปบ่อยๆ รวยแล้วแบ่งปันนี่ท่านว่าพอเพียงนะ |