วันศุกร์ ที่ 19 ตุลาคม 2550
อิสระที่แท้จริงของกุหลาบปลอมๆ (เรื่องสั้นค่ะ ช่วยอ่านและวิจารณ์ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ)
Posted by
areeya
,
ผู้อ่าน : 180
, 03:15:57 น.
| หมวดหมู่ :
(อยาก)เขียนเรื่องสั้น
พิมพ์หน้านี้
|

ทุกครั้งที่ผมเดินผ่านร้านขายดอกไม้ประดิษฐ์ร้านนั้น ผมอดที่จะชำเลืองมองผ่านกระจกหน้าร้านเข้าไปไม่ได้เลย สักแวบหนึ่งก็ยังดี เป็นความเคยชินของผมกระมังที่อยากจะเห็นภาพหญิงสาวผมยาวถึงกลางหลังก้มหน้าก้มตาทำดอกไม้จากวัสดุที่เป็นสีๆ คล้ายผ้ายืดบางๆนั้น ก็..ถุงน่องที่บรรดาคุณสุภาพสตรีนิยมสวมใส่
เพื่อให้เรียวขาดูเรียบเนียนขึ้นนั่นแหละครับ
วันแรกที่มีร้านดอกไม้เล็กๆร้านนี้มาตั้งแอบๆอย่างเจียมเนื้อเจียมตัวอยู่ตรงข้างตึกแถวที่เป็นย่านการค้าที่โอ่อ่าทันสมัย มันดูแปลกตาด้วยมีลักษณะคล้ายตู้กระจกใสทั้ง 3 ด้าน ผนังด้านในสุดเป็นวัสดุที่ตัดเป็นชิ้นๆขนาดกลางๆหลากสีประกอบกันเป็นลวดลายข้าวหลามตัดอย่างมีศิลปะ ดูท่าเจ้าของร้านจะเป็นคนที่มีลักษณะอย่างที่เรียกกันว่า อาร์ตติสท์อยู่พอสมควร พื้นที่ภายในร้านที่ผมคะเนเอาจากสายตาไม่น่าจะเกิน 16 ตารางเมตร
ผมสอดส่ายสายตามองเข้าไปข้างในอย่างสนใจ
เช่นเดียวกับใครอีกหลายคนที่เดินผ่านย่านนั้น กระจกใสด้านหน้ามีสติ๊กเกอร์สีแดงสดเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษที่ออกแบบให้ดูสะดุดตาว่า INDY_ROSE คงเป็นชื่อร้านอย่างไม่เป็นทางการ กุหลาบอิสระ กุหลาบดอกเดียวด้วย ชื่อแปลกดีนะ
สำรวจภายในบริเวณร้านเพียงคร่าวๆภายในระยะเวลาสั้นๆ ผมไม่แปลกใจในชื่อร้านหรอกครับ ก็ผมเห็นมีแต่ดอกไม้ประดิษฐ์เป็นดอกกุหลาบดอกขนาดเล็ก กลางจนถึงขนาดใหญ่ ซึ่งดูแวบเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่ดอกไม้จริง เพราะสีสันมันจัดจ้านเกินธรรมชาติและดูไม่ละมุนละไม เหมือนหญิงแท้กับหญิงเทียมนั่นแหละครับ ถึงจะมีความสวยสดงดงามพอๆกันก็เถอะ แต่ก็มีความแตกต่างกันอยู่ดี อันนี้ผมได้เค้าความคิดมาจาก*เพลงดังในอดีตที่ผู้ร้องเป็นเจ้าของค่ายเทปเพลงดัง ผมชอบเพราะเขาแต่งเพลงโดยอิงจากสภาพสังคมและความคิดพื้นฐานของคน และมีวิธีการพูดเสียดสีผ่านเสียงเพลงที่ฟังดูสุภาพเอามากๆเลยล่ะครับ
หญิงสาวคนหนึ่งใส่เสื้อสีเขียวหม่นคอปาดแขนกุดตัวสั้นแค่เอว หน้าอกปักเป็นรูปดอกกุหลาบสีชมพูอ่อน
กำลังคลี่กลีบออกน้อยเหมือนรอยยิ้มเหนียมๆอย่างไว้ตัวของสาวน้อยขี้อาย
สวยเชียวครับ กระโปรงป้ายข้างที่ดูเหมือนผ้าถุงนั้นกลับยาวกรอมเท้ามีสีเขียวเจิดจ้า เหมือนสไบนางตานีผีต้นกล้วยในหนังที่ผมเคยดูสมัยเป็นเด็กมิผิดเพี้ยน เจ้าหล่อนกำลังก้มๆเงยๆจัดร้านอยู่เพียงลำพังด้วยท่าทางคล่องแคล่วกระฉับกระเฉง ผมเห็นแต่ด้านหลังและด้านข้างที่หล่อนหันซ้ายหันขวาขยับโน่นดึงนี่เลื่อนนั่น บางครั้งก็ถอยหลังออกมาเล็งดูมุมที่เพิ่งจัดไปหมาดๆ ทำคอเอียงซ้ายเอียงขวา จนผมอดไม่ได้ที่จะยืนสังเกตอากับกิริยาของหล่อนอย่างลืมตัว
ที่ว่าลืมตัว
เพราะผมไม่รู้ว่าผมหยุดฝีเท้าไว้ที่หน้าร้านนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ กว่าจะรู้สึกตัว
สายตาที่กำลังมองดูการเคลื่อนไหวของคนตัวเล็กเหมือนตุ๊กตานั้น ก็พุ่งปะทะเข้ากับสายตาเรียวเล็กของเจ้าของร่างนั้นอย่างจัง เนื่องด้วยเจ้าหล่อนหมุนตัวกลับหลังหันมาทางด้านหน้าร้านกะทันหัน
หัวใจผมหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่มทันใด
เปล่าหรอก
ไม่ใช่เจ้าหล่อนงามจนผมตกตะลึงพรึงเพริด แต่ผมตกใจรู้สึกเหมือนเด็กที่แอบทำผิดแล้วถูกจับได้ ทั้งๆที่ไม่ใช่ความผิดร้ายแรงอันใดเลย ใบหน้าที่ตกแต่งเครื่องสำอางไว้บางๆนั้นเต็มไปด้วยความพิศวงงงงวยรับกับดวงตาที่มีแววคำถามของหล่อน
มองอะไรคะ
แม้คำถามนั้นไม่ได้ลอดพ้นริมฝีปากบางนั้นออกมาเป็นน้ำเสียง ที่ยังไม่รู้ว่าจะเล็กแหลมหรือนุ่มหวานไพเราะประการใด ผมก็ไม่รู้จะวางสีหน้าอย่างไรจึงจะดูเรียบเฉยได้ สมองสั่งการโดยอัตโนมัติ
หลังจากที่ผมรู้สึกว่าเลือดฉีดขึ้นผิวหน้าอย่างแรงจนร้อนผ่าว สองเท้าผมก้าวเดินจากมาอย่างรวดเร็ว โอย
จะบ้าตาย ไม่มีครั้งใดที่ผมจะอายสตรีเพศเท่าครั้งนี้เลย จริงๆ
นับตั้งแต่วันนั้น ผมเดินผ่านร้านดอกไม้ปลอมๆร้านนี้ทีไร ผมไม่เคยเหลียวมองเข้าไปตรงๆให้เสียเหลี่ยมชายชาติอาชาไนย อย่างดีก็ชำเลืองเอียงคอนิดๆพอให้มองเห็นว่าเจ้าของร้านกำลังนั่งทำดอกไม้ประดิษฐ์ของหล่อนอย่างเพลิดเพลิน จนไม่สนใจว่าจะมีใครผ่านหน้าร้านของหล่อนไปบ้าง ผมเดินผ่านทุกเช้าทุกเย็น เพราะร้านนี้ตั้งอยู่ระหว่างป้ายรถเมล์กับที่ทำงานของผมที่เป็นตึกใหญ่สูงร่วมๆ 25 ชั้น ผมจึงมีโอกาสแอบเหล่ สาวเจ้าวันละสองเวลาทั้งห้าวันในหนึ่งสัปดาห์ แต่ถ้าเป็นช่วงเย็น หล่อนมักจะมีลูกค้ามาแวะเวียนดูดอกไม้ที่หล่อนทำเป็นดอกเดี่ยวๆบ้าง จัดใส่แจกันไว้แล้วบ้าง บางส่วนก็เป็นช่อใหญ่เล็กลดหลั่นกันไป
อืม
ดอกไม้หลอกๆคนก็ชอบเหมือนกันแฮะ
ส่วนมาก
ร้านประเภทนี้จะเป็นร้านดอกไม้สดเสียมากกว่า ผมจึงรู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูกที่เห็นหล่อนมีลูกค้ามาอุดหนุน แรกๆผมยังอดหวั่นใจแทนไม่ได้ กลัวหล่อนไม่มีลูกค้าและปิดร้านไป เอ๊ะ! แล้วผมไปเดือดร้อนอะไรกับหล่อนด้วยนะ อาจจะเป็นความเคยชินก็ได้ ผมไม่อยากให้ร้านต้องปิดตัวไปเพราะมันจะเปลี่ยนความเคยชินของผมให้เป็นความเงียบเหงา เนื่องจากสิ่งที่เคยสัมผัสได้ด้วยสายตาขาดหายไป
ผมเป็นคนรุ่นใหม่ก็จริง แต่ไม่ได้พิศวาสกับการที่จะต้องเปลี่ยนอะไรต่อมิอะไรอย่างรวดเร็วเหมือนการเปลี่ยนระบบการใช้โทรศัพท์ตามโปรโมชั่นใหม่ๆหรอกครับ ผมว่าอะไรที่มันเร็วเกินไปล้วนไม่เป็นผลดี มันทำให้เราต้องปรับตัวเองเข้ากับสิ่งใหม่ๆบ่อยเกินไป จนบางครั้งอาจทำให้เราเสียสมดุลย์ได้
ก็..ความสมดุลย์ระหว่างรายได้กับรายจ่ายที่ต้องใช้ในการปรับตัวเองนั่นไงล่ะครับ แล้วเราก็จะมานั่งเป็นทุกข์
ตำหนิตัวเองว่าเป็นคนไม่มีความสามารถในการที่ดำรงชีวิตให้ทัดเทียมกับคนอื่นได้ ทำให้รู้สึกต่ำต้อยน้อยหน้าเพื่อนฝูง ผมว่า
มันออกจะแปลกๆนะ หากคนเราจะให้คุณค่าของตัวเองขึ้นอยู่กับความทันสมัยฉาบฉวยพวกนี้ หรือขึ้นอยู่กับสายตาและความคิดของคนอื่นที่มองเรา ซึ่งจริงๆแล้ว
คุณค่าของเรามันต้องขึ้นอยู่กับตัวเราสิครับ เอาเป็นว่า
แค่อยู่ในสังคมได้โดยไม่ทำให้ตัวเองหรือคนอื่นเดือดร้อนนี่ก็ถือว่าชีวิตมีคุณค่าอย่างเอกอุแล้วนะ ผมคิดอย่างนี้แหละ
ผ่านไปหนึ่งเดือนเต็ม ในสมองของผมเริ่มคิดหาวิธีเข้าไปในร้านดอกไม้กุหลาบอิสระ จะเข้าไปยังไงโดยไม่ให้เป็นที่ผิดสังเกตว่า ผมอยากเข้าไปทำความรู้จักกับหล่อนมากถึงมากที่สุด คือ
แอบมองหล่อนอยู่ทุกวันเช้าเย็นจนติดตาติดใจกับลักษณะท่าทางของหล่อนเสียแล้ว
สไตล์การแต่งตัวนั่นก็อีก ผมไม่ค่อยเห็นผู้หญิงสาวสมัยนี้นุ่งกระโปรงยาวป้ายข้างมานานแล้ว ใครนุ่งดูเหมือนจะตกยุค แต่ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่เลยครับ หล่อนแต่งแบบนี้ชั่วนาตาปี
ก็หนึ่งเดือนเต็มๆที่ผมเห็นหล่อนนั่นแหละครับ ดูท่าหล่อนจะมีกระโปรงแบบนี้ครบทุกสีด้วย เพราะถึงแบบจะซ้ำแต่สีไม่ซ้ำกันสักวันในหนึ่งสัปดาห์ หล่อนก็ยังดูเป็นสาวสมัยใหม่ที่มีผมยาวสลวยสวยเก๋ หน้าตาไม่ค่อยแต่ง ผมจึงออกจะแปลกใจที่หล่อนไม่เปิดร้านจัดดอกไม้สด ลักษณะเฉพาะตัวแบบใสๆของหล่อนน่าจะเป็นคนที่ชอบแบบนั้นมากกว่า
ผมตัดสินใจในเย็นวันศุกร์สุดท้ายของเดือน หลังเลิกงาน
แทนที่ผมจะเดินผ่านร้านของหล่อนไปเฉยๆเหมือนทุกวัน ผมทำใจกล้าหน้าด้านผลักประตูกระจกก้าวเท้าพาตัวเองเข้าไปสู่อาณาเขตที่เต็มไปด้วยดอกกุหลาบหลากสีของหญิงสาวผู้มีท่าทีเฉยเมยคนนั้น
เสียงเพลงบรรเลงเปียโนท่วงทำนองหวานซึ้งจากแผ่นซีดีกระทบโสตประสาทของผมแผ่วๆ อุณหภูมิจากเครื่องปรับอากาศเย็นกำลังดีทีเดียว แสดงให้เห็นถึงรสนิยมของเจ้าของร้านได้เป็นอย่างดี ผมคิดว่าบางครั้งรสนิยมในการชีวิตก็บอกถึงอุปนิสัยของคนเหมือนกันนะครับ
เอ..ดูเหมือนว่าผมจะได้กลิ่นหอมคล้ายๆกลิ่นกุหลาบอวลกระจายระคนกับบรรยากาศสดชื่นภายในร้านด้วยนะ กลิ่นหอมอ่อนๆราวกับกลิ่นธรรมชาติของราชินีแห่งดอกไม้นั่นเทียว
หล่อนกับลูกค้าสาวคนหนึ่งกำลังสาละวนเลือกดอกกุหลาบเดี่ยวๆสารพัดสี หากแต่อยู่รวมกันในแจกันใบใหญ่ยักษ์ที่ตั้งอยู่บนตั่งไม้สีขาวแข็งแรงอีกทีหนึ่ง เมื่อได้ยินเสียงดังกรุ๊งกริ๊งจากโมบายล์ที่ห้อยอยู่เหนือประตูส่งสัญญาณบอกให้รู้ว่ามีผู้มาเยือนร้าน หล่อนหันมามองผม
เอาอีกแล้วครับ ผมเห็นเครื่องหมายคำถามที่แววตานั้นส่งมาให้อย่างตรงไปตรงมา
.รู้สึกเหมือนหล่อนกำลังเอื้อนเอ่ยวาจาถามออกมาแล้วด้วยซ้ำ ผมยิ้มรับคำถามในใจของหล่อน แต่สีหน้าของหล่อนยังราบเรียบดุจเดิม
ขณะหันกลับไปสนใจกับการเลือกดอกกุหลาบต่อ เสียงสนทนาของสองสาวฟังดูกระหนุงกระหนิงจับใจความอะไรไม่ได้เลย ก็ดีครับ
ประสาทหูของผมจะได้รับเสียงเพลงเต็มที่หน่อย ผมชอบเพลงแนวๆนี้แหละครับ เพราะฟังแล้วช่วยกล่อมเกลาอารมณ์ให้เยือกเย็นได้อย่างประหลาด
ผมได้โอกาสสำรวจบรรยากาศของร้านอย่างเต็มที่ก็ครั้งนี้เอง รู้สึกเหมือนอยู่ท่ามกลางอาณาจักรดอกกุหลาบเลยล่ะครับ หลากสีละลานตามากกว่าที่มองเห็นจากข้างนอกร้านเสียอีก ถ้านี่เป็นฝีมือของหล่อนเองทั้งหมด หล่อนคงใช้เวลานานพอดู กว่าจะประดิดประดอยทำดอกกุหลาบเหล่านี้จนมากพอที่จะเปิดเป็นร้านขนาดเล็กได้ โดยมีแต่ดอกกุหลาบเพียงอย่างเดียว ส่วนที่จัดลงแจกันใบใหญ่ที่มีรูปลักษณ์แตกต่างกันตั้งเด่นเป็นสง่า อยู่ในตู้ไม้เป็นชั้นๆที่ติดอยู่กับผนังห้อง กรุส่วนหน้าและด้านข้างซ้ายขวาด้วยกระจกใสติดฟิล์มกรองแสงบางๆ
เพื่อให้ลูกค้าเห็นได้อย่างชัดเจน แจกันใบขนาดย่อมถูกจัดให้อยู่ในตู้โชว์กระจกใสที่ตั้งอยู่เกือบๆจะกลางห้อง แจกันใบใหญ่ยักษ์ที่ใส่ดอกกุหลาบดอกใหญ่วางกระจายอยู่ทั่วไปตามมุมต่างๆในร้าน
ผมเพิ่งสังเกตเห็นว่าดอกกุหลาบของหล่อนมีทุกสีเลยครับ แม้กระทั่งกุหลาบสีดำ สีดำที่ว่ากันว่าเป็นสัญลักษณ์ของความรักแท้นั่นแหละครับ
มีตัวหนังสือที่เขียนด้วยลายมือแบบเด็กสมัยใหม่ ซึ่งบรรดาครูบาอาจารย์พากันปวดเศียรเวียนเกล้าเพราะมันเต็มไปด้วยความเป็นศิลปะจนอ่านค่อนข้างลำบาก
แปะติดกระจายทั่วผนังห้อง ทิ้งระยะห่างระหว่างข้อความได้อย่างกลมกลืนและเนียนจนดูไม่เลอะเทอะ ซ้ำยังไปได้ดีกับสีฉูดฉาดของกุหลาบ มันเป็นข้อความที่บอกถึงนัยแห่งสีของกุหลาบที่หล่อนประดิษฐ์ขึ้นนั่นเอง
ผมอ่านเพลินไปเลยครับ เพิ่งรู้ว่าสีของกุหลาบมีความหมายในตัวของมันเอง ไม่รู้ใครบัญญัติขึ้นมา แต่ผมดูว่าเข้าทีไม่น้อยทีเดียวล่ะครับ
ขอโทษค่ะ มีอะไรให้ช่วยไหมคะ
หล่อนมายืนอยู่ข้างๆผมเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ น้ำเสียงแจ่มใสดังกังวานดุจระฆังเงินค่อยๆสอดแทรกโสตประสาทของผม แล้วผ่านระเรื่อยเข้าไปจนถึงหัวใจอันสงบนิ่ง
อยู่ภายในอกสามศอกของชายชาตรี ให้ฟูฟ่องและเบ่งบานราวกับดอกกุหลาบที่กำลังสยายกลีบรับความสดชื่นของบรรยากาศรอบตัว อ้า
อย่าเพิ่งเลี่ยนนะครับ
ผมรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ ผมพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติที่สุด เพื่อไม่ให้เจ้าหล่อนรู้ว่า หัวใจดวงเท่ากำปั้นของผมกำลังเต้นระบำรำฟ้อนอยู่ด้วยความตื่นเต้น
เอ้อ..คือผมอยากจะหาดอกไม้สวยๆสักช่อน่ะครับ
ผมมั่นใจว่าแม้จะตกประหม่าปานใด แต่เสียงพูดของผมไม่มีวันสั่นไหวแน่นอน ผมเห็นหล่อนยิ้ม เอ้อ
พอดูใกล้ๆเต็มตา หล่อนคงเป็นหญิงสาวในวัยสามสิบแล้วล่ะ เป็นวัยสามสิบที่ยังดูสดใสเหมือนสาวรุ่น มีอะไรบางอย่างในตัวหล่อนบอกผมอย่างนั้น อาจเป็นเพราะท่าทีและแววตาที่มีคำถามอยู่ตลอดเวลา ราวกับว่าหล่อนมีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆอยู่เสมอ นี่ถ้าหล่อนยังเป็นนักเรียน ผมว่าหล่อนคงเป็นเด็กเรียนดีคนหนึ่งทีเดียวล่ะ เพราะคงช่างซักจนครูตอบไม่ทัน ว่าแต่
ลูกค้าสาวรายนั้นออกไปตั้งแต่ตอนไหนผมไม่ยักรู้
เอาไปให้ใครหรือคะ
คือ
ถามทำไมหรือครับ
เมื่อไม่รู้จะตอบอย่างไร ผมเลยถามกลับบ้าง ผมก็สงสัยเป็นเหมือนกันนี่ครับ
ถ้าเอาไปให้หญิง ดิฉันก็ต้องถามต่อว่า หญิงคนนั้นเป็นใคร คุณรู้สึกอย่างไรกับเขา ต้องการเอาไปให้เนื่องในโอกาสอะไร อยากจะขอโทษ อยากจะบอกรัก หรืออื่นๆ ดิฉันเห็นคุณยืนอ่านนัยแห่งสีของกุหลาบ คุณน่าจะเข้าใจที่ดิฉันพูดนะคะ
สีหน้าของผมคงเก้อเขินจนปิดไม่มิด ผมจึงเห็นหล่อนยิ้มอีกครั้ง คราวนี้แฝงร่องรอยของความขบขันจนเห็นได้ชัด ผมแสร้งหันไปมองรอบๆ ขณะพูดโต้ตอบ
เดี๋ยวขอผมนึกก่อน
ความจริงหล่อนเป็นเจ้าของร้านที่ดีนะครับ สนใจในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆของลูกค้า ไม่ได้จัดดอกไม้ให้พอเสร็จๆไปแล้วรับเงินก็จบ ในเมื่อดอกกุหลาบแต่ละสีมันมีความหมายแฝงอยู่ ก็ต้องจัดให้ตรงตามนัยแห่งความหมายนั้น กลัวผู้รับจะไม่รู้ความหมายก็แนบข้อความนัยแห่งสีกุหลาบแบบรวมๆไปด้วยเลย จุดประสงค์ในการมอบช่อดอกไม้จะได้บรรลุเป้าหมาย ไม่เสียเปล่า
หล่อนเชิญผมนั่งตรงเก้าอี้โซฟาสำหรับรับแขก รินน้ำเย็นจากขวดน้ำในตู้เย็นขนาดเล็กที่ตั้งชิดมุมห้องด้านหนึ่งมาวางไว้ให้ตรงหน้า เอ่ยวาจาหวานใสเจือด้วยรอยยิ้มพร้อมๆกับเหลือบตามองผม
ไม่มีวี่แววความสงสัยแล้วครับ คราวนี้มีแต่แววรู้ทันฉาบอยู่ทั่วตาสวยคู่นั้น ท่าทางหล่อนจะผ่านโลกมากกว่าที่ผมคิดไว้แฮะ
เชิญนั่งคิดก่อนก็ได้ค่ะ ดื่มน้ำเย็นอ่านหนังสือให้เพลินๆสักพัก เดี๋ยวก็คิดออกเองแหละค่ะ ไม่ต้องรีบร้อนนะคะ ดิฉันปิดร้านสองทุ่ม
หญิงสาวพากลิ่นกุหลาบที่ติดตัวหล่อนตลอดเวลาที่อยู่ใกล้ๆผม ไปนั่งที่โต๊ะตัวใหญ่ซึ่งเต็มไปด้วยอุปกรณ์สำหรับประดิษฐ์ดอกไม้ มันวางระเกะระกะกระจัดกระจายอยู่ช่วงกลางโต๊ะตรงตำแหน่งที่หล่อนนั่งประจำ
ด้านหลังเคาน์เตอร์เล็กๆที่มีเครื่องคิดเงินตั้งอยู่ข้างๆสมุดบันทึกปกสีแดง ช่างเป็นธุรกิจขนาดกระจุ๋มกระจิ๋มดีแท้ แต่ดูเหมือนเจ้าของร้านจะมีความสุขดีกับธุรกิจเล็กๆนี้
ผมใช้เวลานั่งนิ่งมองหล่อนนั่งทำดอกไม้อยู่เงียบๆ นานๆทีหล่อนจะเหลือบสายตามองผมคล้ายกับจะถามว่า ตัดสินใจได้หรือยัง ครั้นผมยังคงเฉย หล่อนก็ก้มหน้าทำงานต่อไปอย่างมีสมาธิ
แล้วผมก็ตัดสินใจได้
คือ
จริงๆแล้ว ผมอยากให้ดอกกุหลาบกับผู้หญิงที่ผมแอบสนใจเขาอยู่น่ะ คุณคิดว่า ถ้าผมให้ดอกกุหลาบปลอมกับเขาแทนที่จะเป็นดอกกุหลาบสด เขาจะรู้สึกแปลกๆไหม
ผมพูดขึ้นลอยๆ พอให้หล่อนได้ยินเสียงพูด แม้เสียงผมจะไม่ดังนัก แต่ระยะห่างแค่ 3-4 เมตรในห้องสี่เหลี่ยมที่ไม่กว้างนั้น ทั้งไม่มีสรรพเสียงอันเป็นมลพิษใดๆ มากระทบกระแทกโสตประสาทให้เป็นอุปสรรคในการฟัง นอกจากเสียงเพลงบรรเลงเบาๆนั้น หล่อนน่าจะได้ยินคำพูดของผมชัดเจนดี
ทุกอย่างในโลกนี้เป็นสิ่งสมมติ จะเป็นดอกไม้จริงหรือดอกไม้ปลอม ถ้าคุณมอบให้เธอเพื่อเป็นสื่อแทนความรู้สึกที่ออกจากใจจริง เธอน่าจะสัมผัสได้
หล่อนตอบออกมาสั้นๆฟังคล้ายปรัชญาชีวิตในแนวพุทธะ แต่ทว่าได้ใจความชัดเจน จริงแฮะ
ดอกไม้ก็คือดอกไม้ จะจริงหรือหลอกแต่รูปลักษณ์ของมันก็เป็นสิ่งที่เห็นได้ด้วยตาว่านี่คือดอกไม้ มันเป็นสิ่งสมมติอย่างที่หล่อนว่าโดยแท้
งั้นคุณช่วยจัดให้ผมสักช่อ เลือกสีให้ผมด้วย เอ้อ..เธอคือผู้หญิงที่ผมอยากรู้จักให้มากกว่าที่เป็นอยู่แต่เธอยังไม่รู้ตัว
บอกไปแล้วผมรู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก มันคงเป็นความรู้สึกเดียวกับนักรบที่ออกสนามรบครั้งแรกและกำลังประดาบกับคู่ต่อสู้ที่มีฝีมือ แม้จะยังไม่รู้ว่าตัวเองจะแพ้หรือชนะ แต่เมื่อลงสนามแล้ว จิตวิญญาณของการต่อสู้มันก็ทำให้ฮึดสู้ต่อไป เรื่องแพ้ชนะกลายเป็นเรื่องรอง เอาเถอะ
เดี๋ยวก็รู้ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร
หล่อนจัดช่อดอกกุหลาบสีขาว สีแดง และสีชมพูแซมด้วยใบไม้หลอกๆสีเขียวและดอกอะไรสักอย่างเล็กๆสีขาวอย่างที่เห็นจนเจนตาโดยใช้เวลาไม่นานนัก แต่ก็ดูสวยงามกลมกลืนกันอย่างไม่น่าเชื่อ บอกถึงความเป็นมืออาชีพของหล่อนได้เป็นอย่างดี ผมมองหน้านวลใสเจือรอยยิ้มน้อยๆ
ขณะรับช่อกุหลาบปลอมๆนั้น พร้อมๆกับยื่นเงินค่าช่อดอกไม้ให้ตามราคาที่ได้รับแจ้งมา หล่อนยื่นเงินทอนแนบกับกระดาษสีชมพูหวานแผ่นเล็กๆให้ผม ผมก้มลงมองดูแล้วอดที่จะอมยิ้มอยู่คนเดียวไม่ได้
คือความหมายของดอกกุหลาบแต่ละสีน่ะ เผื่อคุณจะได้บอกเธอผู้นั้นได้ หล่อนบอกอย่างหวังดี ผมพอจะรู้บ้างแล้วจากการอ่านใบปิดนัยแห่งสีของกุหลาบ ความหมายโดยรวมของทั้งสามสีนั้น
คือการบอกความในใจของผู้ชายคนหนึ่งนั่นเอง ผมตัดสินใจยื่นช่อดอกไม้ไปตรงหน้าหล่อนดื้อๆ เผลอกลั้นหายใจขณะพูด
ผมให้คุณ
จบประโยคสั้นๆนั้นผมค่อยๆสูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอด อาการสั่นไหวภายในจึงลดระดับลงถึงขีดปกติในที่สุด สีหน้าฉงนสนเท่ห์ของหล่อนปรากฏชัดอยู่ครู่ใหญ่ กว่าหล่อนจะปรับสีหน้าให้วางเฉยได้พร้อมๆกับเลือดฝาดที่กระจายอยู่เต็มใบหน้าขาวนวล มันดูราวกับถูกฉีดขึ้นมาจากส่วนที่อยู่ลึกลงไปจากข้างใน
จากหัวใจของหล่อนกระมัง
คุณ..เอ้อ
ผมเพิ่งเห็นท่าทีไม่มั่นใจของหล่อนเป็นครั้งแรก หรือหล่อนจะเกิดความหวั่นไหวตามประสาสาวน้อยที่มีชายหนุ่ม เอ้อ
รูปร่างสูงใหญ่หน้าตาดีขนาดน้องๆพระเอกหนังอย่างผมมอบช่อดอกไม้ให้อย่างไม่คาดฝัน
ช่วยรับไว้เถอะครับ ผมอยากให้คุณจริงๆ ผมอยากรู้จักคุณ
ขอบคุณค่ะ แต่
คุณยังไม่รู้อะไร คือ..ดิฉัน..
เป็นเพื่อนกันก่อนก็ได้ครับ หรือคุณมีใครอยู่แล้ว
ผมได้ทีรุกเลยครับ ก็คู่ต่อสู้กำลังละล้าละลัง ไม่รีบบุกตอนนี้เกิดหล่อนตั้งหลักได้ เรียกท่าทีมั่นใจคืนมา ผมนี่แหละครับอาจจะเป็นฝ่ายถูกหล่อนรุกเสียเอง
เปล่าค่ะ
หล่อนอึกอัก ก่อนจะนิ่งเงียบไปขณะที่มองหน้าผมนิ่งอยู่เป็นครู่ ผมสบสายตาหวานฉ่ำคู่นั้นอย่างไม่สะทกสะท้าน นึกชมตัวเองอยู่ในใจว่าเราก็หนึ่งในตองอูเหมือนกันแฮะ ทั้งๆที่เป็นครั้งแรกที่คิด จีบหญิง
คุณชื่ออะไรครับ ขอโทษ
ผมยังไม่รู้จักชื่อคุณเลย
คุณอยากรู้จริงๆหรือคะ
ผมพยักหน้ายิ้มๆ หล่อนทำท่าราวกับตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าต้องทำอะไรบางอย่าง ร่างบอบบางนั้นหมุนตัวอย่างรวดเร็ว จนผมยาวสลวยสวยเก๋นั้นสะบัดพลิ้วไหวไปตามอาการเคลื่อนไหวของเจ้าของ เดินไปที่โต๊ะทำงานแล้วเปิดกระเป๋าสะพายสีน้ำตาลอมทองรูปแบบเก๋ไก๋ตามสมัยนิยม หยิบอะไรบางอย่างออกมา ผมดูแวบๆ
เหมือนเครดิตการ์ด
ก่อนที่คุณจะตัดสินใจเกี่ยวกับตัวดิฉัน ขอให้ดูนี่ก่อนค่ะ
หล่อนวางการ์ดใบนั้นลงบนเคาน์เตอร์ ผมก้าวเข้าไปดูอย่างงุนงง ก็..งงจริงนี่ครับ หล่อนเอาเครดิตการ์ดมาให้ผมดูทำไม แล้วผมก็หายสงสัย เมื่อเห็นการ์ดใบนั้นชัดเจน มันเป็นบัตรประชาชนครับ เป็นบัตรประชาชนของหนุ่มน้อยหน้าตาดีนายหนึ่ง ระบุชื่อ นายจักรี ศรีจันทร์
คุณอยากรู้จักชื่อของดิฉัน นี่แหละค่ะ ชื่อจริงของดิฉัน
คุณพระช่วย! ผมอุทานในใจเหมือนชื่อรายการโทรทัศน์ดังรายการหนึ่ง หล่อนเป็นผู้ชาย! ไม่มีอะไรบ่งบอกสักนิดว่าหล่อนเป็นผู้ชาย ทั้งน้ำเสียง รูปร่างหน้าตา กิริยาท่าที เป็นผู้หญิงแท้ๆ ผมพยายามเปลี่ยนความรู้สึกว่าหล่อนเป็นผู้ชายเหมือนผม แต่
มันคงเร็วเกินไปจนผมปรับความรู้สึกไม่ทัน ผมเมินบัตรที่วางอยู่ตรงหน้า จ้องมองหล่อนอย่างเต็มตา หล่อนยิ้มอีกแล้วครับ ดูสิ! แม้แต่รอยยิ้มของหล่อนยังสดใสราวกับอิตถีเพศที่กำลังอยู่ในวัยสาวสะพรั่ง
ผมก็ยังอยากรู้จักคุณให้มากกว่านี้อยู่ดี
น้ำเสียงผมคงเจือความวิงวอนเข้าไปด้วยแน่ๆ
ผมรู้สึกอย่างนั้น เพราะไม่อยากถูกตัดรอนจากคนที่ผมอยากสานสัมพันธ์ด้วย ทั้งๆที่มันเพิ่งจะกำลังเริ่มต้น โดยเฉพาะกับใครบางคนที่ไม่ใช่ผู้หญิงแท้คนนี้ แปลกพิลึก
ผมยังคงรู้สึกว่าหล่อนเป็นผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ดี
ท่าทีมั่นใจของหล่อนกลับมาอีกแล้ว
ขณะที่ผมกลับเกิดความพะวักพะวงในใจ ยอมรับว่าค่อนข้างจะเสียหน้าไม่น้อย
ถ้าต้องถูกปฏิเสธจากชายไม่จริงหญิงไม่แท้คนหนึ่ง
เราเป็นเพื่อนกันได้ค่ะ ดิฉันยินดี
หล่อนตอบสั้นๆ น้ำเสียงนั้นมั่นคงหนักแน่นราวกับจะย้ำว่า หล่อนหมายความอย่างนั้นจริงๆ ผมสบตาคู่สวยที่อยู่ตรงหน้า ราวกับจะค้นหาความจริงที่ซุกซ่อนอยู่ภายในส่วนลึกในใจของหล่อน นึกแปลกใจขึ้นมาครามครัน ก็ผมเคยได้ยินมาว่า สาวประเภทสองมักจะกระดี๊กระด๊าเมื่อมีชายหนุ่มมาแสดงความสนใจ นี่ไหงกลับตาลปัตรอย่างนี้ล่ะ
ผมก้มลงมองกุหลาบปลอมๆสีสวยช่อใหญ่ที่ถือค้างในมือ รู้สึกราวกับว่าร่องรอยกลีบดอกที่บานแย้มนั้นกำลังยิ้มเยาะอย่างหมิ่นแคลนในความคิดตื้นเขินของผม ตัดสินใจหมุนตัวเดินออกมาข้างนอกซึ่งกำลังเข้าสู่บรรยากาศที่สลัวรางเต็มที แสงไฟสีนวลหน้าร้านส่องให้เห็นสติ๊กเกอร์ตัวอักษรภาษาอังกฤษที่แปะติดอยู่กับกระจกว่า INDY_ROSE สีสันของมันสดใสกระจ่างตายิ่งกว่าที่ผมเห็นตอนกลางวันเสียอีก
จบ
|