พิมพ์หน้านี้
|
ขอพูดเรื่องภาษาอังกฤษหน่อยนะคะ เพราะเห็นคนส่วนใหญ่อยากเก่งภาษาฯ ก็จะไปเข้าคอร์สเรียน ซึ่งฉันคิดว่าค่าเรียนแพงมากๆ ในยุคที่เงินทองเป็นของหายากอย่างนี้ ฉันเคยเสียเงินไปเรียนแปลบทหนังแค่คอร์สเดียว ฉันยังเสียดาย เพราะคิดว่าไม่ได้ผลอย่างที่คาดการณ์ไว้ แต่ก็ยังดีที่ทำให้รู้ว่า กระบวนการในการแปลบทหนังฝรั่งนั้นเป็นอย่างไร ที่สำคัญมันทำให้ฉันรู้ตัวว่า ความรู้ด้านภาษาฯของเรามีอยู่เพียงกระติ๊ดเท่านั้นเอง หาได้มากมายอย่างที่คิดเข้าข้างตัวเองไม่ ฉันเอง...ด้วยความที่สนใจภาษาอังกฤษ อยากอ่านเนื้อหาอะไรก็ตามที่เป็นตัวหนังสือภาษากลางของโลกได้รู้เรื่อง ความรู้ที่เคยเรียนในสถาบันการศึกษา ตั้งแต่ประถมจนถึงมหาวิทยาลัยก็ไม่ค่อยปะติดปะต่อ เพราะรู้จักแต่ตำราเรียน ดูหนังฝรั่งก็ดูพากย์ไทย อยู่ต่างจังหวัดมาตลอดจนจบมัธยมปลาย เข้ากรุงเทพฯ เรียนมหาวิทยาลัย ก็วุ่นเรื่องครอบครัวเสียเป็นส่วนใหญ่ มากกว่าเรื่องเรียนอีก ความสนใจในอะไรเป็นพิเศษก็เลยไม่มี นอกจากตัวเอง (เห็นแก่ตัวสุดๆ) เมื่อ4-5 ปีก่อน ได้ดูซีรีย์หนังฝรั่งทางฟรีทีวีเห่งหนึ่ง ที่เขาลองชิมลางฉายเป็นซาวน์แทร็คช่วงเย็น พอฉันได้ดูก็ติดใจ เพราะอรรถรสที่ได้ต่างจากการดูที่เขาพากย์ไทยอย่างสิ้นเชิง ฉันแสนจะดีใจ นึกขอบคุณสถานีโทรทัศน์แห่งนั้น ที่ทำให้คนจนไม่มีเงินติดเคเบิลทีวี ได้ดูหนังฝรั่งซาวน์แทร็คกับเขาบ้าง แม้จะต้องอ่านบรรยายไทยด้านล่างจอ ฉันก็ยังดีใจ แล้ววันหนึ่ง ฉันก็ไปสะดุดซับไทยอยู่ประโยคหนึ่ง ฉันนึกรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณพิเศษ(อย่าหมั่นไส้...ได้โปรด) ว่ามันน่าจะแปลเป็นสำนวนไทยได้ อาการหลงตัวเองกำเริบ ฉันคิดว่า เอ๊ะ! เราก็พอรู้เรื่องนี่นา (ทั้งๆ ที่ต้องอ่านซับข้างล่างนะ ถึงจะเข้าใจ เพราะทักษะการฟัง ฉันไม่เอาไหนเลย นานๆจึงจะจับได้สักประโยคหนึ่ง) ฉันลงทุนไปเรียนแปลบทหนัง ที่สอนโดยนักแปลหนังมืออาชีพ ฉันจึงได้รู้ว่า ตัวเราเป็นกบในกะลาครอบโดยแท้ เพราะมีความรู้ภาษาอังกฤษแค่หางอึ่ง แต่หลงคิดว่า รู้เท่าตัวอึ่ง (ตอนพองตัว) ความหวังที่จะได้เป็นนักแปลบทหนังรางเลือนไปโดยปริยาย มาถึงตอนนี้ ฉันจึงได้รู้ว่า เราน่าจะต้องมานับหนึ่งใหม่ แต่อาจเป็นการนับที่ไวขึ้น เพราะมีพื้นฐานมาบ้างแล้ว ความที่อยากเรียนรู้มาก จะไปเข้าคอร์สเรียนหรือก็แพงหูฉี่ อีกอย่าง...ฉันไม่เชื่อว่าการเรียนแต่ในชั้นเรียนโดยไม่ขวนขวายเองด้วยนั้น จะทำให้เป็นคน"รู้เรื่อง" ได้ ดังนั้น ฉันจึงใช้ทุกวิถีทาง ตั้งแต่ฟังเพลงฝรั่งให้มากขึ้น อ่านป้ายชื่อสถานที่ อ่านโฆษณา อ่านฉลาก คำศัพย์นิดๆ หน่อยๆ ฉันก็อ่าน บางคำคุ้นตายังนึกไม่ออกว่าแปลว่าอะไรก็ยังมี เพราะฉะนั้น เลยต้องเก็บนิด ตอดหน่อยเอาอย่างนี้แหละ นอกจากวิธีการที่กล่าวมาแล้ว ฉันก็ยังหาเรื่อง "แชท" กับฝรั่งต่างชาติ แล้วก็ภูมิใจหนักหนา ที่ฉันคุยกับเขาได้พอ "รู้เรื่อง" พิมพ์ภาษาอังกฤษไม่ค่อยคล่อง แต่ก็...เออ รู้นะ ว่าเขาคุยว่ายังไง ตอบได้บ้างไม่ได้บ้าง เพราะนึกคำศัพท์ไม่ออกก็บ่อย บางคนคุยยาวมาก เล่าประวัติส่วนตัว ให้ฟัง ฉันเข้าใจนะ แต่ก็ตอบได้สั้นๆ ถึงบางคำเขาใช้คำยากๆ มา ฉันก็บอกไปตามตรงว่าไม่รู้เรื่อง เขาก็อธิบายจนฉันถึงบางอ้อ แล้วก็จำได้ตั้งแต่บัดนั้น ส่วนคนที่จ้องจะคุยเรื่องอย่างว่า ฉันไม่ขอพูดถึง แต่ก็ทำให้รู้คำใหม่ๆ เยอะเหมือนกัน แล้วฉันยังชอบ"จดแหลก" มาแต่ไหนแต่ไร ข้อนี้ทำให้จำได้ง่ายขึ้น กล้าพูดได้ว่า ฉันมีความรู้ภาษาอังกฤษดีกว่าคนที่ไปเข้าคอร์สเรียนแพงๆ หลายคนทีเดียว ข้อนี้ คุยได้เต็มปาก เพระเห็นมาหลายคนแล้ว ที่สำคัญคือ เวลาเจอต่างชาติตอนนี้ ฉันสื่อกับเขาได้รู้เรื่อง 70-80% ทีเดียว อีก 20% เผื่อไว้เวลาเขาคุยคำศัพท์ยากๆ ยาวๆ หรือพูดเร็วๆ รัวๆ สำเนียงไม่เหมือนในหนัง ฉันก็ใบ้เหมือนกัน แต่การพูดในชีวิตประจำวันทั่วไป ถือว่า โอเค! ถ้าไม่ตื่นเต้นจนเกินไปนะ เพราะฉันก็เป็นเหมือนคนส่วนใหญ่ที่ฟังออก รู้ว่าจะต้องตอบยังไง แต่บางทีนึกคำศัพท์ไม่ออก โต้ตอบเป็นประโยคไม่ได้ นี่คงเป็นปัญหาโลกแตกของคนไทย ไม่เก่งภาษาเท่าไหร่ แต่ก็บังอาจหัดแปลนวนิยายไปแล้ว 2 บท ตอนนั้น ความรู้น้อยกว่านี้ตั้งเยอะ ว่าจะกลับไปดูอีกรอบคราวนี้คงจะแจ่มแจ้งขึ้นเยอะ และคิดว่าคงมีที่ต้องปรับเยอะทีเดียว ไม่มีอะไรค่ะ แค่อยากคุยให้ฟัง เห็นคนอยากเก่ง อยากรู้ภาษา ยอมลงทุนเสียค่าเรียน แต่ไม่ชอบอ่านหนังสือฝรั่ง ไม่ชอบดูหนังซาวน์แทร็ค ไม่ชอบฟังเพลงฝรั่ง ไม่กล้าคุยกับฝรั่ง แล้วฉันก็เสียดายค่าเรียนเหลือกำลัง |