พิมพ์หน้านี้
|
เมื่อเช้าอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ เจอข่าวชิ้นเล็กๆ เกี่ยวกับเสือที่ถูกเลี้ยงในวัด แล้วทางวัดก็จัดเป็นสถานที่ท่องเที่ยว และถูกนักท่องเที่ยวร้องเรียนว่า ความเป็นอยู่ของเสือแย่มากๆ มีการใช้เครื่องทุ่นแรงตีเสือเจ็บๆ ด้วย จะจริงหรือไม่จริง ฉันก็ไม่เห็นกับตา แต่นึกภาพเสือที่ต้องถูกจำกัดให้อยู่ในบริเวณแคบๆ ผิดธรรมชาติ ซ้ำยังถูกคนบังคับอย่างหมดลายเสือ ฉันก็เศร้าเต็มที ฉันเคยทำงานในแหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง เห็นเสือถูกขังในกรงที่แคบพอให้ตัวขยับเดินไปมา 2-3 ก้าวเท่านั้น มีตั้งหลายกรง ฉันรู้สึกแย่มากๆ เมื่อเห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติไปยืนดู พลางหัวเราะเสือที่คำรามเพราะความหงุดหงิด บางคนหาไม้ยาวๆ ไปแหย่เสือ พอเสือทำท่าโกรธแต่ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ส่งเสียงคำรามและเดินงุ่นง่านไปมา ก็พากันหัวเราะชอบใจ ฉันไม่รู้ว่ามันน่าขำตรงไหน กับการที่ได้เห็นชีวิตสัตว์ที่ควรจะได้อยู่อย่างอิสระในป่ากว้าง กลับต้องมาอยู่ที่แคบๆ ซ้ำพื้นยังเป็นคอนกรีต แถมกรงยังอยู่ติดๆ กันเสียอีก เสือตัวหนึ่งได้อยู่นอกกรง แต่...อนิจจา กลับถูกล่ามและมีสภาพเป็นเหมือนแมวเชื่องๆ ต้องนอนหมอบให้นักท่องเที่ยวใช้มือลูบหัวลูบตัว บางคนให้ลูกตัวเล็กๆ ไปนั่งเต๊ะท่าถ่ายรูปบนหลังเสือที่ไร้พิษสงราวกับโก้เก๋เสียเต็มประดา ฉันอดคิดไม่ได้ว่า มันถูกมอมยาให้เบลอหรือเปล่า เพราะดูลักษณะท่าทางและสีหน้าของมัน ไม่มีความรู้สึกอะไรเลย เหมือนคนติดยาเสพติดตอนที่เสพยายังไงยังงั้น ฉันได้แต่ภาวนาขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไปดลใจคนที่กระทำกับสัตว์เยี่ยงนี้ ได้ฉุกคิดถึงบาปบุญคุณโทษเสียโดยเร็ว ฉันสงสารมัน คนเราต้องการอยู่อย่างเสรีฉันใด สัตว์ทั้งหลายก็ไม่ต่างกันหรอก เพราะล้วนเกิดมาเป็นสิ่งมีชีวิตบนโลกใบเดียวกัน รู้จักการดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอด รู้ร้อนรู้หนาว รู้อิ่มรู้หิว รู้เจ็บรู้ปวดเหมือนๆ กัน ต่างกันตรงที่คนฉลาดแกมโกงกว่า ในขณะที่สัตว์ฉลาดน้อยกว่า แต่คิดคดและเอาเปรียบใครไม่เป็นเท่านั้นเอง นี่กระมัง ที่เป็นสาเหตุให้พวกมันถูกกระทำย่ำยีราวกับเป็นสิ่งไร้ชีวิตจิตใจ ช่างเวทนาเสียจริง |