
พิมพ์หน้านี้
|
วันที่ผมเผชิญหน้ากับมฤตยูเงียบ ผมเขียนบทความให้โฟกัสภาคใต้ มาหลายปีดีดักโดยจะไม่เคยเอาเรื่องส่วนตัวมาเขียนให้แฟนบทความของผมอ่านเลย โดยที่ผมไปเปิดดูบทความเก่าๆ ในแฟ้มเอกสาร(ปัจจุบันสะดวกครับแค่ใช้นิ้วจิ้มเพราะทุกอย่างถูกเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์แบบพกพา) ผมจำได้ว่าเขียนบทความให้โฟกัสภาคใต้เริ่มจากใช้ดินสอเขียนเป็นต้นร่างแล้วส่งให้เด็กในสำนักงานช่วยพิมพ์ แล้วนำมาตรวจดูพิมพ์ผิดพิมพ์ตกก็ต้องแก้คำผิดแล้วพิมพ์ใหม่ จากนั้นก็ให้เด็กส่งเอกสารนำส่งต้นฉบับให้กองบรรณาธิการ หรือใช้วิธีส่งเอกสารทางโทรสาร ผมจะถูกโทรศัพท์เร่งเป็นประจำ เดี๋ยวนี้สบายเพราะผมพิมพ์ต้นฉบับลงเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วส่งต้นฉบับทางอีเมล์ ใช้วิธีตรวจจากบทความของโฟกัสภาคใต้ว่าพอฉบับไหนลงบทความของคุณวันเพ็ญ มีแต้ม สัปดาห์ถัดไปก็จะเป็นของคุณธนวัฒน์ บุรีภักดี ถัดจากนั้นจะเป็นเวรของผมละครับ วันนี้จั่วหัวบทความไว้ดูน่ากลัว ซึ่งก็หน้ากลัวจริงๆ ครับ ผมจำได้ดีครับ วันนั้นเป็นวันพฤหัสบดีที่ 10 กรกฎาคม พุทธศักราช 2546 ผมนั่งทำงานในสำนักงานบนชั้น 7 อาคารธนาคารกรุงเทพ สาขาหาดใหญ่ ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณ สิบโมงเช้าเศษๆ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดทำการตามปกติ วันนั้นผมมีนัดประชุมกับเจ้าหน้าที่ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่โรงแรมโนโวเทล สุคนธา เรื่องการจัดงานตลาดหลักทรัพย์สัญจร ในวันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม ซึ่งผมตอบรับการเข้าประชุมไว้เรียบร้อย ก่อนที่ผมจะเดินออกไปสู่การประชุม ทางผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานด้านสารสนเทศได้โทรจากสำนักงานใหญ่มาคุยกับผมเรื่องของรูปแบบการจัดงานตลาดหลักทรัพย์สัญจร ซึ่งผมได้รับปากไปว่าผมกำลังจะออกเดินทางไปประชุมกับเจ้าหน้าที่ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หากประชุมได้ข้อยุติแล้วผมจะโทรไปเรียนให้ทางสำนักงานใหญ่ทราบโดยละเอียด พอผมวางสายโทรศัพท์กับทางสำนักงานใหญ่เสร็จเท่านั้นก็มีอาการชาตามแขนและขาซีกซ้าย จากนั้นร่างกายก็อ่อนแรงโดยเหมือนกับแบตเตอรี่ที่ค่อยๆอ่อนกำลังลง แรกๆ ผมเข้าใจว่าจะเป็นลม ผมได้กดเครื่องโทรศัพท์โดยใช้สายภายในโดยไม่ต้องยกหูโทรศัพท์ขอให้ลูกน้องชงยาหอมให้ทาน ปรากฏว่าอาการไม่ดีขึ้น เหงื่อเม็ดโป้งๆ ผุดออกเต็มหน้าตอนนั้นผมเรื่อมรู้สึกว่าที่เขาเรียกว่าเหงื่อกาฬแตก อาการเป็นอย่างไร จากนั้นผมก็โทรหาภรรยา ปรากฏว่าภรรยาของผมไปทำงานของเธอที่ด่านพรมแดนประเทศมาเลเซีย จากนั้นผมเริ่มโทรไปหาเพื่อนที่จบจากคณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบํณฑิตพัตนบริหารศาสตร์ รุ่นเก้าหาดใหญ่ชึ่งปฏิบัติหน้าที่ในโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ เพื่อปรึกษาถึงอาการ ปรากฏว่าเพี่อนคนแรกติดประชุมด้วยความเกรงใจผมก็บอกเพื่อนไปว่าไม่เป็นไร พอติดต่อเพื่อนคนที่สองปรากฏว่าเธอติดบรรยายในห้องสอนการพัฒนาบุคคลากรของโรงพยาบาล ผมก็เลยบอกไปว่าไม่เป็นไร จากนั้นพยายามติดต่อเพื่อนคนอื่นๆอีก ก็ไม่สามารถติดต่อได้ ตอนนั้นลูกน้องของผมในสาขาได้เข้ามาในห้องทำงานและได้บอกผมว่าผู้จัดการน่าไปหาหมอเพราะหน้าผมซีดจนไม่มีสีเลือด ผมจึงขอให้น้องๆ ในสำนักงานตามน้องผู้ชายมาช่วยพยุงเพราะผมกลัวการล้ม ลูกค้าในห้องค้าก็เป็นห่วงตอนที่น้องๆพากันหิ้วปีกผมสองข้างไปลงลิฟท์เพื่อไปโรงพยาบาล ผมได้บอกลูกค้าไปว่าหุ้นในกระดานตก ผมเป็นลมขอไปโรงพยาบาลก่อน ลูกค้าพากันหัวเราะกันตรึม (ปกติหุ้นขึ้นหุ้นลงผมไปเคยสนใจเพราะตัวผมเองไม่เคยเล่นหุ้นในที่ลับ เพราะการเปิดบัญชีซื้อขายผมปฏิบัติตามกฎระเบียบของบริษัทและตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยทุกประการ) พอน้องๆหิ้วผมขึ้นรถไปจะถึงหน้าโรงพยาบาลเพื่อนที่ผมโทรไปหาและเธอติดสอนหนังสือเธอเกิดเอะใจ เพราะปกติผมไม่ค่อยได้โทรไปหาเพื่อนฝูงหากไม่มีเรื่องด่วนฉุกเฉิน พอผมบอกอาการเพื่อนไป เธอก็สั่งการให้ผมให้ลูกน้องส่งตัวผมไปทางหน้าสำนักงานมูลนิธิโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ในฐานะที่ผมเป็นผู้บริจาคเงินสมทบทุนมูลนิธิโรงพยาบาลสงขลานครินทร์เป็นประจำทุกปีไม่เคยขาดและการบริจาคของผมเข้าหลักเกณฑ์ของมูลนิธิได้รับการจัดเข้าในข่ายเป็นผู้อุปการคุณของโรงพยาบาลได้รับสิทธิเยอะแยะ หากท่านกลับไปย้อนอ่านบทความเก่าๆ ของผมเรื่องทำบุญได้บุญ ผมได้รับบุญที่ทำในชาตินี้ทันทีทันควันครับ หากท่านสนใจจะทำบุญกับมูลนิธิติดต่อกับบุคคลากรของโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ได้ทุกท่านครับ ผมจำหลักเกณฑ์ไม่ได้ทั้งหมด แต่รู้ว่าได้รับมากมายมหาศาล หลังจากบรรดาเพื่อนๆพาผมพบหมอและทางคุณหมอกรุณารับผมเข้าเป็นคนไข้ได้เข้าพักห้องพิเศษของโรงพยาบาล และตรวจเช็คร่างกาย ปรากฏว่า คุณหมอตรวจพบว่าผมมีเลือดออก และเส้นเลือดตีบ ที่ก้านสมอง ผมต้องรักษาตัวอยู่สิบเอ็ดวัน ด้วยการเอาใจใส่ดูแลอย่างดี ผมไม่ต้องทำกายภาพบำบัด ผมไม่มีอาการปากเบี้ยว ไม่มีอาการเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต แต่ประการใด เดชะบุญผลการทำบุญกับมูลนิธิโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ผมได้เห็นผลบุญในทันตาเห็น หลังการตรวจรักษา ผมไม่มีโรคหัวใจ ไม่มีน้ำตาลสูง ไม่มีโรคอื่นแทรกซ้อน มีโรคเดียวต้องทานยาตลอดชีวิต คือโรคความดัน ที่ผมเขียนเล่ามาเป็นวรรคเป็นเวร ผมต้องการให้เป็นอนุสติแด่เพื่อนฝูงและแฟนๆบทความของผมทั้งหลายทั้งปวงว่าสังขารของเรานั้นไม่เที่ยง ผมว่าผมยังหนุ่มยังแน่น (เพราะผมพึ่งจะครบเบญจเพสรอบสองสดๆร้อนๆ) และไม่เคยเครียดอะไร เพื่อนๆพยาบาลเคยวัดความดันและบังคับให้ผมไปพบหมอเพื่อรักษาตัว แต่ความที่ผมเป็นโรค D2R (โรคดันทุรังไงครับ) ผมหัวเราะโดยที่คิดว่าตัวเองแข็งแรงไม่มีอะไร เพื่อนๆพยาบาลเคยเตือนว่าระวังจะล้มไปเฉยๆ หรือปากเบี้ยว อัมพาต ฯลฯ ความดันทุรังของผมสูงจนกระทั่งได้พบหน้าพญายมก็เกือบตายละครับ แฟนบทความที่รักของผมทั้งหลายทั้งปวง อย่าลืมตรวจเช็คร่างกาย หากพบว่ามีความดันกรุณาพบแพทย์ก่อนที่ มฤตยูเงียบจะมาเยือน อย่าดันทุรังอย่างผมเลยครับเพื่อนๆแพทย์หลายคนบอกผมว่ากรณีอย่างผมที่ฟื้นอย่างรวดเร็วมีไม่มากหรอกครับ อย่าเสี่ยงเลยเจ้าโรคนี้ไม่มีสัญญานเตือนใดๆล่วงหน้าเลย สมแล้วที่ให้สมญานามมฤตยูเงียบครับ |