พิมพ์หน้านี้
|
กระบวนพยุหยาตราชลมารค ใกล้เข้ามาแล้วกับงานพระราชพิธียิ่งใหญ่ที่จะมีขึ้นในเดือนหน้า เราคนไทยทุกคนตั้งตารอคอยได้ที่จะได้ชื่นชมพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และถวายพระพรเนื่องในวโรกาสพระชนมพรรษา 80 พรรษา และทางรัฐฯได้เตรียมงานให้มีกระบวนพยุหยาตราชลมารค ในอาทิตย์นี้จึงมีเรื่องราวของกระบวนพยุหยาตราชลมารคมาให้ได้อ่านกันค่ะ เรื่องค่อนข้างยาว กรุณาอย่าเบื่อนะคะ
กระบวนพยุหยาตราชลมารค เป็นกระบวนเสด็จพระราชดำเนินทางน้ำที่เป็นราชประเพณีไทยที่มีมาแต่โบราณ โดยมีหลักฐานชัดเจนตั้งแต่สมัยอยุธยา เรือในกระบวนมีการสลักโขนเรือเป็นรูปสัตว์ในเทพนิยาย มีการจัดกระบวนหลายแบบ ที่รู้จักกันดีก็คือ "กระบวนพยุหยาตราเพชรพวง" ดังปรากฏใน ลิลิตพยุหยาตราเพชรพวง ลิลิตพรรณนากระบวนเรือ ประพันธ์โดยเจ้าพระยาพระคลัง (หน) เมื่อ พ.ศ. 2430 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โดยยึดถือตามแบบแผนเดิมแห่งกรุงศรีอยุธยา
การเสด็จพระราชดำเนินของพระมหากษัตริย์ไทยนับตั้งแต่โบราณกาลมา การเสด็จพระราชดำเนินทางบก เรียกว่า พยุหยาตราสถลมารค ส่วน การเสด็จพระราชดำเนินทางน้ำเรียกว่า พยุหยาตราชลมารค ซึ่งหมายถึง ริ้วกระบวนที่จัดขึ้นในการที่พระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปในการต่างๆ ทั้งเป็นการส่วนพระองค์และที่เป็นการพระราชพิธี เช่น พระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน พระราชพิธี บรมราชาภิเษก การเสด็จพระราชดำเนินไปนมัสการรอย พระพุทธบาท การอัญเชิญพระพุทธรูปที่สำคัญจากหัวเมืองเข้ามาประดิษฐานในเมืองหลวง
ประเภทของการเห่เรือ สามารถจำแนกออกเป็น 2 ประเภทคือ การเห่เรือหลวง (การเห่เรือในงานพระราชพิธี) และ การเห่เรือเล่น (การเห่เรือเล่นของชาวบ้านในงานต่างๆ) ในปัจจุบันการเห่เรือ ยังคงอยู่เฉพาะ การเห่เรือหลวง ที่ใช้ใน กระบวนพยุหยาตราชลมารค
นักประวัติศาสตร์ได้สันนิษฐานว่า ประเพณีกระบวน พยุหยาตราชลมารค เห็นจะมีมาแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็น ราชธานีคือ เมื่อประมาณ 700 ปีล่วงมาแล้ว กล่าวไว้ว่า พระร่วงเจ้า (พระมหาธรรมราชา ๑) ทรงใช้เรือออกลอยกระทง หรือพิธีจองเปรียง ณ กลางสระน้ำ พร้อมทั้งเผาเทียนเล่นไฟในยามคืนเพ็ญเดือนสิบสองแต่หลักฐานชิ้นแรกที่เรามีหลงเหลืออยู่ในปัจจุบันเกี่ยวกับกระบวนเรือพระราชพิธีในอดีตก็คือ หลักฐานในชั้นต้นสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี
กรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองเกาะ ชีวิตความเป็นอยู่ริมน้ำของชาวกรุงเก่าจำต้องอาศัยเรือในการสัญจรไปมา รวมทั้งในเวลารบทัพจับศึก ก็จะใช้กระบวนทัพเรือเป็นสำคัญ จึงปรากฏว่ามีการสร้างเรือรบมากมายในสมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อประมาณ พ.ศ.1990 สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตรากฎมนเฑียรบาลใช้สำหรับเป็นธรรมเนียม ราชตระกูลและราชสำนัก ในบทพระอัยการหลายมาตราได้กล่าวถึงกระบวนเรือพระราชพิธีไว้อย่างชัดเจน เป็นต้นว่า ในเดือน 11 มีพระราชพิธี อาษยุชพิธี คือการแข่งเรือเสี่ยงทายระหว่างเรือพระที่นั่งสมรรถไชย อันเป็นเรือพระที่นั่งทรง กับเรือพระที่นั่งไกรสรมุข ของสมเด็จ พระอัครมเหสี มีธรรมเนียมถือสืบกันมาว่า ถ้าเรือพระที่นั่งสมรรถไชยแพ้ ปีนั้นข้าวจะเหลือเกลือจะอิ่ม ปวงประชาจะสุขเกษมกันทั่วหน้า แต่ตรงกันข้าม ถ้าเรือพระที่นั่งสมรรถไชยชนะ ปีนั้นจะเกิดยุคเข็ญ
ครั้งล่วงมาอีกประมาณร้อยปีเศษ ในพระราชพงศาวดารแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ได้พบบันทึกว่า เมื่อคราวเสด็จไปตีเมืองเมาะตะมะนั้น เสด็จฯ ทางชลมารค โดยโปรดให้พายเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์อันเป็นเรือทรงพระพุทธ-ปฏิมากรทองนพคุณ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุถวายพระนามสมญา พระพิชัย และอีกครั้งหนึ่งเมื่อคราวทรงยกทัพไปรับทัพพระมหาอุปราชฝ่ายพม่า ทรงกรีธาทัพไปทางชลมารค และโปรดให้เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์อัญเชิญพระชัยนำ กระบวนกันไปเป็นสวัสดิมงคล ความงามสง่าของกระบวนเรือตอนนี้ สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส ได้ทรงพระนิพนธ์ไว้ในหนังสือ ลิลิตตะเลงพ่าย
ในยามที่บ้านเมืองปราศจากศึกสงคราม เมื่อถึงฤดูกาล น้ำหลากอันเป็นเวลาที่ราษฎรว่างเว้นจากการทำนา ประกอบกับมีชีวิตผูกพันกับสายน้ำ ทางการก็จะเรียกระดมพลมาฝึกซ้อมกระบวนเรือ เพื่อใช้ในพิธีสำคัญๆ เพื่อให้ไพร่พลได้รื่นเริงในการกุศล เรือเหล่านี้มักจะมีการจำหลักลวดลาย และประดับประดาให้สวยงามวิจิตรพิสดาร นอกจากนี้ชาวกรุงศรีอยุธยาก็หันมาเล่นเพลงเรือ แข่งเรือเป็นเรื่องเอิกเกริก โดยเฉพาะพระเจ้าแผ่นดินกรุงสยาม เมื่อจะเสด็จฯแปรพระราชฐานไปยังหัวเมืองต่างๆ หรือเสด็จฯไปทอดผ้ากฐินยังวัดวาอาราม ก็มักจะใช้เรือรบโบราณเหล่านั้นจัดเป็นกระบวนเรือยิ่งใหญ่
การเคลื่อนกระบวนพยุหยาตราชลมารค จะควบคู่ไปกับการเห่เรือ พร้อมด้วยเครื่องประโคม จนเกิดเป็นวรรณกรรมร้อยกรองที่ไพเราะยิ่ง คือ กาพย์เห่เรือ ซึ่งเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร (เจ้าฟ้ากุ้ง) ในสมัยพระเจ้าบรมโกศ ตอนปลายกรุงศรีอยุธยา ได้ทรงบรรยายถึงความงดงามและลักษณะของเรือในกระบวนพยุหยาตราชลมารคในครั้งนั้น และบทเห่เรือนี้ก็ได้เป็นแม่แบบของการแต่งกาพย์เห่เรือในปัจจุบัน
สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ด้วยเหตุที่สมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนั้น บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง มีการเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศต่างๆมากมาย ทั้งทรงสร้างเมืองลพบุรีขึ้น จึงมีการเสด็จฯ โดยกระบวนพยุหยาตราชลมารค และในบางโอกาสก็โปรดเกล้าฯ ให้จัดกระบวนเรือหลวงออกรับคณะราชทูต และแห่พระราชสาสน์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ แห่งประเทศฝรั่งเศส จากกรุงศรีอยุธยา มายังเมืองลพบุรี
ในช่วงปี พ.ศ. 2199-2231 ปรากฏหลักฐานว่าเมื่อพระองค์เสด็จแปรพระราชฐานไปยังหัวเมืองต่างๆ มีการจัดกระบวนพยุหยาตราฯที่เรียกว่า ขบวนเพชรพวง เป็นริ้วกระบวนยิ่งใหญ่ 4 สาย พร้อมริ้วเรือพระที่นั่ง ตรงกลางอีก 1 สาย มีเรือทั้งสิ้นไม่ตำกว่า 100 ลำ ซึ่งนับเป็นกระบวนพยุหยาตราฯที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์และนับเป็นต้นแบบสำคัญของกระบวนพยุหยาตราฯในสมัยต่อๆ มา ในสมัยนี้มีบันทึกของกวีที่สำคัญๆดังนี้
บันทึกของกวีย์ ตาชาร์ด ในปี พ.ศ. ๒๒๒๘ พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ทรงส่งลาลูแบร์เป็นราชทูตเข้ามายังประเทศไทย พร้อมกับคณะบาทหลวงเยซูอิด ซึ่งมีบาทหลวงผู้หนึ่ง คือ กวีย์ ตาชาร์ด เป็นผู้บันทึกเหตุการณ์ไว้ในหนังสือเรื่อง จดหมายเหตุการเดินทางสู่ประเทศสยาม ในตอนหนึ่งได้เล่าถึงขบวนเรือที่ใช้ออกรับเครื่องราชบรรณาการว่า
"มีเรือบังลังก์ขนาดใหญ่ ๔ ลำมา แต่ละลำมีฝีพายถึง ๘๐ คน ซึ่งเราไม่เคยเห็นเช่นนั้นมาก่อน ๒ ลำแรกนั้นหัวเรือทำเป็นรูปเหมือนม้าปิดทองทั้งลำ เมื่อเห็นมันมาแต่ไกลในลำน้ำนั้นดูคล้ายกับมันมีชีวิตชีวา มีเจ้าหน้าที่กองทหารรักษาพระองค์ ๒ นายมาในเรือทั้ง ๒ ลำ เพื่อรับเครื่องราชบรรณาการของสมเด็จพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส ครั้นบรรทุกเสร็จแล้วก็ถอยออก ไปลอยลำอยู่กลางแม่น้ำอย่างสงบเงียบ และตลอดเวลาที่ลอยลำอยู่นี้ ไม่มีสุ้มเสียงใดเลยบนฝั่ง และไม่มีเรือลำได้เลยแล่นขึ้นล่องในแม่น้ำ เป็นการแสดงความเคารพต่อเรือบัลลังก์หลวง และเครื่องราชบรรณาการที่บรรทุกอยู่นั้น" บาทหลวง ตาชาร์ด ยังเขียนถึงขบวนเรือที่แห่พระราชสาสน์ และเครื่องราชบรรณาการที่เดินทางออกจากกรุงศรีอยุธยา ไปยังเมืองลพบุรีไว้อีกว่า
"ขบวนอันยึดยาวของเรือบังลังก์หลวง ซึ่งเคลื่อนที่ไปอย่างมีระเบียบเรียบร้อยนี้มีจำนวนถึง ๑๕๐ ลำผนวกกับเรือลำอื่นๆ เข้าอีกก็แน่นแม่น้ำ แลไปได้สุดสายตา อันเป็นทัศนียภาพที่งดงามยิ่งนัก เสียงเห่แสดงความยินดีตามธรรมเนียมนิยมของชาวสยาม อันคล้ายจะรุกไล่เข้าประกับข้าศึกนั้น ก้องไปทั้งฟากแม่น้ำ ซึ่งมีประชาชาพลเมืองมาคอยชมขบวนเรือยาตราอันมโหฬารนี้อยู่"
บันทึกของนิโคลาส แชแวร์ ตามบันทึกของ นิโคลาส แชแวร์ ราชทูตฝรั่งเศสซึ่งเดินทางเข้ามาในสมัยนั้น ได้บรรทึกไว้ในหนังสือ ประวัติศาสตร์แห่งราชอาณาจักรสยาม ถึงกระบวนเรือไว้ว่า "ไม่สามารถเทียบความงามกับขบวนเรืออื่นใดได้ เป็นขบวนเรือที่มโหฬาร มีเรือกว่า ๒๐๐ ลำ โดยมีเรือพระที่นั่งพายเป็นคู่ๆไปข้างหน้า เรือพระที่นั่งนั้น ใช้ฝีพายของพวกแขนแดงที่ได้รับการฝึกพายมาจนชำนาญ ทุกคนสวมหมวก เสื้อ ปลอกเข่า ปลอกแขน มีทองคำประกอบ เวลาพายพร้อมกับเป็นจังหวะจะโคน พายนั้นก็เป็นทอง เสียงพายกระทบเป็นเสียงประสานไปกับทำนองเพลงยอพระเกียรติของพระเจ้าแผ่นดิน" ต่อมาใน พ.ศ.2310 เมื่อคราวเสีย กรุงศรีอยุธยา ปรากฏว่า กระบวนเรือพระ-ราชพิธีได้ถูกข้าศึกทำลายสูญสลายกลาย เป็นเถ้าถ่านไปในกองเพลิง นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่ปวงชนชาวไทยอย่างหาที่สุดมิได้ เมื่อ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงกอบกู้เอกราชของชาติไทยจนสำเร็จ และในเวลาต่อมา พระองค์ได้ทรงเร่งสร้างเรือพระราชพิธีขึ้น สำหรับใช้ในราชการศึกสงคราม จะเห็นได้จาก ในพระราชพิธีสมโภชรับพระพุทธปฏิมากรแก้วมรกต ซึ่งอัญเชิญมาจากเวียงจันทร์และแห่มาพักไว้ที่กรุงเก่า คือ พระนครศรีอยุธยา มีข้อความในหมายรับสั่งพรรณนา กระบวนเรือที่แห่มาจากต้นทางว่า รวมเรือแห่ทั้งปวง 115 ลำ และสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี เสด็จขึ้นไปสมทบที่พระตำหนักบางธรณีกรุงเก่า ความว่า มีเรือแห่มารวมกันเป็นจำนวนรวม 246 ลำ ในครั้งนั้นถือได้ว่า เป็นการเตรียมกำลังรบทางน้ำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของชาติไทย และสะท้อนให้เห็นพระปรีชาสามารถ และการให้ความสำคัญในยุทธวิธีทางน้ำของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้เป็นอย่างดี และกระบวนเรือพระราชพิธีได้รับการบูรณะและฟื้นฟูขึ้นมาอีก ครั้งหนึ่ง กระบวนพยุหยาตราชลมารคในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2325 ซึ่งเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระ พุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระปฐมกษัตริย์แห่งพระ มหาจักรีบรมราชวงศ์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้าย พระนครหลวงจากธนบุรีมาอยู่ฝั่งกรุงเทพมหานคร อันเป็น ชัยภูมิสถานสำหรับการรบพุ่งที่ดีกว่าสืบมาจนถึงปัจจุบันนี้
สมัยกรุงรัตนโกสินทร์มีการสร้างเรือเพิ่มขึ้นมาอีก รัชกาลที่ ๒ ๒ ลำ รัชกาลที่ ๓ ๒๔ ลำ รัชกาลที่ ๔ ๗ ลำ รัชกาลที่ ๕ ลำเดียว รัชกาลที่ ๖ ๒ ลำ
จากนั้นก็มิได้มีการสร้างเรืออีกจนถึงรัชกาลที่ ๙จึงได้มีการสร้างเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ ๙เนื่องในโอกาสกาญจนาภิเษก เรือที่สำคัญๆ และตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน ก็ได้แก่ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช สร้างขึ้นครั้งแรกในรัชกาลที่ ๔ และมาสร้างขึ้นแทนลำเดิมอีกในรัชกาลที่ ๖ เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ สร้างขึ้นในรัชกาลที่ ๕ และ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ สร้างขึ้นในรัชกาลที่ ๖
ในช่วงสมัยสงครามมหาเอเชียบูรพา อู่เรือพระที่นั่งที่ปากคลองบางกอกน้อยถูกลูกระเบิดถล่มจนเรือเสียหายไปหลายลำ จากนั้นมาจึงมีการซ่อมแซมเรือ และโอนเรือพระราชพิธี ๓๖ ลำ ให้กรมศิลปากรดูแลเก็บรักษาไว้ที่อู่เรือพระราชพิธีปากคลองบางกอกน้อย และส่วนที่เหลืออีกราว ๓๒ ลำ เป็นพวกเรือตำรวจ เรือดั้ง เรือแซง กองทัพเรือเก็บรักษาไว้
สำหรับกระบวนพยุหยาตราที่มีในรัชกาลปัจจุบันนั้น ส่วนมากจะเป็นการเสด็จไปทอดผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม และ พิธีสำคัญๆ อย่างเช่น การฉลองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี กาญจนาภิเษก และ พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ (สำหรับงาน เอเปค และ งานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี นั้น เป็นเพียงการสาธิตแห่กระบวนเรือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิได้เสด็จในกระบวน)
ในรัชกาลปัจจุบัน เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ กับ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทสำหรับในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ได้มีการจัดกระบวนพยุหยาตราชลมารคมาแล้วจำนวน ๑๖ ครั้งแล้ว ดังนี้ ครั้งแรกคือกระบวนพยุหยาตราชลมารค ในการฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ เมื่อ ๑๔ พฤศภาคม พ.ศ. ๒๕๐๐ และในครั้งต่อๆมาส่วนใหญ่เป็นการเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม ครั้งล่าสุดที่ผ่านมาคือกระบวนพยุหยาตราชลมารค(ใหญ่) การเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม เมื่อ ๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๐ เส้นทางเดินเรือ จุดเริ่มต้นของกระบวนเรือนั้น คือบริเวณท่าวาสุกรี โดยจะมีการจอดเรือตั้งแต่ หน้าสะพานกรุงธน ไปถึงหลังสะพานพระราม ๘ เรือจะเริ่มออกจากสะพานพระราม 8 ผ่านป้อมพระสุเมรุสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า โรงพยาบาลศิริราช กรมอู่ทหารเรือ ราชนาวิกสภา พระบรมมหาราชวัง หอประชุม ทร. วัดอรุณราชวราราม และไปจอดเรืออยู่หน้าวัดกัลยาณมิตร
เรือในกระบวนพยุหยาตราชลมารค มีดังนี้ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ ๙ เรือเอกไชยเหินหาว เรือเอกไชยหลาวทอง เรือพาลีรั้งทวีป เรือสุครีพครองเมือง เรืออสุรวายุภักษ์ เรืออสุรปักษี เรือกระบี่ปราบเมืองมาร เรือกระบี่ราญรอนราพณ์ เรือครุฑเหินเห็จ เรือครุฑเตร็จไตรจักร เรือเสือทยานชล เรือเสือคำรณสินธุ์ เรืออีเหลือง เรือทองขวานฟ้า เรือทองบ้าบิ่น เรือแตงโม เรือดั้ง เรือแซง เรือตำรวจ
อสุรวายุภักษ์
กระบี่ราญรอนราพณ
ครุฑเหินเห็จ พระที่นั่งทรงนารายณ์ทรงสุบรรณ
เรือพระราชพิธีและประเพณีเห่เรือ เป็น "มรดกทางวัฒนธรรม" ซึ่งบรรพบุรุษได้เนรมิตสร้างสรรค์ไว้ให้แก่อนุชนรุ่นต่อมา ยากที่ชาติอื่นใดในโลกจะเสมอเหมือนได้ เรือพระราชพิธีเป็นงานศิลปะอันทรงคุณค่าสูง ฝีมือประณีต แสดงวิชาศิลปะการช่างอย่างเป็นเอก และได้สร้างสมจนเป็นขนบธรรมเนียมประเพณี อันเป็นความภาคภูมิใจในชาติได้อย่างยอดเยี่ยม "เรือพระราชพิธี" มิใช่เป็นเพียงสมบัติของชาติไทยเท่านั้น แต่เป็นสมบัติอันล้ำค่าของโลกด้วย เรือพระราชพิธีประกอบด้วยศิลปะหลายประเภทคือ คิลปะนาวาสถาปัตยกรรมในการออกแบบรูปทรงลำเรือ อันบรรเจิดตระการตาและได้ประโยชน์ใช้สอยอย่างสมบูรณ์ ศิลปะจิตรกรรมในการออกแบบลวดลายและสีสันอันสวยสดงดงาม มีท่วงท่าประณีตแต่สง่าภูมิฐาน ศิลปะประติมากรรม อันได้แก่ การแกะสลักให้เกิดการตื้นลึกมีแสงและเงา มีท่วงทำนอง เน้นการทอดจังหวะของลวดลายทำให้ท่อนไม้ซึ่งไม่มีชีวิต ดุจมีชีวิตเคลื่อนไหวได้ราวกับสิ่งมีชีวิตจริง
บทเพลงทั้งร้อยแก้ว ร้อยกรอง อันไพเราะเพราะพริ้ง ให้กลมกลืนเข้ากับชีวิตความเป็นอยู่ประจำวันได้อย่างเหมาะเจาะ และลงตัวยิ่ง กล่าวคือไม่ว่าจะเป็นการเห่เรือ กระบวนหลวงของเจ้าฟ้า เจ้าแผ่นดิน การพายเรือ เห่เรือของเจ้านายและขุนนาง ในโอกาสที่จะเดินทางไปทอดกฐินตามวัดต่าง ๆ ในเวลากลางวัน และนัดกันไปทอดผ้าป่าในเวลากลางคืน การเห่เรือจึงไม่เพียงแต่ให้เกิดจังหวะการพายที่พร้อมเพรียงกัน ยังเป็นการแสดงถึงความรื่นรมย์หรรษาอีกด้วย
มีบทความสั้นๆอยู่ตอนหนึ่งที่ต่ายชอบมากได้อ่านจากหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์เพราะบรรยายได้เห็นภาพพจน์ชัดเจนมาก เมื่อพายกระทบน้ำและกระทบแสงอาทิตย์เกิดประกายระยับจับตา ฝีพายท่านกบินพายพร้อมกันประหนึ่งหงส์เหินโผผินบินเหนือท้องน้ำ ด้วยท่วงท่าอันสง่าประกอบด้วยเพลงเห่อันไพเราะประทับใจในภาพดุจดั่งสวรรค์ เคลื่อนคล้อยลอยเลื่อนมายังพื้นน้ำในแผ่นดิน เมื่อได้เห็นภาพย่อมตราตรึงติดใจอยู่อย่างมิรู้ลืม ฉะนั้นวัฒนธรรมกระบวนเรือพระราชพิธีพยุหยาตราชลมารคจึงเป็นเอกในโลกนี้ ด้วยความภูมิใจในความอุตสาหะวิริยะ และชาญฉลาดของบรรพบุรุษที่ได้สร้างมรดกทางปัญญาอันสูงค่าชิ้นนี้ ซึ่งจะต้องอนุรักษ์ให้เจริญคงทนถาวรต่อไปชั่วนิรันดร
และในวันนี้คุณภูมิใจกับความเป็นไทยแล้วหรือยัง?
ขอขอบคุณข้อมูลจาก วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี และ bangkokpost.net รูปภาพประกอบจาก สารคดี และ thaimornachy
|
| << | พฤศจิกายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | |