พิมพ์หน้านี้
|
ศึกษาคุณค่าอาหารพื้นบ้านมีฤทธิ์ต้านสารอนุมูลอิสระสูงลดโรคอัลไซเมอร์/มะเร็ง นักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ศึกษาพบอาหารไทยพื้นบ้านมีส่วนผสมของสมุนไพรที่มีคุณค่าต่อสุขภาพ แม้ผ่านการหุงต้มแล้วยังคงประโยชน์สามารถต้านสารอนุมูลอิสระชะลอความแก่ และยังมีวิตามินซีสูง รับประทานเป็นประจำช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันต่อร่างกาย นางสาวเพลินใจ ตังคณะกุล และ นางสาวเกศศิณี ตระกูลทิวากร นักวิจัยจากฝ่ายวิจัยโภชนาการและสุขภาพ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เผยว่า อาหารไทยมีคุณค่าต่อสุขภาพเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศให้ความสนใจและนิยมรับประทานอาหารไทยมากขึ้น การทดสอบเพื่อหาสารที่เป็นประโยชน์ในผักพื้นบ้านและเครื่องเทศสมุนไพรจึงถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหัวข้อวิจัยในครั้งนี้ โดยคณะวิจัยได้ทำการทดสอบศักยภาพอาหารไทยในการต้านสารอนุมูลอิสระชนิดหนึ่ง คือ DPPH radical(1,1 Dipheny 1-2 picrylhydrazyl) ซึ่งเป็นสารอนุมูลอิสระที่มีความเสถียร พบว่าอาหารไทยหลายชนิดที่มีสมุนไพรเป็นส่วนประกอบแม้ผ่านการหุงต้มแล้วก็ยังคงมีฤทธิ์ต้านสารอนุมูลอิสระ และมีสารประกอบฟินอลิคอยู่ ซึ่งสารทั้งสองตัวนี้จะช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงต่อการเป็นภาวะความจำเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ ระบบภูมิคุ้มกันลดลง และโรคมะเร็ง เป็นต้น ตารางที่ 1 ฤทธิ์ต้านสารอนุมูลอิสระ และปริมาณสารประกอบฟินอลิคของอาหารไทย
จากการทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระชนิดที่ก่อให้เกิดปัญหาในร่างกายมนุษย์ ซึ่งเป็นผลิตผลจากการสันดาปของออกซิเจนในขบวนการหายใจ คือ ซุปเปอร์ออกไซด์ (O2°¯) สารอนุมูลไฮดรอกไซด์ (HO°) หรือได้รับจากอาหาร คือ สารอนุมูลเปอร์ออกไซด์ (ROO°) พบว่าสมุนไพรที่นำมาประกอบอาหารทำเครื่องแกง เช่น พริก หอมแดง ตะไตร้ และ ข่า มีสรรพคุณในการขจัดสารอนุมูลอิสระ ดังรายละเอียดในตารางที่ 2 ซึ่งแสดงศักยภาพด้วยตัวเลขเรียงตามลำดับ คือ 1 = ดีที่สุด (strong) , 6 = ดีน้อยที่สุด (weak) ตารางที่ 2 ส่วนประกอบของเครื่องแกง ในการขจัดสารอนุมูลอิสระชนิดต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดปัญหาในร่างกาย
จากผลวิจัยดังกล่าวจึงสามารถยืนยันได้ว่าอาหารไทยพื้นบ้านอุดมณ์ไปด้วยสมุนไพรที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และยังมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้านรสชาติที่มีทั้งความเผ็ด เค็ม หวาน และเปรี้ยว ผสมผสานอย่างกลมกลืนในอาหารชนิดเดียวซึ่งแตกต่างจากอาหารของชาติอื่น และเสน่ห์ของอาหารไทยอีกอย่างหนึ่งก็คือกลิ่นหอมของเครื่องเทศสมุนไพรซึ่งสร้างความประทับใจให้กับชาวต่างชาติ และที่สำคัญพืชผักต่าง ๆ ที่นำมาปรุงอาหารยังเป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระและสารประกอบฟินอลิค ดังผลงานวิจัยที่แสดงในตารางที่ 3 ตารางที่ 3 ฤทธิ์ต้านสารอนุมูลอิสระ และปริมาณสารประกอบฟินอลิค ของส่วนผสมในผลิตภัณฑ์อาหารไทย
จากผลการวิจัยทำให้ผู้ประกอบการด้านอาหารไทยส่งออกหันมาผลิตและส่งออกอาหารไทยเพื่อสุขภาพกันมากขึ้น ด้วยปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพของมนุษย์ในปัจจุบันส่งผลให้คนทั่วโลกหันมาใส่ใจเรื่องอาหารการกินมากขึ้นทำให้พืชผักสมุนไพรในบ้านเราเป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติ แต่ทุกวันนี้ผลิตภัณฑ์อาหารไทยที่ผลิตและส่งออกไปจำหน่ายในตลาดต่างประเทศนั้นส่วนใหญ่เป็นอาหารไทยชนิดเดิม ๆ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี ได้แก่ ต้มยำ แกงเขียวหวาน ต้มข่าไก่ ผัดไทย แกงเผ็ดไก่ เป็นต้น เสมือนว่าอาหารไทยมีอยู่ไม่กี่ชนิด ทั้ง ๆ ที่ยังมีอาหารไทยอีกหลายชนิด ซึ่งเป็นที่ยอมรับของชาวต่างประเทศ ดังจะเห็นได้จากอาหารภาคเหนือที่มีเอกลักษณ์ อาทิ น้ำพริกอ่อง และข้าวเหนียวดำเปียก เป็นต้น จึงทำให้ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้มีมูลค่าต่อหน่วยสูงควรแก่การสนับสนุนในการผลิตและส่งออก แต่ทั้งนี้อาหารไทยกลุ่มนี้จำเป็นต้องมีการพัฒนาส่งเสริมด้านการวิจัยตลาดความต้องการของผู้บริโภคและพฤติกรรมของผู้บริโภคอาหารอย่างเป็นระบบ การพัฒนาอาหารไทยชนิดใหม่ ๆ ให้บรรลุเป้าหมายก็คือการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปชนิดพร้อมบริโภคและชนิดพร้อมปรุงอยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมสอดคล้องกับวิถีการดำเนินชีวิตของผู้บริโภคในตลาดต่างประเทศ และอยากให้ทุกคนหันมาสำรวจตัวเองว่าในหนึ่งวันได้รับประทานผักประเภทอะไรบ้าง และต่อไปนี้จะต้องรับประทานผักชนิดใดเพิ่มขึ้นบ้างเพราะสุขภาพที่ดีเริ่มต้นจากอาหารที่คุณกิน
|