• อารยา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : thiravet@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-11-25
  • จำนวนเรื่อง : 29
  • จำนวนผู้ชม : 7572
  • จำนวนผู้โหวต : 20
  • ส่ง msg :
อารยา
"เงินทองของมายา ข้าวปลาสิของจริง"
Permalink : http://www.oknation.net/blog/arya-tirawej
วันศุกร์ ที่ 11 มกราคม 2551
ก่อนพม่าบุกแล้งนี้ กลับไปที่สาละวินอีกรอบ
Posted by อารยา , ผู้อ่าน : 385 , 09:53:19 น.  
พิมพ์หน้านี้


แม่น้ำสาละวินมีความยาวทั้งสิ้น 2,800 กิโลเมตร มีเพียง 118 กิโลเมตรที่ไหลผ่านประเทศไทย และเป็นพรมแดนไทยพม่า ตรงอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นแม่น้ำไหลธรรมชาติ ไม่มีเขื่อนทำนบกั้นที่ยาวที่สุดในโลก ต้นน้ำอยู่ในทิเบต สิ้นสุดที่อ่าวมะตะบันในประเทศพม่า

 

 

 

ต้นปี 2549 อดีตนายกทักษิณลงนามใน "โครงการสาละวิน" กับผู้นำพม่า โดยที่พม่าจะขายกระแสไฟฟ้าให้ในราคาพิเศษหน่วยละ 90 สตางค์ และไทยเป็นฝ่ายลงทุนสร้างเขื่อนกั้นสาละวิน 4 แห่ง (Tasang~~Weigyi~~Dagwin~~Hatgyi/Hutgyi)

มี 2 เขื่อนที่กั้นสาละวินคล่อมพรมแดนไทย-พม่าชื่อ "เวยจี" กับ"แดกวิน" ห่างจากกัน 35 กิโลเมตร ปลายเขื่อนแดกวินที่อยู่ใต้จะอยู่ที่บ้านท่าตาฝั่งติดต่อกับอุทยานแห่งชาติสาละวิน ส่วนปลายด้านอีกฝั่งของสาละวินจะอยู่ในรัฐกะเหรี่ยง จาดจุดนี้ ถ้านั่งเรือหางยาวลงไปราวสองชั่วโมงจะถึง "สบเมย" คือจุดที่แม่น้ำเมยแยกออกมาเป็นสาขาไหลเข้าเขตไทย (ใต้ลงไปอีกจะมีแยกแม่น้ำยวม ไหลเข้าเขตไทยอีกสายหนึ่ง ที่แม่น้ำยวมนี้ ทางการไทยดำริจะสร้างเขื่อนแม่ลามาหลวง ซึ่งเป็นคนละแพกเกจกับโครงการสาละวิน)

อีกสองเขื่อนกำหนดจะสร้างกั้นสาละวินที่อยู่ในเขตพม่า

คือที่ท่าซาง ในรัฐฉานเหนือเชียงใหม่ 130 กิโลเมต

กับที่ฮัตจีในรัฐคะญา อยู่ลึกเข้าไปในเขตพม่าราว 50

กิโลเมตร ตรงข้ามกับอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

สำหรับเขื่อนที่ท่าซาง เมื่อสร้างเสร็จจะมีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเซียอาคเนย์

มีกำลังผลิตกระแสไฟฟ้า 7 พันเมกะวัต  ค่าก่อสร้างประมาณ 6 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ ( สองแสนล้านกว่าบาท)

 

ส่วนเขื่อนที่ฮัตจี กำหนดให้ส่งน้ำเข้าลำน้ำยวมในเขตไทย ผ่านเขื่อนแม่ลามาหลวงที่ เอ่ยถึงข้างบน ห่างจากเขื่อนภูมิพลราว 70 กิโลเมตร

 

 

พม่าจะอำนวยการเคลียร์พื้นที่สร้างเขื่อน

เพื่อรองรับโครงสร้างที่เป็นตัวเขื่อน อ่างเก็บน้ำ

ถนนหนทางเข้าออกขณะก่อสร้าง

พื้นที่ในโครงการสาละวินทั้งหมดอยู่ในรัฐ

ที่รัฐบาลพม่าถือเป็นกบฏทั้งสิ้น

ปัญหาความปลอดภัยมีตั้งแต่ก่อนจนถึงสร้างเขื่อนเสร็จ

 []

ชาวบ้านไทยที่สบเมย แม่ยวม แม่ลามาหลวแม่สามแลบ

บ้านท่าตาฝั่ง ฯลฯ เคยได้ยินจากคณะสำรวจที่เข้ามาในโครงการสร้างเขื่อนแม่ลามาหลวงใต้ "สบเมย" ว่า บริเวณนี้อาจมีน้ำท้นจากอ่างเก็บน้ำแค่  5 ตารางกิโลเมตร

ในขณะที่ทางการอุบเงียบ ยังไม่มีการพูดจาบอกกล่าว

ให้ชาวบ้านทราบอย่างเป็นกิจจะลักษณะว่าจะต้องเตรียมตั

หรือไม่ อย่างไร 

[]

แต่จากผการสำรวจขององค์กรพิทักษ์น้ำอิสระประมาณว่า

ในกรณีสร้างเขื่อนเวยจี  ระดับน้ำเหนือเขื่อนทางฝั่งพม่า

จะสูงท้นฝั่งยาวขึ้นไป 380 กิโลเมตร 

จึงยากที่ฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำเดียวกันจะท่วมแค่ 5 ตร. กม.

ยกเว้นจะย้ายแม่ฮ่องสอนไปอยู่ที่แม่น้ำโขงก่อนเสียแต่เนิ่นๆ

 []

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว 2550 ประชาชนใน 19 ประเทศ

เดินขบวนไปยังกงศุลหรือสถานทูตไทยในประเทศเหล่านั้น

เรียกร้องให้ยุติโครงการสาละวิน 

 []

เนื่องจาก  10 ปีที่ผ่านมา  พม่าส่งกองกำลังเข้าไปในบริเวณที่กำหนดเป็นที่สร้างเขื่อนจในรัฐฉาน กะเหรี่ยง  มอญ คะญา ที่อยู่ติดกับพรมแดนด้านตะวันออกขอพม่า ทั้งนี้เพื่อกวาดล้างชนกลุ่มน้อยออกจากชุมชน และหนักมือขึ้นนับแต่เดือนมีนาคม 2550  คาดว่าแล้งนี้คงเข้าไทยอีก 5 หมื่นอย่างน้อย

แต่ที่ทะยอยมาต่อเนื่องทั้งสิบ เฉลี่ยแล้วตกปีละ 1 แสนคน

[]

การที่พม่าต้องการดึงไทยให้ร่วมหัวจมท้ายด้วย

ในโครงการสาละวิน ป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยาก

ในปี 2540 มีการจัดตั้งคณะกรรมการพลังงานร่ว

ไทย-พม่า โดยมีหลักการว่าทั้งสองประเทศจะร่วมพัฒน

พลังงานซึ่งพม่าจะเป็นฝ่าย "ส่งออก" กระแสไฟฟ้

มายังประเทศไทยในราคาพิเศษ แต่ต้องมีเขื่อนที่ฝ่ายไทย

ลงทุนสร้างเองภายใต้โครงการสาละวิน

คือเราสร้างให้พม่าเสร็จแล้วจึงจะซื้อค่ากระแสไฟฟ้า

นำเข้าอีกต่อหนึ่ง

ฟังดูไม่ค่อยปกติเท่าไหร่คือลงทุนไปสร้างในที่ของเขา

เสร็จแล้วไม่ใช่ของเรา อยากได้ก็เอาแค่กระแสไฟไป

แต่ต้องซื้อ ไม่ฟรี

คิดดูแล้วก็ไม่ผิดปกติ เพราะฟาสซิสต์ที่ไหนก็ทำอย่างนี้ทั้งนั้น

เราไปหลงตรรกะวาทกรรมของเขาเอง

พอเขาแตะถูกจุดว่า เมืองไทยหมดยุคที่จะสร้างเขื่อน

ในบ้านเมืองของตัวเองแล้วหลังเกิดกรณีเขื่อนปากมูล

พม่าเห็นได้ที จึงสำทับว่าจะช่วยไทยแก้ปัญหานี้ได้ไม่ยาก

อ้างว่ามีแผนแม่บทที่จะสร้างเขื่อนอีกมากมา

มารองรับความต้องการของไทย

 []

จริงๆแล้ว วาระซ่อนเร้นของพม่า ดูไม่ยาก

ที่น่าห่วง เป็นผู้นำไทยเสียละมากกว่า

เพราะส่วนใหญ่เรามักจะตามวาทกรรมพิสดารไม่ค่อยทัน

าทิ บกพร่องโดยสุจริต หรือ เสียสัตย์เพื่อชาติ ทำนองนั้น

ในกรณีนี้ ดูเหมือนผู้นำไทยกำลังหาประโยชน์

จากความไม่โปร่งใสของพม่ามาสร้างผลประโยชน์ทับซ้อน

 

[]

แต่ยังเคราะห์ดีที่ในปีต่อมา (2541) คณะกรรมการ

พลังงานของไทย-พม่าได้ร่วมทำการทบทวนแนวทาง

ความร่วมมือของทั้ง 2 ประเทศกันใหม่หมด

ได้ข้อสรุปว่า เนื่องจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจทางฝ่ายไท

หลังเกิดวิกฤต "ต้มยำกุ้ง"

มีผลให้การใช้กระแสไฟฟ้าเพื่อการผลิตสินค้าและบริการ

ลดลงไม่น้อยกว่า 30% นอกจากจะทำให้ไม่มีความต้องการ

ใช้กระแสไฟฟ้าเพิ่มแล้ว

ไทยยังไม่อยู่ในฐานะที่จะรับซื้อกระแสไฟฟ้าจากพม่าด้วย

จึงขอระงับโครงการสาละวิน

[]

นับเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องของรัฐบาลในปี 2541

 

ที่สำคัญคือ ยุติโครงการสาละวินแล้วก็ไม่ต้องห่วงว่า

เสียโอกาส เพราะประเทศไทยยังคงมีกระแสไฟฟ้า

สำรองเหลือเฟือ

[]

ที่ไม่น่าเชื่อคือ อารยาพบว่า

พม่าเองกลับมีความต้องการกระแสไฟฟ้

และช่วยตัวเองก็ยังไม่ได้

จนไม่อาจอยู่ในฐานะเป็นฝ่ายส่งออกให้ใคร:

"Myanmar is in need of electric power at the moment.

This situation means that Thailand could be

exporting electricity to Myanmar for some period

of time before importing."

http://www.aseanenergy.org/energy_sector/electricity/myanmar/myanmar

และยังพบด้วยว่า พม่ามีเป้าหมายผลิตกระแสไฟฟ้าจากเขื่อน

สูงถึง 37,000 เมกะวัต เพราะวัตถุประสงค์หลักคือส่งออก

แต่ถึงวันนี้พม่าเพิ่งผลิตกระแสไฟฟ้าได้เพียง 1 เปอร์เซ็นต์

ของเป้าที่ตั้งไว้ หรือ 300 เมกะวัตปลายๆ

ยังไม่พอใช้ในประเทศของตัวเองด้วยซ้ำ

ทั้งนี้เพราะ เขื่อนนับสิบที่สร้างเสร็จแล้วทำได้แค่กั้นน้ำ 

ที่สามารถปั่นพลังน้ำได้จริงก็มีBaluchaung

ที่สร้างตั้งแต่ทศวรรษที่ 1950's 

แต่วันนี้ก็ยังไม่สมบูรณ์ แต่เมื่อรวมกับเขื่อนเล็กๆที่ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีสูงก็พอได้ใช้สอยในเมือง ชนบทพม่ายังมืดตึ๊ดตื๋อ

เหมือนของไทยเมื่อ 40 ปีก่อน

ผิดกับเขื่อนภูมิพลที่เริ่มสำรวจในปี 1953(2496) ไร่เรี่ยกัน

และมาเสร็จเอาปี 2507 หลังจากลงมือก่อสร้างจริง 7 ปี

ที่เราพร้อมสรรพตามแผน เพราะทุกอย่างมี

การปฏิบัติตามแผนที่เป็นขั้นตอนดีมาก

ในปี 2496 ที่ ม.ล. ชูชาติ กำภู สำรวจพบจุดเหมาะจะสร้างเขื่อนที่ตำบลยันฮี อ. สามเงา ตาก นั้น

ก็เริ่มมีการเวนคือที่ดินแถวบางกรวย

นนทบุรี เพื่อจะสร้างโรงผลิตกระแสไฟฟ้ารองรั

พอเขื่อนสร้างเสร็จ โรงไฟฟ้าก็พร้อมเดินเครื่องพอดี

ก่อนหน้านั้นมีการเตรียมบุคลากรที่รู้เรื่องการจัดการพลังน้ำ

วิศวกรรมไฟฟ้า และการบริหารจัดการไว้พร้อมแล้วเช่นกัน

เรื่องก็เลย "โอละพ่อ" พม่าเองยังมีไฟฟ้าไม่พอใช้ แต่คิดจะส่งออก!

[]

แต่ถึงกระนั้น คณะกรรมการพลังงานร่วมไทย-พม่ากลับมาอีกในปี 2544 ครั้งนี้ ไม่ต้องพูดอะไรกันมาก ทางรัฐบาลไทยส่งรัฐมนตรีพลังงาน

ไปประชุมที่พม่าเงียบๆ มีการเตรียมแปรรูปรัฐวิสาหกิจ กฟผ.

รองรับแผนการบริหารจัดการให้สอดคล้องกับ

Hydroelectric  Power Dept. ที่มีภารกิจเดียวกันของพม่า

ทักษิณเชื่อว่าไทยจะอาศัยฐานผลิตพลังงาน

จากในดินแดนของพม่าไปตลอด

แปลว่าโครงการสาละวินนี้ ไทยจะไม่ลงทุนเพียงแค่ 4 เขื่อนนี้เท่านั้น

[]

โดยจะให้เป็นไปตามแผนแม่บทของพม่า

ที่จะสร้างเขื่อนตามแนวชายแดนด้านตะวันออกของพม่า

ลงไปถึงเมืองมะละแหม่งที่อยู่ปลายสายน้ำสาละวิ

และแนวที่จะขึ้นเหนือไปจนถึงยูนาน

เลยรัฐฉาน[บรรจบกับเขื่อนกั้นแม่น้ำ "นูเจียง"

(ชื่อที่จีนเรียกสาละวิน)]

ทั้งนี้ทุกจุดที่จะสร้าง อยู่ในเขตปลดปล่อยของรัฐที่มีชนกลุ่มน้อยที่กำลังต่อสู้เพื่ออิสระภาพทั้งสิ้

ในขณะที่พม่ามั่นใจในความสำเร็จที่จะกวาดล้าง

ชนกลุ่มน้อยด้านพรมแดนตะวันออก ขอเพียงมีไทย

มามีส่วนได้ส่วนเสียด้วย

นั่นหมายถึง การลงทุนครั้งนี้ไทยจะมีแต่เสีย ไม่มีได้

ยกเว้นที่จะได้ซื้อไฟฟ้า "หน่วยละ 90 สตางต์"เท่านั้นเอง

และนี่เป็นปัจจับเดียวที่จะนำมาอธิบาย

ว่าเหตุใดจึงตัดสินใจ (ไม่ได้เรื่อง) อย่างนี้

อย่างน้อยก็ต้องเป็นหนี้ ADB หรือประกันหนี้ให้กับ MDX บริษัทรับเหมาก่อสร้าง

กระทบถึงต้องผูกพันงบประมาณ (ขาดดุล)

ของประเทศหลายแสนล้านบาท

ไม่ทราบว่าผู้นำไทยเอาอะไรคิดในการลงนามใน MoA 

เมื่อเดือนเมษายน 2549

ขนาดจีนเองยังไม่กล้า แต่ถ้าเป็นทางลุ่มน้ำอิระวดี

ก็เป็นหนังคนละม้วน ค่อยเจรจาต้าอวยกันได้บ้าง

ตำนานสาละวินก็ดุอยู่แล้ว เมื่อเทียบกับแม่น้ำโขง

แม่น้ำพี่น้องสองสาย ต่างบุคลิกกันโดยสิ้นเชิง

[]

จะว่าไปแล้ว พม่าจะสร้างอีกกี่ร้อยเขื่อน ก็เรื่องของพม่า

จีนจะมาช่วยก็เรื่องของจีนกับพม่า

วันนี้ เรามีกระแสไฟฟ้าเหลือเฟือ

นาดที่ใช้กันอย่างไม่ประหยัด

ในอนาคต ไทยต้องการใช้กระแสไฟฟ้าจากพม่าเมื่อไหร่

ก็ย่อมซื้อได้ถูกๆอยู่แล้ว อาจเหลือหน่วยละสองสลึงด้วยซ้ำ

พม่ามีไฟฟ้าใช้เกินพอไปถึงชาติหน้า

เมื่อไหร่ชาติพม่าเป็นประชาธิปไตย เชื่อว่าคนพม่าไม่ฟุ่มเฟือย

อย่างชาวสยามเมืองยิ้มแน่นอน

แต่เมื่อไหร่ พระเจ้าเท่านั้นที่จะรู้ ก็ไม่เป็นไร

 

[]

ในแง่การเมือง การไปร่วมโครงการนี้กับพม่า

ก็เท่ากับต้องยอมก้มหน้าแบกภาระที่เกิดจากปัญหาผู้อพยพ

ทั้งๆที่เป็นปัญหาภายในของพม่า  

ไม่มีความสลักสำคัญรีบด่วนสำหรับไทยที่จะต้องไปเอื้อเฟื้อ

อย่างไม่ดูที่มาที่ไป

[] 

ยิ่งกว่านั้น ขณะที่อดีตนายกฯทักษิณลงนามเรื่องนี้

เป็นช่วงที่รัฐบาลขาดเสถียรภาพ 

ซึ่งน่าจะเห็นได้ด้วยสามัญสำนึกว่าเป็นการเสี่ย

และมิใช่เป็นวาระแห่งชาติที่พึงรีบด่วนตัดสินใจ

ยังไม่ต้องพูดถึงความรู้สึกที่จะต้องรับผิดชอบ

 

หรือแม้แต่หากจะคิดว่าตนเองยังรักษาอำนาจรัฐได้

ก็ยิ่งไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน

ที่จะตัดสินใจไปผูกพันกับโครงการเมกะโปรเจกต์

รวมมูลค่าแล้วกว่าครึ่งของงบประมาณไทยประจำปี

[]

มีเพียงข้อเดียวที่พอจะมองว่าทักษิณมีเหตุผ

ในการลงนามใน MoA คือ มีความพอใจที่พม่าได้แสดง

ผลงานไล่ชนกลุ่มน้อยออกจากพื้นที่สร้างเขื่อน

ได้สมราคาคุย นับแต่ปี 2539  เป็นต้นมา

ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่จะช่วยลดการต่อต้าน

อันเป็นอุปสรรคสำคัญระหว่างการก่อสร้างเขื่อน

[]

แต่หากกล่าวถึงที่สุด ความไม่สมควรเอาประเทศไทยไปผูกพัน

กับโครงการสาละวิน อาจมองได้จากการที่ขณะลงนามใน MoA ทักษิณอยู่ระหว่าง "เว้นวรรค" ทางการเมือ

คงจำกันได้ว่า ช่วงนั้นทักษิณมีพฤติการณ์ประหลา

โดยออกตระเวณเดินทางไปขอพบผู้นำหลายประเทศ

ทั้งในยุโรป เอเซีย และอเมริกา เพียงได้ถ่ายรูปซึ่งให้ทางการแจ้งล่วงหน้าว่าจะใช้เวลาเพียง 15 นาทีเป็นอย่างมาก

 

ผู้นำบางประเทศ เช่นนางโอโรโย่ นายบันดาวี

ฏิเสธที่จะให้พบ เพราะคงไม่เคยเห็นผู้นำชาติไหน

ทำอะไรพิเรน และอยู่ในสถานภาพคาบลูกคาบดอก

เช่นนี้มาก่อน

ที่น่าสมเพชสุดๆเป็นกรณีนายบุชบอกปฏิเสธกระทันหัน

ในขณะที่ทักษิณไกล้จะถึงทำเนียบขาว เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2549

โดยนายบุชแจ้งว่า ได้ให้พ่อที่ดัลลัสเตรียมสำรั

กับข้าวเลี้ยงไว้ต้อนรับแทนแล้ว 

ถามว่ามีอะไรนักหนาที่ทักษิณอยากคุยด้วยถึงขนาด

เดือนพฤษภาคม 2549 กลับมาถึงเมืองไทยแล้วยังเขียน

ไปโอดครวญกับนายบุชจนได้ว่าถูกคนไม่รักประชาธิปไต

ตามข้างถนนรังแก

เรื่องที่ทักษิณอยากคุยเป็นส่วนตัวมีมากกว่านั้น

เป็นเรื่องเมกะโปรเจกท์ "สัมปทานอิรัก"  ที่นายบุช

เคยรับปากว่าจะให้ทักษิณ เมื่อวันที่พบกันที่ทำเนียบขาว

วันที่ 10 มิถุนายน 2546 วันที่ลงนามเป็นพันธมิตรนาโต้

แล้วทักษิณบินกลับกรุงเทพฯวันนั้น

จากนั้นได้ 3 เดือนไทยส่งทหารไทยไปอิรัก

เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2546

[]

มาถึงวันที่ 17 เมษายน 2549 นายบุชอึดอัดที่จะพูดกับทักษิณ

เรื่องสัมปทานอิรัก เพราะเพิ่งจะได้มอบให้ประธานาธิบดีอิรัก

ในฐานะเป็นเจ้าบ้านไปจัดคิวประเทศที่จะได้รับ 

เมกะโปรเจกต์ฟื้นฟูอิรัตามที่เห็นเหมาะสม

ก่อนหน้าทักษิณอยากจะ "คอนเฟิร์ม" เรื่องนี้กับนายบุช

สองสามวันเท่านั้นเอง

ส่วนนายบุชก็คงคิดว่าทักษิณอาจรู้ระแคะระคายว่า "แห้ว"

จึงรีบมา

[]

ถามต่อว่า ถ้าเช่นนั้น ไทยส่งทหารไปอิรักก็ไม่ได้อะไร

จะพูดอย่างนั้นก็ได้ ถ้ามองว่าครั้งไปช่วยเวียดนา

ค่าหัวนับกันเป็นนาทีตั้งแต่บินออกจากประเทศไทย

แต่ครั้งนี้ต้องเข้าใจก่อนว่า 

สัมปทานอิรักมิใช่เรื่องยื่นหมูยื่นแมวกับการส่งทหารไปช่วย

ประเทศที่จะไปสนามรบที่อิรัก ต้องเป็นสมาชิกนาโต้ก่อน

(Major Non-NATO Ally) แถมต้องออกตังค์เอง

เพราะนี่เป็น "War on Terror" ที่สหประชาชาติรับรอง

ไม่ใช่งุบงิบรบแบบสงครามเวียดนาม

ส่วนสัมปทานอิรักเป็นของขวัญเล็กๆน้อยๆ

[]

ถามว่าแล้วไปอิรักได้อะไรจาก "เจ้าภาพ" สหรัฐ

ก็ได้ซื้ออาวุธราคาพิเศษครับ คองเกรสเขียนไว้ 

ในรัฐบัญญัติชัดเจน เป็นยอดปรารถนาของประเทศ

ในเครือสหรัฐอยู่แล้ว

เรื่องสัมปทานเป็นเรื่องคุยกันส่วนตัว

ขออภัย ไปไกลเล็กน้อยจากเขื่อนสาละวิน

[]

อ้อ คำถามสุดท้าย แล้วทำไมบุชเบี้ยวทักษิณล่ะ

อันนี้ทักษิณน่าจะรู้ตัว ไปปีเดียว กลับมาวันที่ 20 กันยายน 2547

มีชาติไหนเขาทำอย่างนี้มั่งล่ะ

อย่าถามต่อนะครับว่า แล้วทำไมไปปีเดียว เดี๋ยวยาว

[]

 

กลัมาดูพม่าบุกไทยยุคโลกาภิวัตน์ดีกว่า

1. ตลอด10 ปีที่ผ่านมา ทุกรัฐบาลมองว่าปัญหาพม่าอพยพ

เป็นเรื่องเข้าเมืองผิดกฏหมายธรรมดา

ที่ยุ่งยากก็เพราะมีความยากลำบากในการบังคับใช้กฏหมายเพราะมากันเป็นล้าน ในภาคส่วนของเอกชนก็พูดกันแค่

กะพี้ บ้างก็ว่าเห็นใจเถิด ที่เป็นลูกจ้างนี่ค่าแรงถู

แล้วยังถูกกดขี่ทำงานวันละ 20 ชั่วโมง  แล้วงานที่พม่าทำนั้น

คนไทยเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อไม่ทำอยู่แล้ว 

ถ้าขับไล่ไป จะไปจ้างใคร เศรษฐกิจไทยจะแย่

ประมงจะไม่มีใครลงเรือไปกับไต้ก๋ง

แต่บ้างก็ว่าไม่น่าสงสาร ไม่พอใจขึ้นมาพวกนี้

เชือดคอนายจ้างเป็นผักเป็นปลา

เรื่องใครจะเป็นโจทก์ หรือเจ้าทุกข์  ปลายเหตุทั้งนั้น

 []

2. ในขณะที่ชาวโลกมองว่าชายแดนไทยด้านตะวันตก 

ตั้งแต่เชียงราย เชียงใหม่แม่ฮ่องสอน ตาก ลงไปจนถึงระนอง มีปัญหาผู้อพยพอันมีเหตุมาจากที่พม่าต้องการ

ทำลายล้างเผ่าชนในรัฐไทยใหญ่ กะเหรี่ยง คะญา มอญ

ที่พม่าถือว่าเป็นกบฏ

ที่ประชาคมโลกอยากประณามไทยแต่ยังไม่ถึงเวลาคือการที่ทางการไทยไปจับมือพม่าที่ไม่สะอาด

[]

3. พวกพม่าอพยพจึงหนีการ ปล้น ฆ่า ข่มขืน เผาหมู่บ้าน 

เกณฑ์แรงงานเยี่ยงทาสให้สร้างถนน ชักลากซุง

ที่รัฐบาลให้สัมปทานและกินค่าแรงไปเรียบร้อยแล้ว

ช่วงแรกๆ พวกที่หนีภัยจากทหารพม่าคงหลบอยู่ในป่า

สุดท้าย เมื่ออดอยากและเผชิญโรคภัยไข้ป่า

ก็หนีเข้าไทย กลายเป็นแรงงานอพยพผิดกฏหมาย

ไปโดยปริยาย ทางการไทยก็ไม่สนใจที่ม

เพื่อจะได้ขบปัญหา และหาทางออกให้รอบคอ

กว่าการมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา 

[]

4. ปัญหาภายในที่จะกระทบต่อคนไทยคือ

ทันทีที่เขื่อนเวยจีที่บ้านท่าตาฝั่งลงมือสร้าง  

ชาวบ้านไทยที่แม่สะเรียงจะต้องเตรียมหนีน้ำท่วม

เหมือนพม่าที่อยู่ฝั่งตรงข้าม เพราะจากการคำนวนคร่าวๆ

ของบางองค์กรพิทักษ์สาละวินพบว่าฝั่งพม่า

เหนือเขื่อนจะรับน้ำท้นยาวขึ้นไปถึง 380 กิโลเมต

คงพอดีไปสุดที่เขื่อนท่าซาง (เหนือเชียงใหม่ 130 กิโลเมตร)

[]

5. ถ้ารัฐบาลไทยวันนี้เอาหูเอานาเอาตาไปไร่

ก็เท่ากับร่วมมือกับพม่าทำร้ายราษฏรไทยด้วยกันเอง

ยกเว้นแต่จะมีคำอธิบายที่ฟังได้ว่าโครงการนี้

มีอานิสงส์คุ้มกับผลประโยชน์ที่ไทยจะได้รับ  

โดยมิได้เป็นส่วนหนึ่งของกุศโลบายที่เกี่ยวกับ

ความมั่นคงภายในรัฐอื่นแต่ประการใด

แต่ที่ผ่านมา สภาผู้แทนราษฏรไม่เคยได้รับการปรึกษา

หารือในโครงการพิเศษเช่นนี้จากรัฐบาลมาก่อนทั้งสิ้น

[]

6. เรื่องไฟฟ้าไม่พอใช้นั้น  กฟผ. คำนวนมาจาก

สมมุติฐานที่ไทยต้องการพัฒนาความมั่งคั่ง

ในภาคบริการแบบผิดฝาผิดตัว

ขัดหลักการสร้างความจำเริญทางเศรษฐกิจ

ในขณะที่ยังเป็นประเทศกำลังพัฒนา อาทิ

6.1 การดำริให้มีเอ็นเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์

แบบลาสเวกัส มอนาโค กาสิโนโรยาล

ศูนย์แฟชั่นแบบมิลาน ปารีส ฮอลลีวู๊ดเอเซีย

เอาแค่มีสรรพสินค้าแห่งเดียว ก็ใช้ไฟ

มากกว่า 60 หมู่บ้านในอิสาน ในขณะที่ไทยไม่มีกฏหมายคุมธุรกิจค้าปลีกข้ามชาติ จึงเป็นเรื่อง "ถมไม่รู้จักเต็ม"

ไม่ว่าไทยจะเพิ่มปริมาณกระแสไฟฟ้าอีกอีกสิบเท่า

6.2 ควรดูตัวอย่างเกาหลี ทั้งๆที่เขาเป็นประเทศเศรษฐกิจดีกว่า

10 เท่า สามารถฟุ่มเฟือยกว่า แต่เขายังใช้มาตรการ

ประหยัดพลังงานกับทั้งสถานบริการ

และห้างสรรพสินค้าได้อย่างเอาจริงเอาจัง

[]

7. ทั้ง 4 เขื่อน จุฬาฯทำประเมินผลกระทบไม่ออก

เมื่อสี่ห้าเดือนก่อนถูกกะเหรี่ยงไล่

ไม่ให้เข้าไปใกล้ที่จะสร้างเขื่อนขนาดมีทหารหม่องคุม 1:6 

ต้องยอมถอย เพราะกลัวเป็นข่าว

พอเดือนกันยายนต่อมา (2550) วิศวกรที่ประจำอยู่ก่อน

โดนสะเก็ดปืนใหญ่ตายไปคน ที่เหลือ 30 กว่าในแคมป์

ถอยออกไปจากพื้นที่สร้างเขื่อนฮัตจีหมดแล้ว

[]

8. ข้อโต้แย้งที่ว่า ถึงไม่สร้างเขื่อนพม่าก็ปฏิบัติการกวาดล้างชนกลุ่มน้อยอยู่แล้วนั้น อารยามอ

หลายสิบเขื่อนที่สร้างมาตั้งแต่หลังสงครามโลกยุติลง

พม่าไม่เคยถึงกับระดมพลมาประจำการ

ไล่ล่าชาวบ้านกันอย่างถอนรากถอนโคนถึงเพียงนี้

ไม่มีสถานการณ์ที่ส่อว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน

รุนแรงเท่ากับประสบการณ์ของ "โครงการสาละวิน"

[]

9. ในส่วนของตัวโครงการ ความผิดพลาดร้ายแรง

อยู่ที่หน่วยงานหลักของพม่าคือ Hydroelectric  Power Dept.  

ไม่เคยต้องมีการประเมิน EIA ในการสร้างเขื่อนทุกแห่งใน

โครงการอิระวิดี"

พอมาจับ "โครงการสาละวิน" ด้านตะวันออก

ความที่ไม่สันทัดเรื่องนี้เป็นทุนอยู่แล้ว จึงพบว่า

 พม่ามีการ "ส่งออก" หรือ "ซับคอนแทรก"

ให้ทีมสำรวจในไทย หรือญี่ปุ่น

หรือผู้รับเหมาไปทำEIAพม่าไม่รู้สึกว่า

จะต้องมีความรับผิดชอบใดๆในส่วนนี้ด้วยแม้แต่น้อย

ทางการไทยจึงพลอยหย่อนมาตรฐานไปด้วย

 

แผนการสร้างเขื่อนในพม่า ก่อนมีโครงการสาละวิน

(ตำแหน่งสีแดง เป็นเขื่อนที่อยู่ในระหว่างดำเนินการ)

ในอนาคต โครงการสาละวินมีแผนผนวก อาทิ แม่เมย I II III IV

แม่กก แม่ยวม ฯลฯ ถ้าไทยจะลงทุนสร้างเพิ่ม

 

  

[]

[]

ประเด็นอยู่ที่ว่า วันนี้ถ้าไทยไม่สร้างเขื่อน

รัฐบาลก็จะได้พูดให้เต็มปากกับชาวโลกว่า

ปัญหาพม่าอพยพเข้าไทยมีระบบพม่าเป็นต้นเหตุ 

ปัญหาอยู่ที่วันนี้คือ เรากำลังอยู่ในเกมส์ของพม่า

ที่ต้องการทำลายชนกลุ่มน้อยที่อยู่ตามแนวชายแดน

ตะวันออกติดพรมแดนไทย

การทะลักของคนพม่าที่มีเหตุโดยตรงมาจากการสร้างเขื่อน

ไทยพูดไม่ออกในขณะที่ถูกชาวโลกประท้วง

ว่าไปร่วมมือรัฐบาลพม่าให้เกิดมีการละเมิดสิทธิ ศักดิ์ศรี

และความมั่นคงของมนุษย์

[]

รัฐบาลต้องชี้แจงในอันดับแรกว่าเราจะขาดแคล

กระแสไฟฟ้มีเหตุผลอะไรที่เราจึงต้องไปลงทุน

สร้างเขื่อนให้พม่าถึงที่

และตระหนักถึงผลกระทบที่จะมีตั้งแต่ระดับท้องถิ่น

ถึง โลกาภิวัตน์หรือไม่

จะต้องชี้แจงให้ประชาคมโลกได้เข้าใจอย่าง

ในฐานะเป็นจำเลยที่ 2 ในกรณีโครงการสาละวินนี้

หรือจะทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ตามสไตล์พม่าที่ทานทน

มาค่อนศตวรรษ

 []

ดีแล้วที่เมื่อ 2 ปีก่อน ศาลได้สั่งไม่ให้แปรรูป กฟผ.ไม่ว่าศาลจะวินิจฉัยด้วยหลักฐานข้อกฏหมายหรือข้อเท็จจริง

อย่างไรก็ตาม แต่เป็นการช่วยมิให้ประวัติศาสตร์แปรรูป ปตท. มาซ้ำรอย

คือนำวิธีไม่สุจริตมาใช้ในการจำหน่ายหุ้น เพื่อ "คนใน"

จะกินรวบก่อน

[]

[]

ไม่เกินเลยที่จะกล่าวว่า กลุ่มทุนที่ไร้จริยธรรม

มองเมืองไทยเป็นสินค้า หรือสินทรัพย์

ที่จะซื้อมาพัฒนามูลค่าเพิ่มได้

ก่อนอื่น “รัฐ” จะเป็นฝ่ายขาย

หรือถูกกลุ่มทุนโลกาภิวัตน์บังคับ หรือจำยอมให้ต้องขาย

วิธีการคือ หลังจากกลุ่มทุนดังกล่าวมีอำนาจรัฐแล้ว

ก็จะอาศัย หรือใช้รัฐสภาออกกฏหมายมารับรองนโยบา

ที่มี "ผลประโยชน์ทับซ้อน" ให้ชอบด้วยกฏหมาย

จากนั้น ก็จะเข้ามาช้อนซื้อ

ตรงนี้จึงเป็นการซื้อประเทศไทย

(ที่ว่า “ขายชาติ” เป็นแนวคิดที่ล้าสมัยไปแล้ว)

 

หลังจากนั้น จึงจับแยกส่วนขายได้ตามอำเภอใ

เพราะทั้งประเทศก็เป็นเพียงแพคเกจหนึ่

ที่ถือเป็นสินทรัพย์อยู่ในกลุ่มธุรกิจ

จะเรียกแอมเพิ้ลริช หรือ  “กลุ่มรวยเกินพอ”

หรือ “กลุ่มเทมาเส็ก” หรือแม้กระทั่ง “กลุ่มชินเอสซี”

ก็แล้วแต่

(สินค้าบางตัวก็เผลอขายไปก่อนแล้วก็มี

เช่นเมื่อเดือนมกราคม 2549 ก็ขายหมวดสื่อสา

ได้มา 7.3 หมื่นล้านบาท)

 

[]

ข้อเสนอแนะ

แม้จะยังมิอาจกล่าวได้อย่างเป็นรูปธรรม

เนื่องจากยังมีข้อมูลที่ต้องได้รับการวิเคราะห์มากกว่านี้

แต่สิ่งที่ทำได้ทันทีคือ การมองปัญหาจากความเป็นจริง

คือที่ตัวปัญหาบนหลักการ "ผลประโยชน์ของชาติ"

หรืออะไรที่ส่งสัญญาณว่าชาติกำลังเสียหาย

จากเหตุปัจจัยอะไร

ในมุมมองเช่นนี้ก็จะพบปัญหาพม่าอพยพ

คือปัญหาที่จะต้องจับเป็นนโยบายที่ต้องหาทางแก้ไข