• อารยา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : thiravet@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-11-25
  • จำนวนเรื่อง : 32
  • จำนวนผู้ชม : 10245
  • จำนวนผู้โหวต : 23
  • ส่ง msg :
more
อารยา
"เงินทองของมายา ข้าวปลาสิของจริง"
Permalink : http://www.oknation.net/blog/arya-tirawej
วันศุกร์ ที่ 11 มกราคม 2551
ก่อนพม่าบุกแล้งนี้ กลับไปที่สาละวินอีกรอบ
Posted by อารยา , ผู้อ่าน : 559 , 09:53:19 น.  
พิมพ์หน้านี้


  

แม่น้ำสาละวินเป็นแม่น้ำไหลธรรมชาติสายเดียวในโลกที่ยังไม่มีเขื่อนทำนบกั้น ยาว  2,800 กิโลเมตร ต้นน้ำอยู่ในทิเบต สิ้นสุดที่อ่าวมะตะบันในประเทศพม่า ไหลผ่านประเทศไทยที่อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน และเป็นพรมแดนติดพม่ามีความยาวเพียง 118 กิโลเมตร

 

ต้นปี 2549 อดีตนายกทักษิณลงนามใน "โครงการสาละวิน" กับผู้นำพม่า โดยพม่าขายกระแสไฟฟ้าให้ในราคาพิเศษหน่วยละ 90 สตางค์ แต่ไทยกลับต้องเป็นฝ่ายลงทุนสร้างเขื่อนกั้นสาละวิน 4 แห่ง :(Tasang~~Weigyi~~Dagwin~~Hatgyi/Hutgyi)

 

2 เขื่อนกั้นสาละวินคล่อมพรมแดนไทย-พม่าชื่อ "เวยจี" (เหนือ) กับ"แดกวิน" (ใต้) ห่างกัน 35 กิโลเมตร

บ้านท่าตาฝั่งติดกับอุทยานแห่งชาติสาละวินจะอยู่ปลายเขื่อนแดกวิน ส่วนปลายอีกด้านจะอยู่ในรัฐกะเหรี่ยง

(ใต้เขื่อนแดกวินลงไปราว 2 ชั่วโมงโดยเรือหางยาวคือ "สบเมย"  จุดใต้สุดของแม่น้ำสาละวินในเขตไทย ก่อนเป็นแม่น้ำเมยแยกจากสาละวินเข้าไทย)  

 

อีก 2 เขื่อนกำหนดจะสร้างกั้นสาละวินในเขตพม่า 

คือ “ท่าซาง”  ในรัฐฉานเหนือเชียงใหม่ 130 กิโลเมตร ขนาดใหญ่ที่สุดในเอเซียอาคเนย์

มีกำลังผลิตกระแสไฟฟ้า 7 พันเมกะวัต  ค่าก่อสร้างประมาณ 6 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ ( สองแสนล้านกว่าบาท)กับ “ฮัตจี”ในรัฐคะญา 50  กิโลเมตรจากอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เขื่อนนี้จะส่งน้ำเข้าเขื่อนแม่ลามาหลวงที่ลำน้ำยวมเขตไทย ไปยังเขื่อนภูมิพลที่ห่างกันราว 70 กิโลเมตร

 

ที่ผ่านมานับ 10 กว่าปีที่ชาวบ้านไทยสบเมย แม่ยวม แม่ลามาหลวง แม่สามแลบ บ้านท่าตาฝั่ง ฯลฯ จากแม่สะเรียงถึงแม่สอดที่รู้ว่าจะมีการสร้างเขื่อนแถวๆนี้ ไม่เคยได้รับข้อมูลชัดเจนว่าจะต้องเตรียมตัวเตรียมใจอย่างไรกับปัญหาที่ทำกินที่อาจถูกน้ำท่วม รู้อย่างมากว่าจะมีน้ำท้นริมชายน้ำแค่ 5 ตารางกิโลเมตร

 

ในขณะที่ตัวเลขทางฝั่งพม่า เมื่อเขื่อนเวยจีสร้างเสร็จ น้ำจะท้นฝั่งยาวถึง 380 กิโลเมตร นี่ยังไม่นับเขื่อนอื่นในโครงการที่เอ่ยถึงข้างต้น (และแม่ลามาหลวง เขื่อนสมทบในฝั่งไทย)

การที่พม่าพยายามดึงไทยให้ไปลงทุนเป็นเรื่องปกติ แต่การที่เราต้องจ่ายเองนับเป็นแสนๆล้านบาทเพื่อสร้างเขื่อนในพม่า  เสร็จแล้วยังต้องเป็นผู้ซื้อกระแสไฟฟ้า ไม่ใช่เรื่องที่ฉลาดนัก

[]

 

ความพยายามของพม่าที่จะ "ส่งออก" กระแสไฟฟ้าในราคาพิเศษ โดยให้ไทยลงทุนสร้างเขื่อนเกิดขึ้นครั้งแรกในปี 2539  มีการจัดตั้งคณะกรรมการพลังงานร่วมของ 2 ประเทศ  การที่พม่า “กล้า” ตั้งข้อเสนอพิสดารเช่นนั้นเพราะรู้ว่า หลังจากมีการประท้วงอย่างหนักกรณีเขื่อนปากมูน ไทยหมดโอกาสสร้างเขื่อนในบ้านของตัวเอง 

พม่าไม่มีปัญหา เพราะรัฐบาลทหารใช้กำลังปราบปราม ขับไล่ราษฏรให้ย้ายที่ทำกินไปจากพื้นที่ภายใต้โครงการสร้างเขื่อนได้ไม่ยาก ส่วนจะหนีเข้าไทยก็เป็นคนละเรื่อง พม่าสร้างเขื่อนตามแผนแม่บทเสร็จไปแล้วนับสิบๆไม่นานหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองยุติ ไม่ต้องมีการศึกษาประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมด้วย จีนช่วย ว่างั้นเถอะ แต่เกือบทั้งหมดเกือบไม่ใช้ประโยชน์ผลิตกระแสไฟฟ้า แค่ได้เก็บกักน้ำ เพราะยังขาดเทคโนโลยี  ที่ปั่นพลังน้ำได้จริงมีเขื่อน Baluchaung ในรัฐคะญอ

 

หลังจากพม่าเสนอให้ไทยลงทุนสร้างเขื่อนพื่อ (พม่าจะได้) ขายกระแสไฟฟ้าได้ปีเดียว รัฐบาลไทยในปี 2541 แจ้งพม่าว่าไทยไม่มีความจำเป็นต้องใช้กระแสไฟฟ้าเพิ่ม เปลี่ยนแปลงเมื่อใดจะบอก ต้องแก้วิกฤต "ต้มยำกุ้ง" ซึ่งทำให้ลดการใช้กระแสไฟฟ้าเพื่อการผลิตสินค้าและบริการลดลงไม่น้อยกว่า 30% 

โครงการสาละวินจึงถูกระงับปีนั้น

 

สิบกว่าปีผ่านมา ไทยก็ไม่มีปัญหาขาดแคลนกระแสไฟฟ้า 

 

แปลกที่พม่าเองก็มีความต้องการกระแสไฟฟ้าเพิ่มขึ้น แต่กลับมาลักไก่เอากับไทย กล่อมจนทักษิณเชื่อว่าชาตินี้ไทยต้องพึ่งพม่าในการผลิตกระแสไฟฟ้า

 

"Myanmar is in need of electric power at the moment.

This situation means that Thailand could be

exporting electricity to Myanmar for some period

of time before importing."

http://www.aseanenergy.org/energy_sector/electricity/myanmar/myanmar

 

ใครจะว่าทักษิณฉลาดหลอกพม่าก็คิดกันเอาเองนะครับ 4 พันกว่าล้านบาทที่หลอกมาให้ชินคอร์ป แล้วหนี้สูญ โดนขิ่นยุ้นต์เบี้ยว หรือเพราะหมดอำนาจนั้น คนไทยทั้งชาติถูกทักษิณหลอกครับ ยกตัวอย่างเรื่องเดียวก็พอ เดี๋ยวจะหาว่านอกประเด็น

พม่ามีเป้าหมายผลิตกระแสไฟฟ้าจากเขื่อนกว่า 37,000 เมกะวัต เพื่อรองรับนโยบายส่งออกในอนาคตตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจของพม่า

แต่ถึงวันนี้พม่าเพิ่งผลิตกระแสไฟฟ้าได้ไม่เกิน 4 ร้อยเมกะวัต ไม่พอใช้ในประเทศของตัวเองด้วยซ้ำ

(ดูภาพถ่ายกลางคืนจากกล้องดาวเทียมนาซ่าเห็นชัดเจนว่าพม่าสว่างอยู่ที่ย่างกุ้ง นอกนั้นมืดตื๋อเหมือนเมืองไทยเมื่อ 40 ปีก่อน แต่วันนี้เห็นสว่างไสวหลายสิบจุดนอกเหนือจากกรุงเทพ เพราะหลังจากมีเขื่อนภูมิพลในปี 2507)    

 เรื่องก็เลย "โอละพ่อ" พม่าเองยังมีไฟฟ้าไม่พอใช้ แต่คิดจะส่งออก!

 []

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการพลังงานร่วมไทย-พม่ากลับมาอีกในปี 2544

รัฐบาลทักษิณส่งรัฐมนตรีพลังงานไปประชุมที่พม่า  มีการเตรียมแปรรูปรัฐวิสาหกิจ กฟผ.

รองรับแผนการบริหารจัดการให้สอดคล้องกับ Hydroelectric  Power Dept.  ของพม่า

ทักษิณเองบินไปลงนามใน MoA เมื่อเดือนเมษายน 2549 (ความจริงขณะนั้น ทักษิณไม่สมควรเอาประเทศไทยไปผูกพันกับโครงการสาละวินในระหว่าง "เว้นวรรค" ทางการเมือง)

ทักษิณมองว่าในอนาคตพลังงานจากพม่าและลาวเท่านั้นที่ไทยจะพึ่งพิงได้

เพราะไทยไม่อาจสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าเพิ่มได้อีกแล้ว  

แนวคิดทักษิณเข้าทางพม่า

แต่ถึงอย่างไร พม่ามีนโยบายลุยชนกลุ่มน้อยมาตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 1960’s หรือ 50 ปี่ผ่านมาอย่างต่อเนื่อง

แต่มารุกหนักที่แนวรบด้านตะวันออกตั้งแต่ปี 2539 โดยส่งทหารเข้าไปในรัฐฉาน กะเหรี่ยง มอญ คะญา เราจึงพอได้ข่าวคราวที่ทางการไทยมีการผลักดันชาวพม่ากลับไปฝั่งขวาของสาละวินบางครั้งบางคราว  ที่เล็ดลอดเข้ามาเป็นส่วนใหญ่ เฉลี่ยแล้วปีละนับแสนคน นับถึงปัจจุบันนับล้านคน

 

ตกลง พม่าให้ไทยมีส่วนได้ส่วนเสียผ่านโครงการสาละวินในมาตรการกวาดล้างชนกลุ่มน้อยด้านตะวันออก ไทยต้องช่วยพม่ากลบเกลื่อนปัญหาละเมิดสิทธิมนุษยชน และต้องแบกรับภาระดูแลผู้อพยพลี้ภัยเข้าเขตไทยโดยปริยายเพราะไหนๆก็ลงทุนไปแล้ว

 

ทราบแล้วเปลี่ยน!

 

 

ประชาชนและองค์กรทั่วโลกรวม 1,731 แห่ง มีหนังสือถึงอดีตนายกฯทักษิณ ลงวันที่ 20 กันยายน 2549 (คงไม่มีโอกาสได้อ่าน) แจงเหตุผลที่ไม่ควรสร้างเขื่อนสาละวินดังนี้ (http://www.petitiononline.com/9202006/petition.html):

1.
ขาดความโปร่งใสในกระบวนการตัดสินใจ

2.
มีช่องว่างในการบังคับใช้กฏหมายสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะพม่า และจะส่งผลกระทบฝั่งไทยอย่างรุนแรง

3. มีการสนับสนุนรัฐบาลทหารพม่าละเมิดสิทธิมนุษยธรรมในความพยายามกดดันชนกลุ่มน้อยให้เกิดการอพยพเข้าเขตไทยเป็นจำนวนที่ไม่อาจประมาณได้

4.
เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง

นอกเหนือจากการที่รัฐบาลพม่ามีการบังคับใช้แรงงานชนเผ่าต่างๆโดยละเมิดสิทธิมนุษยชน

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2550 ที่หน้าสถานทูต/กงศุลไทยในเมืองต่างๆ เช่น วอชิงตัน ดี ซี ซิดนีย์ นิวเดลลี เอสเซน ปารีส จาการ์ตา โอ๊คแลนด์ มนิลา ลอนดอน เมลเบิร์น ฮานอย โตเกียว ฯลฯ รวม 19 ประเทศ มีการชุมนุมประท้วงรัฐบาลไทยที่ร่วมมือกับรัฐบาลพม่าสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำสาละวินทั้ง 4 แห่ง

ที่กรุงเทพฯวันเดียวกัน ผู้ชุมนุมจากองค์กรเอกชนนับร้อยแห่งยื่นถึงนายกรัฐมนตรีสุรยุทธ์ จุลานนท์ ขอให้รัฐบาลยุติ “โครงการสาละวิน” โดยเร็วhttp://www.salweenwatch.org/GDApressRelease.html นายกสุรยุทธ์กล่าวว่า รัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้งในปลายปี 2550 จะพิจารณาเรื่องนี้

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2550 บริษัทรับเหมา MDX ที่ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯได้รับหนังสือประท้วงจากตัวแทนประชาชนจากรัฐฉานให้ยกเลิกการก่อสร้างเขื่อนท่าซาง (ดู http://www.terraper.org/file_upload/Tasang%20letter%20to%20MDX_edited_Eng.pdf)

 

นโยบายพลังงานทางเลือก (http://www.atbiopower.co.th/atbnews/news_library_e.htm)

ยังมี "biopower" อีกหลายตัวที่ยังมิได้ค้นคว้าพัฒนาให้ถึงระดับนำมาใช้ เช่น จากอ้อย ปาล์ม ถั่ว ฯลฯ นอกเหนือจากรำข้าวที่โรงทดลองของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตที่ ตำบลหอไกร อำเภอบางมูลนาค จังหวัดพิจิตร กำลังดำเนินการอยู่ และเพิ่งเปิดศักราชทดลองนี้เมื่อกลางปี 2549 นี้เอง

 

ถือว่ายังไม่สาย  ถ้ากระทรวงพลังงานจริงจังกับเรื่อง เพราะอีก 30 ปี น้ำมันก็จะหมดโลก หมดแล้วหมดเลย เวลานี้เราพึ่งน้ำมัน ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติกว่า 90% จำเป็นต้องลดการพึ่งพาและหันมาใช้พลังงานชีวอินทรีมากขึ้น จะได้ไม่ต้องไปหาแหล่งพลังงานจากนอกประเทศ

 

 ถ้าวันนี้ไทยยังทำใจไม่ได้กับพลังงานนิวเคลียร์  อีกทางเลือกก็คือพลังงานจากแสงอาทิตย์ผ่าน “โซล่าเซลล์”

 

แต่อะไรก็ไม่ดีกว่าประหยัด แต่นโยบายของรัฐต้องไม่ขัดแย้งกันเอง ด้วย

อย่างเขื่อนขนาด  1 พันเมกะวัต ลงทุน 4 พันล้านดอลล่าร์ คิดเป็นเงินไทย 1.5 แสนล้านบาท 

 

 ถ้ารัฐหยุดอนุญาตให้มีห้างสรรพสินค้าปลีกข้ามชาติ ไฟฟ้าก็ถึงชาวบ้านได้ถ้วนหน้า
หาไม่แล้ว กี่เขื่อนก็ไม่พอ ป่าราบพนาสูญแน่

เมืองไทยยังดี ใช้เวลา 40 ปี ทำลายป่าไม้ไป 20,000 ตารางกิโลเมตร (Walden Bello ใน A Siamese Tragedy) วันนี้เหลือไม่ถึง 20%
พม่าขณะนี้แม้ยังมีป่าไม้มากกว่าไทย แต่อัตราการทำลายป่าเดินหน้าเร็วมาก
นโยบายส่งออกกระแสไฟฟ้าที่ต้องตัดไม้ทำลายป่าเพื่อใช้พื้นที่เป็นอ่างเก็บน้ำ เป็นปัจจัยเร่งอย่างดี
รัฐฉานวันนี้ไม่ใช่แหล่งป่าไม้สมบูรณ์ที่สุดในอุษาคเนย์ เหมือน 30 ปีก่อนแล้ว

ถึงทศวรรษนี้แล้วต้องบอกว่า ใครที่คิดสร้างเขื่อน ท่านว่ามีวิสัยทัศน์ล้าหลังไป 40 ปี (1960’s=UN’s Decade of Development)


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5
อารยา วันที่ : 30/09/2008 เวลา : 10.40 น.
http://www.oknation.net/blog/arya-tirawej
"เงินทองของมายา ข้าวปลาสิของจริง"

ทักษิณเองบินไปลงนามใน MoA เมื่อเดือนเมษายน 2549 (ความจริงขณะนั้น ทักษิณไม่สมควรเอาประเทศไทยไปผูกพันกับโครงการสาละวินในระหว่าง "เว้นวรรค" ทางการเมือง)
______
ทักษิณบินไปลงนาม MoU โครงการสาละวินที่พม่าเมื่อเดือนเษายน 2549 ระหว่าง “เว้นวรรค”
ตระเวณขอพบถ่ายรูปกับผู้นำประเทศในยุโรป เอเซีย และอเมริกา
ผู้นำหลายประเทศได้รับแจ้งล่วงหน้าว่าทักษิณขอพบไม่เกิน 15 นาที แค่ถ่ายรูป ไม่มีอะไรมาก
สุดท้ายได้พบไม่กี่ราย

ขนาดนางโอโรโย่ผู้นำฟิลิปปินส์ที่คุ้นเคยกับทักษิณมาก่อน ยังปฏิเสธว่าไม่ต้องมา
นายบันดาวีที่เคยถูกทักษิณฉีกหน้าในที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติที่นิวยอร์คเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2548 ก็ตอบกลับว่า ไม่ต้องมา ติดธุระด่วน เสียใจด้วย

ที่น่าสมเพชสุดๆเป็นกรณีนายบุช (ทักษิณโม้ว่าเคยเรียนหนังสือที่เดียวกัน) ที่บอกปฏิเสธกระทันหัน
ขณะที่ทักษิณไปเกือบถึงทำเนียบขาวตามกำหนด 17 เมษายน 2549
โดยนายบุชแจ้งว่า ไม่ต้องมา แต่ให้คุณพ่ออดีต ปธน. ที่ดัลลัสเตรียมสำรับกับข้าวไว้ต้อนรับแล้ว

ก็ใครอยากจะเจรจาความเมืองกับผู้นำสัมภเวสี ตุหรัดตุเหร่อย่างนั้นด้วย
ขืนตกลงอะไรไป เกิดตกกะป๋อง หรือโดนหมายจับ เดี๋ยวก็ยุ่งตายห่ะ

มีนายพลพม่า ขิ่นยุ้นต์ที่รอคุยด้วยกับทักษิณเพราะเคยมีบุญมีคุณให้ยืมเงิน 4 พันล้านบาท (ชินคอร์ปรับสัมปทานไปตามระเบียบ) รายอื่นเช่น นายชิรัค โคอิซูมิ อีกรายที่ไต้หวัน เจอกันถ่ายรูปเสร็จก็บ๊ายบาย
จากกันโดยเจ้าภาพยังงงๆว่ามาทำไม(วะ)

เรื่องทุเรศๆอย่างนี้ ทักษิณตีบทแตกครับ
ความคิดเห็นที่ 4
Mr_Com วันที่ : 13/01/2008 เวลา : 03.41 น.
http://www.oknation.net/blog/mrcom

มีของดีให้ดูก่อนโดนแบน
http://www.oknation.net/blog/bodin2
ความคิดเห็นที่ 3
talew วันที่ : 11/01/2008 เวลา : 11.44 น.
http://www.oknation.net/blog/talew
นายตะหลิว สองคนในร่างเดียว

เฮ้อ ผมเกลียดเขื่อนชิบหาย

ลองอ่านเรื่องที่ผมเขียนดูนะครับ

http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=wanchai_lovesea&topic=45
ความคิดเห็นที่ 2
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 11/01/2008 เวลา : 11.38 น.
http://www.oknation.net/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

นั่นสิ...
ความคิดเห็นที่ 1
โลหิตเอบี วันที่ : 11/01/2008 เวลา : 10.09 น.
http://www.oknation.net/blog/pod
    จะเด็ด (  เทวดา  )   


หวัดดี อารยา
ไม่ไปโม้ที่เวปเสธแดงแล้วหรอครับ..
อุหุ อุหุ อุหุ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มกราคม 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31