พิมพ์หน้านี้
|
ช่วงปลายปี 2543 มีการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งทั่วไปหลังเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ทักษิณใช้โอกาสนั้นกระฉูดกระแสฟีเว่อร์ให้กับพรรคไทยรักไทยจนประสบชัยชนะอย่างเด็ดขาดถล่มทลาย เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2544 ผ่านการนำเสนอนโยบายลดแลกแจกแถมสุดขั้ว ประชานิยม
เกือบตลอดเทอมของ รัฐบาลพรรคเดียว ทักษิณได้รับภาพลักษณ์ของผู้นำที่สุดรักสุดบูชาของมวลชน ประมาณว่า ทักษิณข้าใครอย่าแตะ เจ้าตัวถึงกับเป็นปลื้มเผลอหลุดปากประเมินตัวเองว่ายุคพระศรีอาริย์มาถึงแล้ว
เพียงปีเดียวก็เกิดปรากฏการณ์ หางโผล่ สัจธรรมที่ว่าอำนาจมีมากเท่าไหร่ก็ยากที่จะข่มใจให้สุจริตเท่านั้น ไม่ได้ช่วยให้รัฐบาลทักษิณลดความพยายามเป็นเผด็จการทางรัฐสภา วันสิ้นปี 2544 ทักษิณได้ฉายา นายกฯเหลิงลม จากสื่อทันที
การการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 พรรคไทยรักไทยชูประเด็นแก้เกี้ยวว่า 4 ปีแรก ทักษิณเพียงเข้ามาซ่อมแซมบ้านเมืองที่ทรุดโทรมจากน้ำมือรัฐบาลก่อนๆ จึงขอเวลาอีก 4 ปี (4ปีซ่อม 4ปีสร้าง) และถ้าไม่อยากเห็นคนจนเพ่นพ่านในประเทศไทย ก็ขอไปยาวเป็น 12 ปีเลย มีฮือฮาทั้งตอบรับและส่ายหน้าปนกันไป
ผลคือพรรคไทยรักไทยได้ที่นั่งในสภาลดลง หายไป 3 ล้านจากเดิม 19 ล้านเสียง
ลำพังคนที่ไม่ได้เลือกทักษิณมาก่อนและไม่เปลี่ยนใจถือว่าไม่แปลก แต่อะไรขึ้นใน 4 ปีกับผู้คนที่เลิกมองว่าทักษิณไม่ใช่ของจริง ไม่ใช่เรื่องปกติเสียแล้ว
เมื่อต้องเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน 2549 (หลังยุบสภาเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549) คะแนนเสียงของพรรครัฐบาลลดลงไปอีก ที่ต้องบันทึกไว้ด้วยคือพรรคฝ่ายค้านประท้วงไม่ลงแข่งขัน เพิ่มความสับสนให้กับสถานการณ์ทางการเมืองมากขึ้นเป็นทวีคูณ มีการร้องเรียนจากหลายจังหวัดโดยเฉพาะทางใต้ว่าเป็นการเลือกตั้งที่คณะกรรมการเลือกตั้งแห่งชาติไม่บริสุทธิยุติธรรม เช่น รับรองคะแนนเสียงที่ต่ำกว่าเกณฑ์ 20% ของผู้มาใช้สิทธิลงให้ผู้สมัครที่ไร้คู่แข่งขัน เป็นต้น
คนเรารักมากก็เกลียดมาก!
น่าคิดว่า คนส่วนใหญ่ในพันธมิตรวันนี้น่าจะมาจากปัจเจกหลากหลายที่ผิดหวัง และเบื่อหน่ายทักษิณ
เกิดคำถามว่า การเติบโตของพันธมิตรตลอด 3 ปีที่ผ่านมา เป็นผลให้เกิดปรากฏการณ์ดังกล่าว หรือเป็นผลผลิตจากสภาวะกดดันที่รัฐบาลทักษิณสั่งสมผ่านการทุจริตคิดมิชอบในการบริหารบ้านเมือง หรือเป็นทั้งเหตุและผลในตัวของมันเอง
คงต้องย้อนกลับไปดูที่มา
พันธมิตรมีจุดเริ่มต้นจากรายการ เมืองไทยในรอบสัปดาห์ ทางทีวี ที่สนธิ ลิ้มทองกุล เป็นพิธีกรร่วมปุจฉาวิสัชนากับ สโรชา รายการถูกผลักออกจากแผงต้นเดือนกันยายน 2548 ทำให้ต้องเร่ร่อนหาที่คุยใหม่ มาได้หอประชุมธรรมศาสตร์ก่อนย้ายไปปักหลักที่สวนลุมฯในปลายปีนั้น
เป็นการก่อตัวของ ปรากฏการณ์สนธิ ผ่านเรื่องราว เหตุผลที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ทางการเมือง ได้บรรยากาศการเมืองใหม่ที่ให้คำตอบกับประเด็นการเมืองหลากหลาย ทั้งที่เป็นหลักการและที่บ้านเมืองกำลังประสบ อาทิ อำนาจกับผลกระทบต่อวิถีชีวิต อุปสรรคในระบบรัฐสภาของไทย ปัญหาตัวแทนประชาชนที่ยอมเป็นทาสน้ำเงิน เผด็จการโดยรัฐสภากับหลักการเสียงข้างมาก การใช้อำนาจบ่อนทำลายองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ตรวจสอบทุจริตนักการเมือง ประชาชนกับความเป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริง สนธิพยายามเน้นว่าการเมืองคือชีวิตของประชาชน มิได้อยู่ไกลตัว ความคิดที่ว่าบ้านเมืองไม่ใช่ของเราคนเดียวเป็นการปฏิเสธหน้าที่ตอบแทนคุณแผ่นดิน ประชาธิปไตยมิใช่การเขียนเช็คเปล่าให้ผู้ทรง(อำนาจ) ในวันเลือกตั้งที่หลังจากใช้เวลา 4 วินาทีหย่อนบัตรแล้วกลับบ้านโดยปล่อยให้ผู้ได้อำนาจไปทำปู้ยี่ปู้ยำอย่างไรก็ได้ สนธิบอกว่าประชาชน สามารถตรวจสอบอำนาจได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าองค์การตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำ
สนธิลำเลียงพฤติการณ์ไม่ชอบมาพากล มีวาระซ่อนเร้น ให้ประโยชน์ตนมากกว่าประเทศชาติของผู้นำประเทศที่เคยบอกว่า รวยแล้วไม่โกง อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย พร้อมเหตุผลและข้อมูลประกอบ อาทิ กรณี บกพร่องโดยสุจริต ที่ถูกจับได้เพียงแค่เดือนแรกๆหลังจากจัดตั้งตั้งรัฐบาลในปี 2544 กรณี โจรกระจอก หรือ ทหารสมควรตาย เมื่อเดือนมกราคม 2547 กรณีติดสินบนประชาชนระหว่างหาเสียงเลือกตั้งทั่วไป จังหวัดใดลงคะแนนให้พรรคไทยรักไทยมากที่สุด จะได้รับจัดสรรงบประมาณสูงสุด และลดหลั่นกันไป จนวันหนึ่งทักษิณหลุดสารภาพแบบไม่รู้ตัวว่า ผมใช้ประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือในการบริหาร
การที่สนธิมีพื้นทางประวัติศาสตร์แน่นจากสถาบันระดับ ไอวีลี๊ก ของสหรัฐ มีประสบการณ์ทางธุรกิจที่ทำให้อยู่กับข้อมูลเชิงเศรษฐกิจการเมือง บวกกับความเป็นนักพูด มีข้อมูล และกระบวนการคิด "ทำความจริงให้ปรากฏ ได้ช่วยเติมเต็มความรู้สึกดีๆของผู้ผิดหวังทักษิณที่ได้แต่ตั้งโจทย์หรือสร้างภาพแต่ไม่มีคำตอบชัดเจน เมื่อมีผู้คนไฝ่ใจใคร่รู้เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังการบริหารนโยบายต่างๆของรัฐบาลทักษิณที่มักมีกลิ่นไม่ดีตามมาบ่อยขึ้น สนธิจึงได้แฟนคลับทะยอยมาร่วมขบวนการได้ต่อเนื่อง
ปรากฏการณ์สนธิ เกิดอานิสงส์ส่งผลให้เกิดการประทะโลกทัศน์ ค่านิยมในการเมืองใหม่ กับ อำนาจรัฐที่ไม่ชอบธรรม
คนในกรุงทะยอยมาสดับกันมืดฟ้ามัวดินทุกสัปดาห์ตามนัดถึงขั้น สวนลุมแตก ในคืนวันที่ 9 มกราคม 2549 เมื่อสนธิพาผู้ชุมนุมทะลักจากสวนลุมมายึดทำเนียบในเชิงสัญลักษณ์ แล้วสลายตัวตอนเช้า
แม้จะอึดอัดเพียงไร แต่ทักษิณยังมองพันธมิตรอย่างด้อยราคา ประมาณว่าคนแค่พันหรืออย่างมากก็หมื่นเดียวเทียบไม่ได้กับ 63 ล้านคนของพรรคไทยรักไทย ทั้งยังแนะสนธิให้มาลงเลือกตั้งแข่งกับตน โดยปฏิเสธคำท้าที่สนธิต้องการให้ทักษิณออกมา ดวล ผ่านสื่อ
เมื่อเห็นว่า ปรากฏการณ์สนธิ ได้รับการบ่มเพาะจนอยู่ตัว วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2549 สนธิและแกนนำขบวนการจึงทำคลอด พันธมิตรฯ เข้าสู่พัฒนาการของการเมืองโดยเปิดเวทีใหญ่บนลานพระรูปหน้าพระนั่งอนันตสมาคม ท่ามกลางผู้มาชื่นชมมิติใหม่ของกระบวนการทำความจริงให้ปรากฏกว่าแสนชีวิตในคืนนั้น
และในสัปดาห์ต่อมาเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ที่เก่าลานพระรูป เวลาเดิม พันธมิตรได้ต้อนรับ พล.ต. จำลอง ศรีเมือง มาร่วมเป็นแกนนำเพิ่ม
เพียง 13 วันต่อมา วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 ทักษิณประกาศยุบสภา
สนธิกับแกนนำ 5-6 คนร่วมตีเหล็กกำลังร้อนด้วยนำผู้ชุนุมนับแสนเดินออกจากสนามหลวงยาวเหยียดไปตามเส้นทางถนนราชดำเนิน ขนาดหัวขบวนมาถึงสะพานผ่านฟ้าแล้ว หางขบวนยังไม่พ้นสะพานผ่านภิภพลีลา จากนั้นเข้ายึดพื้นที่นอกรั้วทำเนียบรัฐบาลในเดือนมีนาคม 2549 กดดันทักษิณมิให้เข้าทำงานในทำเนียบจนตัองตัดสินใจ เว้นวรรค ออกนอกประเทศเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2549 หลังจากการเลือกตั้งทั่วไปผ่านพ้นไป 2 วัน
สนธิตัดสินชะตากรรมของตัวเองไปแล้ว เขาทุบโต๊ะประกาศ ตายเป็นตาย แต่ไม่มีใครฆ่าเขาได้แล้วนอกจากตัวเขาเอง บ่อยครั้งที่สนธิท้อ แต่สนธิไม่ถอย การเมืองภาคประชาชนที่ถามหากันมาตั้งแต่หลังยุค 14 ตุลา จะยั่งยืนหรือไม่อย่างไรหลังจากสนธิได้สร้างปรากฏการณ์ปลุกจิตสำนึกให้คนได้รักชาติมากกว่าตัวเอง ผ่านการทำความจริงให้ปรากฏมากกว่าจะเป็นการปลุกระดมจึงเป็นเรื่องที่น่าจับตาว่าจะได้รับการพัฒนาให้มีความต่อเนื่องได้หรือไม่ อย่างไร |
| << | ตุลาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | |||
| 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 |
| 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 |
| 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 |
| 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | |