วันอาทิตย์ ที่ 12 ตุลาคม 2551
ขออยู่ตรงกลาง ไม่เข้าข้างฝ่ายไหน
Posted by
man_in_black
,
ผู้อ่าน : 98
, 06:32:00 น.
พิมพ์หน้านี้
|
เหตุการณ์นองเลือดในบ้านเมืองของเราเมื่อวันอังคารที่ 7 ต.ค. เป็นสิ่งที่ไม่น่าเกิดขึ้นอีกใน พ.ศ.นี้ โดยเฉพาะเมื่อคนไทยมีบทเรียนมากมายจากความรุนแรง ซ้ำร้ายผลลัพธ์ของมันก็ยังไม่อาจก้าวพ้นความขัดแย้งไปได้ ทั้งสองฝ่ายยังสาละวนค้นหาและใช้เหตุผลเพื่อเข้าข้างตนเอง ขณะเดียวกันก็มุ่งทำลายล้างอีกฝ่ายให้พินาศย่อยยับ ในอดีต...การต่อสู้ทางการเมืองกับบทบาทการมีส่วนร่วมของนิสิตนักศึกษาได้รับการกล่าวขานคู่กันเสมอ แต่คำถามที่เริ่มมีคนค้นหาคำตอบมากขึ้นในปัจจุบันก็คือ ในสถานการณ์บ้านเมืองเช่นนี้ บรรดานิสิตนักศึกษามีส่วนร่วมมากน้อยเพียงใด และรู้สึกนึกคิดอย่างไรบ้างกับสภาพที่เห็นและเป็นอยู่ ยุสรี เฮาะมะ อุปนายกฝ่ายกิจการภายนอก องค์การบริหารองค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) บอกเล่าถึงความเป็นไปของนิสิตนักศึกษายุคปัจจุบัน และความคิดเห็นต่อการกระทำของทั้งฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและรัฐบาล "ชาย 1" รูปแบบของนักศึกษาในสมัยนี้ไม่เหมือนในอดีตที่เขามีแนวทางชัดเจนเรื่องเรียกร้องประชาธิปไตย แต่วันนี้หากเราพิจารณาดูจะพบว่า แนวทางการต่อสู้ของกลุ่มพันธมิตรก็ไม่ชัดเจน...ไม่ชัดเจนในที่นี้คือเหตุผลที่จะคัดค้านรัฐบาล ผมมองว่ายังน้อยเกินไป หลักฐานที่กล่าวหาก็ไม่ชัด มีคนเพียงส่วนน้อยที่เข้าร่วม ผมมองว่าพันธมิตรเกิดขึ้นเพื่อต้องการไล่อดีตนายกฯทักษิณ (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) แต่เมื่อคุณทักษิณออกไปแล้ว พันธมิตรยังไม่หยุดเพราะยังมีกลุ่มของคุณทักษิณหลงเหลืออยู่" ยุสรี บอกว่า จากท่าทีของคู่ขัดแย้ง ปัญหาดูจะไม่จบลงง่ายๆ "ผมว่าทั้งสองฝ่ายต้องลดทิฐิของตนเอง ถ้าพันธมิตรยังใช้ความรุนแรง และรัฐบาลก็ตอบโต้ด้วยความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น มันก็ไม่มีวันจบ ถ้าพันธมิตรล้มรัฐบาลชุดนี้ได้เหมือนชุดก่อน รัฐบาลชุดใหม่ในร่างเดิมก็กลับมาอีก เพียงแต่เปลี่ยนตัวผู้นำ เหมือนหนังม้วนเดิมแต่กลับมาฉายใหม่ ทางออกจึงอยู่ที่การพูดคุยกันว่ารูปแบบใดที่จะหาข้อยุติได้ ถึงที่สุดหากมีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ก็จะได้ชุดเดิมกลับมาอีก แต่อยู่ที่ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรีมากกว่า แล้วพันธมิตรก็จะชุมนุมกันอีก ยุสรี ตั้งข้อสังเกตว่าเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นไม่ได้มีการแบ่งฝ่ายอย่างชัดเจนเหมือนเหตุการณ์เดือนตุลาฯในอดีต และองค์การนักศึกษา ม.อ.ปัตตานี ไม่เห็นด้วยกับวิธีการที่ทั้งสองฝ่ายนำมาใช้ เพราะไม่เห็นว่าจะมีจุดสิ้นสุดที่ตรงไหน มีการพูดคุยกันหลายครั้งในองค์การนักศึกษา เราไม่เห็นด้วยและไม่สนับสนุนการใช้ความรุนแรงของทุกฝ่าย เพราะเมื่อใช้ความรุนแรงไปก็จะมีการตอบโต้จากทั้งสองฝ่าย เราไม่เห็นด้วยเนื่องจากมันไม่มีจุดสิ้นสุด ถ้าเหตุการณ์เกิดนานไปอาจกลายไปสู่สงครามกลางเมืองได้ ประชาชนที่สนับสนุนฝ่ายพันธมิตรและฝ่ายรัฐบาลจะฆ่ากันเอง บานปลายเป็นประชาชนปะทะประชาชน ไม่เหมือนเหตุการณ์เดือนตุลาฯที่มีการแยกฝ่ายชัดเจน คือประชาชน นักศึกษา กับผู้ถืออำนาจรัฐ ยุสรี ประเมินว่า พันธมิตรจะยุติบทบาทลงหากฝ่ายค้าน (พรรคประชาธิปัตย์) ได้เป็นรัฐบาล ฉะนั้นเขาจึงฟันธงว่านี่คือเรื่องการเมืองล้วนๆ ถ้าฝ่ายค้านได้เป็นรัฐบาลผมว่าพันธมิตรจะหายไป เรื่องเหล่านี้เป็นประเด็นทางการเมือง ฝ่ายค้านก็คัดค้านรัฐบาลเหมือนพันธมิตร หลายครั้งที่ฝ่ายค้านสนับสนุนพันธมิตรผ่านสื่ออย่างโจ่งแจ้ง แต่หากฝ่ายค้านได้เป็นรัฐบาลจริงก็คงไม่จบ เนื่องจากประชาชนที่สนับสนุนรัฐบาลก็จะออกมาหักล้างกันอีก" สิ่งที่น่าคำนึงถึงมากกว่าในความเห็นของ ยุสรี คือปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ที่ถูกละเลยจนเกือบลืมไปแล้ว ทั้งที่มีเรื่องราวร้ายๆ เกิดขึ้นทุกวัน ทั้งหมดเป็นเพราะรัฐบาลมองแต่ปัญหาใกล้ตัวในส่วนกลาง ทั้งยังส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจในภาพรวมด้วย "ตั้งแต่มีพันธมิตรออกมาเคลื่อนไหว ปัญหาของชายแดนภาคใต้ถูกละเลยไปมาก รัฐบาลไม่ได้คิดแก้ไขอย่างจริงจังเลย คิดแต่ในเรื่องของส่วนกลาง รัฐบาลมีนโยบายสมานฉันท์ในสังคม แต่ไม่ได้มองในส่วนของท้องถิ่น การแก้ไขถูกชะลอและพักไว้ทั้งที่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นทุกวัน กับบทบาทขององค์กรนิสิตนักศึกษาในภาพรวม ยุสรี บอกว่า ทางสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) และองค์การนักศึกษาในทุกสถาบันไม่เห็นด้วยกับวิธีการรุนแรงที่แต่ละฝ่ายใช้อยู่ องค์กรนักศึกษาจึงวางตัวเป็นกลาง ไม่เข้าข้างฝ่ายใด เนื่องจากไม่มีประเด็นที่ชัดเจนพอในการต่อสู้ เราเสียใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สังคมโลกมองเหมือนคนไทยขาดการใช้เหตุผล ทั้งที่เป็นประเด็นที่สามารถพูดคุยกันได้ สนนท.และองค์การนักศึกษาทุกสถาบันต้องวางตัวเป็นกลางในเรื่องนี้ ที่ผ่านมาทางพันธมิตรได้ประสานมายังองค์การนักศึกษาเช่นกัน อยากให้เคลื่อนไหวสนับสนุน แต่เราขอเป็นกลาง ไม่เห็นด้วยกับทั้งสองฝ่าย เพราะวิธีการและรูปแบบที่ใช้ไม่ใช่แนวทางที่เราต้องการสนับสนุน ที่สำคัญคือประเด็นในการเคลื่อนไหวยังไม่ชัดเจนพอ รัฐบาลและพันธมิตรยังพูดในเรื่องเดิมๆ ทั้งๆ ที่หันหน้ามาพูดคุยกันได้ กลับไม่มีใครทำ เหมือนคนในครอบครัวเดียวกันมาตีกันเอง จึงเป็นเรื่องวุ่นวายไม่จบสิ้น" "สิ่งที่เราเรียกร้องคือเราพยายามผลักดันให้มีการเจรจาพูดคุยกันอย่างสันติโดยเร็วที่สุด เพราะยิ่งนานไปทุกคนจะยิ่งเดือดร้อนจากภาวะหลายๆ อย่างที่ยังไม่เข้าที่ โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้า นโยบายการพัฒนาประเทศก็ยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง ถ้าพันธมิตรคิดว่าจะช่วยชาติอย่างจริงใจก็ขอให้ประกาศอย่างชัดเจนในประเด็นเหล่านี้ แล้วร่วมมือกับรัฐบาลเพื่อพาชาติฝ่าวิกฤติต่อไป แต่ ณ ตอนนี้ต่างฝ่ายต่างหันหลังให้กัน" เขาย้ำว่า ทั้งพันธมิตรและรัฐบาลต้องเร่งหาข้อสรุปร่วมกันได้ให้โดยเร็วที่สุด "ทุกเหตุการณ์ต้องมีการเจรจา ถ้าไม่มีการเจรจาแล้วใช้กำลังโต้ตอบหรือปะทะกัน แสดงว่าไม่มีความจริงใจที่จะสร้างบ้านเมืองให้มีความสงบ เมื่อทั้งสองฝ่ายตอบโต้กันเช่นนี้ นานวันไปจะเกิดความรุนแรงมากขึ้นอีก อย่างไรก็ดี ยุสรี ไม่ปฏิเสธว่า บทบาทของนักศึกษากับการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคมเริ่มลดน้อยถอยลงจริงๆ แม้แต่เรื่องราวใกล้ตัวก็ไม่ได้ให้ความสนใจ คิดเพียงว่าไม่ใช่เรื่องของตัวเอง ซึ่ง ยุสรี อธิบายว่ามีสาเหตุสำคัญมาจากระบบการศึกษา "ผมว่าระบบการศึกษาในปัจจุบันพยายามทำให้นักศึกษาเห็นความสำคัญของผลการเรียนหรือเกรดมากกว่าบริบทอื่นรอบๆ ตัว ขนาดเรื่องราวสำคัญที่เกิดขึ้นในพื้นที่ นักศึกษาในพื้นที่เองส่วนใหญ่ยังไม่รู้และไม่ได้ให้ความสนใจ ไม่ติดตามและไม่ให้ความร่วมมือ จะยึดติดกับการเรียนในห้องเรียนเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ได้สนใจในประเด็นของสังคมว่าไปถึงไหน แม้จะพยายามกระตุ้นให้หันมาสนใจก็ไม่ค่อยจะเป็นผล" "อย่างนักกิจกรรมของ ม.อ.ปัตตานี รุ่นก่อน จะทำกิจกรรมด้วยใจรัก ทำกิจกรรมควบคู่ไปกับการเรียนเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ แต่ปัจจุบันมีการจัดชั่วโมงกิจกรรมจำนวน 100 ชั่วโมงให้นักศึกษาแต่ละคนเหมือนเก็บหน่วยกิต และจะปรากฏผลในทรานสคริปต์ (ใบรายงานผลการศึกษา) หากเข้าร่วมไม่ครบชั่วโมงก็จะไม่จบการศึกษา" "จุดนี้เองทำให้คนที่เข้าร่วมกิจกรรมไม่ได้เข้าร่วมด้วยใจอย่างแท้จริง หรือถ้าจะมีก็เป็นส่วนน้อยมาก ทั้งๆ ที่จิตสำนึกของคนเป็นสิ่งสำคัญ การจะสร้างคนให้มีส่วนร่วมในเรื่องต่างๆ ของสังคมและชุมชน ต้องสร้างสำนึกที่ดีให้ติดตัวมาตั้งแต่เด็ก และสถาบันการศึกษามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างคน" เขาตั้งปมทิ้งท้าย และนั่นคือคำถามที่แหลมคมซึ่งย้อนกลับไปที่ระบบการศึกษา...ต้นเหตุของปัญหาทั้งมวลของสังคมบ้านเรา!
อ้างอิงจาก http://www.isranews.org/cms/index.php?option=com_content&task=view&id=4142&Itemid=86
|