พิมพ์หน้านี้
|
เขาและเราจะมีวิธีแก้ปัญหาเงินเฟ้อกันอย่างไร ซึ่งยากที่สุด (ถ้าง่ายคงแก้ไปหมดแล้ว) ไม่ปล่อยให้เหลือ มาถึงซังกะบ๊วยอย่างเรา มาสาระแนเสนอหน้าออกความเห็นหรอก (สำนวนคุณแสงชัย สุนทรวัฒน์ บวก นายกสมัคร สุนทรเวช ขออภัยทีเอ่ยนาม) และก็เป็นเพราะนักเศรษฐศาสตร์อีกนั่นแหละ ที่พูดกันไม่ค่อยจะรู้เรื่อง ไม่ว่าจะพูดคุยกันเองในหมู่นักเศรษฐศาสตร์ หรือพูดให้ชาวบ้านฟัง เพราะถ้าเราไปถามนักเศรษฐศาสตร์ ในคำถามเดียวกันเหมือนกันทุกอย่าง กับนักเศรษฐศาสตร์ระดับด็อกเตอร์ สัก 10 คน เราก็จะได้คำตอบที่ไม่เหมือนกันเลยอีก 20 คำตอบ + ฮา..........ล้อเล่นนนนนนนนนน อย่างที่เล่าไว้ในช่วงแรกว่าเงินเฟ้อหรือไม่เฟ้อ เราใช้วิธีคำนวณดัชนีราคาสินค้าตัวเดียวกันเป็นกลุ่ม ช่วงเวลาเดียวกันเปรียบเทียบกับปีฐาน แพงขึ้นกี่ % ก็จะถือว่าเงินเฟ้อขึ้นเท่ากับ % ที่คำนวณได้ คนที่จะคำนวณก็คือคนที่ออกสำรวจตลาด ซึ่งผมเข้าใจว่าน่าจะเป็นกระทรวงพาณิชย์ กับเจ้าหน้าที่ แบ้งค์ชาติเป็นตัวยืน แบงค์ชาติคงไม่กล้าเอาตัวเลขของกระทรวงพาณิชย์ มาคำนวณดัชนีเงินเฟ้อประจำเดือนหรอก กลัวผลออกมาจะต่ำกว่าความเป็นจริง ฮา................. และมีคนจำนวนไม่น้อยเข้าใจต่อไปอีกว่า กระทรวงพาณิชย์มีหน้าที่แก้ปัญหาเงินเฟ้อ รวมทั้ง รมต.พาณิชย์คนปัจจุบันด้วย ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดอย่างมหันต์ ก็ดูอย่างคุณมิ่งขวัญ แสงสุวรรณเป็นตัวอย่าง ท่านเป็น รมต. เจ้ากระทรวงพาณิชย์ และท่านก็เข้าใจผิดมาตลอดว่าท่านมีหน้าที่แก้ปัญหาเงินเฟ้อ ลูกน้องท่านออกสำรวจตลาด พบว่าสินค้ามีราคาแพงขึ้น กลับมารายงานท่านว่าเกิดปัญหาเงินเฟ้อแล้ว ท่านจะทำอย่างไรดีล่ะ ราคาของแพง ก็ต้องบังคับไม่ให้แพง ใครจะขึ้นราคาต้องขออนุญาตก่อน ไม่สนใจว่าของแพงเกิดจาก Cost-push หรือ Demand-pull หรือเกิดจากอะไรแน่ ท่านมุ่งตรงไปที่ราคาเลย บังคับไม่ให้ขึ้นราคา ผล เป็นอย่างไร ของขาดตลาดทันที ผู้ผลิตที่สติดี และมีทางเลือกหน้าไหนจะผลิตสินค้าขาดทุนออกมาขาย อยู่เฉยๆดีกว่า เจ็บตัวน้อยหน่อย การลดขนาด( packing size ) แต่ขายราคาเดิม ก็เป็นการขึ้นราคาอย่างหนึ่ง บางทีท่านก็ใช้วิธี ทำของถูกออกมาขายแข่งกับของแพง ผลที่เกิดขึ้นก็คือ ปรากฏการณ์ สองตลาด สินค้าอย่างเดียวกัน ขายราคาต่างกัน ชาวบ้านก็ไปเข้าแถวซื้อสินค้าราคาถูกเอามาขายทำกำไรต่อ หน้าตาเฉย อย่าไปโทษชาวบ้านเลย ชาวบ้านทำถูกแล้ว( สติดี ) มีกำไรก็ต้องขาย ไม่เหมือนรัฐบาล ขายได้กำไรกลับไม่ขาย รอเวลาให้เสื่อมสภาพก่อนค่อยย้ายไปทำปุ๋ย หรือไม่ก็ปล่อยให้กลายเป็นลมหน้าตาเฉย
ถ้าไม่ใช่กระทรวงพาณิชย์ มีหน้าที่แก้ปัญหาเงินเฟ้อ แล้วใครกันล่ะ ที่มีหน้าที่แก้ปัญหาเงินเฟ้อ ? ก่อนจะบอกว่าใครมีหน้าที่นี้ เราต้องแบ่งเงินเฟ้อออกเป็น รุ่นต่างๆก่อน อย่างน้อย 3 รุ่น (นึกถึงรุ่นของนักมวย) จะได้ไม่ชกผิดรุ่น รมต.ประเทศไทยชกผิดรุ่นบ่อยๆ ฮา.................... เงินเฟ้อระดับโลก ( Super heavy weight ไม่จำกัดน้ำหนัก) เงินเฟ้อระดับประเทศ ( Flyweight นน.ไม่เกิน 50 กก.) เงินเฟ้อระดับชาวบ้าน (มวยเด็ก นน.ไม่เกิน 25 กก.) เงินเฟ้อระดับโลกผมจัดให้เป็นรุ่น Super heavy weight (ไม่จำกัดน้ำหนัก) ผลจากราคาน้ำมันแพง ผมเดาเอาว่าเกิดจาก Demand-pull ที่เมืองจีน (ความเห็นส่วนตัว ผมให้น้ำหนัก จีนมากกว่าอินเดีย) ทำให้ทั้งโลกเกิดวิกฤตเงินเฟ้อ เพราะน้ำมันเป็นต้นทุนการผลิตที่สำคัญ เป็นพลังงานที่จำเป็นต้องใช้ ในการผลิตสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆต่อเนื่องไปอีกเป็นจำนวนมาก เช่นในอุตสาหกรรม การถลุงเหล็ก ทองแดง สังกะสี ดีบุก ตะกั่ว เป็นต้น ส่งผลทางตรงให้สินค้าโภคภัณฑ์เหล่านี้มีต้นทุนการผลิตสูงขึ้น เมื่อมาบรรจบกับค่าขนส่งที่ต้องใช้น้ำม้นเป็นหลัก ต้นทุนค่าขนส่งก็จำเป็นต้องเพิ่มอยากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ราคาที่จำหน่ายในตลาดโลกก็ขยับเพิ่มตาม เกิดเป็น Cost-push Inflation เงินเฟ้อระดับโลกครั้งนี้ เป็นการจับมือทำงานร่วมกัน ของ Demand-pull และ Cost-push
การแก้ปัญหาเงินเฟ้อระดับโลกยากมากกกกกกกกกกก คาถายอดนิยมก็คือต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด เมื่อน้ำมันมีราคาแพง ก็จะจูงใจให้เกิดการแสวงหา แหล่งน้ำมันใหม่ๆเพิ่มขึ้น แหล่งน้ำมันที่เคยผลิตแล้วไม่คุ้มทุน ก็จะมีโอกาสคุ้มทุนเร็วขึ้นง่ายขึ้น เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำมันในตลาด ให้เพียงพอกับความต้องการใช้ของโลก หรือถ้าโลกมีน้ำมันไม่เพียงพอที่จะผลิตสนองความต้องการแล้ว ราคาพลังงานที่แพงจะผลักดันให้มีการคิดค้นแหล่งพลังงานอื่นๆ ขึ้นมาแทนน้ำมัน ในปัจจุบันจะมีการพูดถึงพลังงานใหม่ๆ เช่นอเมริกามหาอำนาจของโลกที่เป็นผู้ใช้น้ำมันมากที่สุด จัดเป็นพันธะกิจที่จะคิดค้นพลังงานจากน้ำ(Hydrogen) ตั้งเป้าไว้ว่าจะสามารถนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์ ได้ภายในเวลาไม่เกิน 20 ปีข้างหน้า ประธานาธิบดี บุชเคยประกาศไว้เมื่อเข้ารับตำแหน่งเป็นสมัยที่ 2 อาจจะได้ใช้เร็วกว่าที่ประกาศมาก เนื่องจากราคาน้ำมันแพงไม่หยุด ประเทศที่เจริญอื่นๆก็พยายามคิดค้นเหมือนกัน เช่นประเทศในสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น ขณะที่ประเทศอื่นพยายามหา นวัตกรรมใหม่ๆ มาแก้ปัญหาน้ำมันแพง หันมาดูประเทศไทยบ้าง ปัญหาเงินเฟ้อระดับโลก ไทยมีส่วนร่วมหรือทำอย่างไร ? ไทยใช้นโยบาย Wait and See รอกับมองหา รอว่าจะมีใครผลิตอะไรใหม่ๆออกมาขายบ้าง หรือไม่ก็พยายามมองว่าจะหาซื้อ นวัตกรรมรุ่นล่าสุดได้ที่ไหน มาสนองความต้องการของตัวเอง (ก็คงต้องปล่อยให้จนโดยเปรียบเทียบต่อไปอีกนาน) เรื่องของโลกก็ต้องปล่อยให้โลกว่ากันไป กลับมาดูปัญหาเงินเฟ้อในประเทศไทยบ้างดีกว่า (ขอยกไปต่อตอนหน้าอีกสักครั้ง)
|
| << | กรกฎาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||