พิมพ์หน้านี้
|
เมื่อเรามีโอกาสกลับไปเยี่ยมครอบครัวในแต่ละปี เรามักจะมีโปรแกรมไปเที่ยวประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เขมร หรือ ลาว หลังจากที่เคยไปย่ำแผ่นดินเหนือเวียงจันทร์เมื่อห้าปีก่อน คราวนี้เราขอเดินทางสบายๆ ไปเที่ยวชมปราสาทหินวัดพู เมืองจำปาสัก หนึ่งในมรดกโลกของยูเนสโกซึ่งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากอุบลราชธานีศรีอีสาน เราเริ่มการเดินทางโดยสายการบินนกแอร์กรุงเทพฯ-อุบลฯ อันที่จริงแล้วเราสามารถจับเครื่องของบางกอกแอร์ตรงไปปากเซเมืองพี่เมืองน้องจำปาสักซึ่งมีโรงแรม เกสท์เฮ้าส์มากมายรองรับนักท่องเที่ยว แต่ด้วยความที่ต้องการประหยัดงบ เราจึงไปต่อรถทัวร์อุบลฯ-ปากเซที่ท่ารถ บขส. สนนราคาเที่ยวไป ๒๐๐ บาท (ตอนซื้อตั๋วต้องเอาพาสปอร์ตให้พนักงานขายดูด้วยนะจ๊ะ) รถทัวร์ของเราออกจากท่าเวลาเก้าโมงครึ่ง ใช้เวลาไม่นานก็ไปถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองช่องเม็ก คนไทยไม่ต้องเสียค่าวีซ่า แต่เจ้าหน้าที่ ตม. มักจะเรียกเก็บค่าบริการคนละประมาณ ๒๐-๔๐ บาท (แต่ฉันเจอแจ็กพ็อตไป ๕๐ บาท) พอถามคุณป้าข้างๆ ทำไมเจ้าหน้าที่ถึงเก็บราคาไม่เท่ากัน ป้าบอกว่า อ๋อ เค้าดูหน้าน่ะลูก...อืม..เป็นคำตอบที่น่าสนใจดีนะ ส่วนคนรู้ใจของฉันต้องจ่ายค่าวีซ่าไป ๒๐ เหรียญ คิดไปคิดมาก็ดีแล้วหละที่เราจ่ายไปแค่นั้น ถือว่าเป็นอภิสิทธ์ของเพื่อนบ้านก็แล้วกัน ถนนหนทางจากด่านช่องเม็กไปปากเซถือว่าราบเรียบ ไม่มีปัญหา จนกระทั่งถึงท่ารถ บขส. ปากเซ เราก็ต่อรถสองแถวสายจำปาสักซึ่งจอดรอรับผู้โดยสารอยู่ที่ปากทางเข้าท่ารถ (ค่ารถประมาณซาวพัน หรือ ๒๐,๐๐๐ กีบ) ไม่ต้องไปเชื่อคนขับรถตุ๊กตุ๊กที่กรูกันเข้ามาเสนอขับพาไปส่งท่ารถอีกท่าเพื่อต่อรถสองแถวไปจำปาสักนะ ไม่เช่นนั้นอาจจะโดนหลอกเอาเงิน ๑๐๐ บาทไปฟรีๆ เราเจอนักท่องเที่ยวแบกเป้บนรถสองแถวประมาณ ๔-๕ คน ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กันนิดๆ หน่อยๆ ให้เป็นสีสรรค์ของการเที่ยวแบบฟรีสไตล์ แม้เราอยู่บนรถสองแถวแต่เขามีที่ให้เรานั่งถึงสามแถวแน่ะ เอาให้คุ้ม บนรถรวมทั้งหลังคารถเต็มไปด้วยสินค้าผลหมากรากไม้ของผู้โดยสารท้องถิ่นที่ซื้อของจากในเมืองเอาไปขายในหมู่บ้านของตน ฉันมีที่นั่งอยู่แค่สามคืบมือตรงแถวกลาง ส่วนที่วางเท้าและเป้ก็คือกระสอบอ้วนๆ บนพื้นรถนั่นเอง ร่วมชั่วโมงกว่าเราก็ถึงท่าเรือข้ามแม่โขงไปฝั่งจำปาสัก รอเรืออยู่ร่วมครึ่งชั่วโมง (ไม่นานอย่างที่คิดเพราะมีมันแกวจากผู้โดยสารลาวใจดีให้นั่งแทะ และมีอะไรต่ออะไรให้ดูเพลินตา) ก็ได้ข้ามฝั่งไปหาเกสท์เฮ้าส์ ล้างหน้าล้างตัว พักผ่อนให้สดชื่น เราใช้เวลาที่เหลือในยามเย็นเดินเที่ยวชมเมืองหรือจะเรียกว่าหมู่บ้านคงไม่ผิดนัก เพราะจำปาสักเล็กมาก มีถนนหลักเล็กๆ ทอดขนานแม่โขงอยู่หนึ่งสาย บ้านไม้สวยๆ ตั้งเรียงรายอยู่ริมโขงติดกับถนน มีวัดวาอารามอยู่มากพอสมควร จำปาสักเมื่อเทียบกับปากเซแล้ว ยังคงความเป็นท้องถิ่นและธรรมชาติอยู่มาก คนที่นี่ยังปั่นจักรยานไปไหนมาไหนกัน ต้นไม้เขียวดอกไม้หอม แม่โขงเงียบสงบ เราหลงเสนห์จำปาสักเสียแล้ว
ณ ท่าเรือ
แม่ค้ากำลังเอาข้าวโพดต้มไปขายบนเรือข้ามฟาก
อ้าว เรือมาแล้ว
บนเรือ..แม่ค้าขายของผู้โดยสารรถสองแถวสายจำปาสัก บอกแล้วว่ารถเขาโหลดของคุ้ม
หมาน้อยเจ้าจะไปไหนเอย
งานวัดในจำปาสัก
บริเวณวัดสไตล์จำปาสัก
จานดาวเทียมกับลาวเป็นของคู่กัน..ขนาดในวัดยังมีเลย
จักรยานเช่าคู่ใจ
เราเช่าจักรยานจากเกสท์เฮ้าส์เพื่อนบ้าน วันนี้ขอปั่นไปหาข้าวกิน เสร็จแล้วนอนเอาแรง แล้วพรุ่งนี้ค่อยปั่นไปปราสาทหินวัดพูกัน เดี๋ยวจะมาเล่าตอนต่อไปค่ะ....
|
| ภาพโปรดของฉัน | ||
ท่องเที่ยวไปกับคนรู้ใจ และกล้องตัวน้อย |
||
|
View All |
||
| << | มิถุนายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | |||||