พิมพ์หน้านี้
|
หลังจากกระแสความขัดแย้งอันสืบเนื่องมาจากการเสนอแก้ รธน.ของรัฐบาลที่มีพรรค พปช.เป็นแกนนำ มาระยะหนึ่ง วันนี้ประเด็นหลักของความเห็นที่แตกต่างน่าจะอยู่ที่เรื่อง กระบวนการ ในการแก้ รธน.ว่า ควรจะทำอย่างไร ควรจะตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ขึ้นมาเพื่อดำเนินการแก้ไข รธน.หรือไม่ ? ขณะนี้แม้ที่เป็นทางการ ทางฝ่ายรัฐบาลจะประกาศออกมาว่า ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตั้ง สสร.ขึ้นมา แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีเสียงเห็นด้วยที่จะให้มีการตั้ง สสร. เล็ดลอดออกมาจากฝ่ายดังกล่าวด้วย เช่น กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรค หรือแม้กระทั่ง จาตุรนต์ ฉายแสง 1 ใน 111 อดีต กก.บห.ทรท. ที่วันนี้แม้ไม่ได้สังกัด พปช.แต่ก็เป็นที่รู้กันดีว่า คือ คนกันเอง ของรัฐบาล ก็ยังเห็นด้วยกับแนวทางนี้ อย่าลืมว่า ที่ผ่านมาฝ่ายรัฐบาลได้พลิกมติมาแล้วหลายตลบในเรื่องการแก้ไข รธน. ตั้งแต่เบื้องต้นที่ว่าจะแก้ไขประเด็นหลักแค่ 2 เรื่องคือ มาตรา 237 เกี่ยวกับเรื่องยุบพรรค และมาตรา 309 เกี่ยวกับการรับรองการกระทำขององค์กรต่างๆที่เกิดจาก คมช.ว่าชอบธรรม ที่ถูกมองเพื่อหาทางช่วยคดีอดีตนายกฯทักษิณ แต่พอเจอข้อกล่าวหาว่าทำเพื่อตัวเอง รัฐบาลก็เปลี่ยนแผนเสนอแก้หลายประเด็น และล่าสุดเสนอแก้ รธน.ทั้งฉบับ โดยจะยึด รธน. ปี 40 เป็นหลัก ถามว่าทำไม พปช. ต้องบอกว่าจะยึด รธน.40 เป็นหลัก คำตอบก็เพราะว่า รธน.ฉบับดังกล่าวเป็น รธน.ที่ประชาชนให้การยอมรับมากที่สุด จนถูกเรียกว่าเป็น รธน.ฉบับประชาชน การดึง รธน.40 มาเป็นตัวตั้งก็เพื่อช่วยลดกระแสต้านการแก้ไข รธน. สิ่งที่ทำให้ รธน.40 มีความเข้มแข็งที่สุด ไม่ใช่เพราะว่าเนื้อหาของ รธน.40 ดีที่สุด เนื่องจากยังมีเนื้อหาบางส่วนของ รธน. 40 ที่ยังด้อยกว่า รธน.ปี 50 เช่นเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่สิ่งที่ทำให้ รธน.40 เป็น รธน.ที่ดีที่สุดในสายตาประชาชน เพราะ รธน.ดังกล่าวได้ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา การเปิดช่องให้ทุกฝ่ายในสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไข รธน.ให้มากที่สุด คือหนทางที่ดีที่สุดที่จะช่วยบรรเทาความแตกแยกทางความคิดในสังคมไทยซึ่งถือว่าอยู่ในขั้นรุนแรงในขณะนี้ได้ ถึงแม้ว่ารัฐบาลนี้จะมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ไม่ใช่รัฐบาลเผด็จการ แต่หากรัฐบาลอ้างเสียงข้างมากของตัวเองเพื่อกระทำการใดๆตามอำเภอใจของตัวเองโดยไม่ฟังเสียงคนในสังคม มันก็คือ เผด็จการรัฐสภา ซึ่งถือว่าเป็นเผด็จการอีกรูปแบบหนึ่ง ทั้งนี้ เหตุผลสำคัญที่ทำให้ รัฐบาลไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข รธน.โดยตั้ง สสร.ขึ้นมา คือ ใช้เวลานาน หรืออย่างเร็วที่สุดก็เป็นปี กว่าจะเสร็จ ซึ่งจะช้ากว่ากระบวนการพิจารณาคดียุบพรรคของ พปช.และอีก 2 พรรคร่วมรัฐบาล คือ ชาติไทย และ มัชฌิมาธิปไตย อย่างไรก็ตาม ในเมื่อนายสมัคร สุนทรเวช นายกฯและหัวหน้าพรรค พปช. เป็นคนออกมาย้ำเองอยู่หลายครั้งว่า การแก้ รธน.นี้จะไม่มีผลต่อคดียุบพรรค และคดีต่างๆของอดีตนายกฯทักษิณ แต่เป็นการแก้เพื่อคนที่จะมาเล่นการเมืองในอนาคต เมื่อเป็นอย่างนั้นยิ่งไม่เห็นเหตุผลที่รัฐบาลจะปิดโอกาสการเข้ามามีส่วนร่วมของประชาชน โดยไม่ตั้ง สสร.ขึ้นมา ขณะเดียวกันสิ่งที่รัฐบาลควรจะใส่ใจและรีบเร่งมากกว่าการแก้ไข รธน. คือการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ที่กำลังรุมเร้าชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ที่สำคัญคือราคาสินค้าอุปริโภคที่สูงขึ้น หากรัฐบาลเกรงว่าจะถูกยุบพรรคจนทำให้ต้องยุบสภาไปเสียก่อน รัฐบาลก็ควรแก้เฉพาะมาตรา 237 และมาตราที่เกี่ยวข้องกับเรื่องยุบพรรคไปก่อน เพราะเอาเข้าจริงแล้วคนที่ไม่เห็นด้วยกับการลงโทษแบบเหมาเข่งนี้ก็มีไม่น้อย แต่มีข้อแม้ว่า จะต้องแก้ไขให้ลงโทษคนที่ทำผิดอย่างรุนแรงที่สุด เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาการทุจริตเลือกตั้งได้จริง เช่นต้องห้ามเล่นการเมืองอีกอย่างน้อย 10 ปี รวมทั้งห้ามส่งคนใกล้ชิด (ลูกเมีย พ่อ แม่ พี่น้อง) มาลงในพื้นที่เดิมของตน รวมถึงต้องลงโทษทางอาญาด้วย แต่หากจะแก้ รธน.ทั้งฉบับ จะต้องตั้ง สสร.ขึ้นมา เพราะ รธน.เป็นกติกาของสังคม จึงควรให้สังคมมีส่วนร่วมให้มากที่สุด ซึ่งจะส่งผลให้ รธน.ฉบับนั้นมีความศักดิ์สิทธิยิ่งขึ้นด้วย อีกเหตุผลที่รัฐบาลพยายามจะอ้างเพื่อไม่ตั้ง สสร. แต่จะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญแก้ไข รธน. มาดำเนินการ คือ ไม่ว่าจะตั้งใครมาเป็น สสร. ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็จะหาเรื่องโจมตีว่าตั้งคนของตัวเองมาเป็น ก็จะทะเลาะกันไม่เลิกอยู่ดี แต่ในความเป็นจริง การที่คนที่มีความคิดเห็นต่างกันได้มาแสดงความคิดเห็นในเวทีเดียวกัน ย่อมดีกว่า การปล่อยให้ต่างคนต่างพูด ต่างพูดต่างจัดเวทีของตัวเอง เพราะหากเป็นอย่างนั้น ความแตกแยกจะไม่มีวันจบลงได้ สำหรับที่มาของ สสร.นั้น เท่าที่มีการนำเสนอตอนนี้ โดยหลักๆ จะมีที่มา 2 ส่วน คือ การเลือกตั้งตัวแทนแต่ละจังหวัด และการคัดเลือกมาจากกลุ่มวิชาชีพต่างๆ ซึ่งอาจจะรวมถึงตัวแทนของพรรคการเมืองต่างๆ ด้วย รธน.40 แม้จะเป็น รธน.ที่ประชาชนยอมรับมากที่สุด แต่ก็ยังมีบางคนที่ควรได้รับการแก้ไข รวมทั้ง รธน. 50 แม้จะมีที่มาจากคณะปฏิวัติ แต่ก็ยังมีเนื้อหาบางเรื่องที่มีความก้าวหน้าเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ซึ่งหากค่อยๆ ดำเนินการอย่างรอบคอบและยึดประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับสังคมไทยในวันนี้ ++++++++++ |
| << | เมษายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | |||