พิมพ์หน้านี้
|
อยู่ใต้ฟ้ากลัวอะไรกับฝน... คำพูดประโยคนี้ช่างได้ใจจริง ๆ ฝนจะตก แดดจะออก คนจะคลอดลูกห้ามกันได้ไม่ได้ฉันใด ก็ห้ามท้องร้องไม่ได้ฉันนั้น นั่งทำงานแบบงง ๆ ว่า ทำไมวันนี้นาฬิกามันเดินเร็วจัง ปุบปับก็ 11.20 น. แล้วรู้ตัวอีกทีก็ 17.00 น. จากนั้นไม่นาน ก็มีการชักชวนกันเกิดขึ้นว่า "จะเข้าเมือง ไม่อยากไปคนเดียว ไปด้วยกันมะ" เท่านั้นแหละ คนใจง่ายอย่างเรา ก็ตอบตกลงในทันที ถึงจะปริ้นท์งานค้างไว้ ก็ช่างมัน ไว้ถ้าพรุ่งนี้ยังเป็นของเรา ยังไงก็ได้ปริ้นท์แน่ ๆ ออกจากออฟฟิศตอน 18.00 น. ฟ้าดินคงตกตะลึงว่า เหตุไฉนสองคนนี้ถึงออกมาได้ เลยแกล้งทำให้ฟ้ามืดตื๋อมาแต่ไกล บอกแล้ว "อยู่ใต้ฟ้ากลัวอะไรกับฝน" หลังจากนั่งรถไฟฟ้าเข้าเมือง เพื่อเดินตามหา "ร้านภูฟ้า" ที่ช่างแอบซ่อนตัวอยู่อย่างลึกลับที่สยามดิส เดินกันอย่างสะเปะสะปะกันสองคน ผ่านร้านอาหารที่เย้ายวนชวนให้เลี้ยวอยู่หลายร้าน เราทั้งสองก็ยังคงยืนหยัดมั่นคง มุ่งก้าวเดินต่อไป กระทั่งเจอร้านเป้าหมาย แต่ก็ไม่ได้อะไรติดมือกลับออกมาเลย สรุป ที่ตั้งใจจะทำ ก็ไม่ได้ทำ จะทำยังไงล่ะทีนี้ นาน ๆ สองสาวต่างจังหวัดจะหาญกล้ามาเหยียบแหล่งช็อปปิ้งกลางเมืองแบบนี้ หาไรกินดีก่า (นี่มักเป็นการสรุปที่ทุกคนพร้อมใจกันชูมือสนับสนุน) ปัญหาก็เริ่มเกิด... กินไรดีล่ะทีนี้ ร้านอาหารขึ้นชื่อมากมายอยู่ตรงหน้า เรากลับเลือกกันไม่ได้ ทันใดนั้น ความเป็นเจ้าถิ่นเก่าก็เริ่มสำแดงฤทธิ์ "ไหน ๆ ก็มาถึงนี่แล้ว ไปหาอะไรที่แถวบ้านเราไม่มีดีก่า (หุหุ ก็ช่างกล้าพูดไป ทำอย่างแถวสุขุมวิทสามหลักจะมีร้านหรูไฮโซไฮซ้อพวกนี้)... และแล้ว เราก็สรุปได้ตรงกันที่จะไป "ตลาดสวนหลวง"... ว่าแต่ ไปยังไงล่ะ สมัยเมื่อยังละอ่อน เป็นนิสิตหน้าใสรั้วจุฬา ตอนทำกิจกรรมดึก ๆ คิดไรไม่ออก ก็ข้ามฝั่ง เดินตุปั๋ดตุเป๋ตัดอีกฟากของจุฬา ไปถึงสวนหลวงได้ไม่ยาก แต่ตอนนี้ ต้องมาตั้งต้นที่สยามดิสฯ เป็นไงเป็นกัน ก็เดินกันไป ถามคนข้างทางไป แล้วก็สับสนกันไป เดี๋ยวสี่แยก เดี๋ยวเลี้ยวซ้าย แล้วเลี้ยวขวา เดินไปเจอสี่แยกก็เลี้ยวอีก... โอย สารพัดสารเพ เข้าใจกันบ้างมั้ย ช้านโง่แผนที่ โชคดี คน(หน้าตา)ดี ผีคุ้ม ไม่นานก็มาถึงร้าน... เราไม่รอช้า เข้าไปนั่ง แล้วสั่ง "หมูเต๊ะมัน ๆ (สนุก ๆ) 20 ไม้" ทันทีที่อาม่าคนขายได้ยินคำสั่งจากลูกค้าหน้าตางง ๆ สองคน ก็เกิดการตะโกนต่อไปเหมือนเสียงสะท้อนไปมาเกือบสิบหน "เอาหมูมัน ๆ เอาที่ติดมันเยอะ ๆ" โอย จะประจานกันไปถึงไหนกัน อายนะเฟ้ย ... (ระหว่างนั่งรอหมูเต๊ะ ฝนซู่ใหญ่ก็ตกลงมา แต่ขอโทษ คงไล่ช้างอย่างฉันไม่ทันหรอก) ไม่กี่อึดใจ หมูเต๊ะหนุก ๆ 20 ไม้ก็โผล่หน้ามาเยือน หน้าตาอาจดูไม่จัดจ้านเท่าร้านหมูเต๊ะในตำนาน แต่รสชาติเกินบรรยาย มันมีรสชาติและกลิ่นเหมือนมีเครื่องเทศมากกว่า แต่ก็ไม่ได้แบบกินยาก เพราะเป็นร้านคนจีน รสชาติจึงดูนุ่ม ๆ อบอวล และแซบ (ยากจังบรรยายอาหารให้อร่อย) อาม่าคนขายก็ช่างชวนคุย แค่ถามนิดเดียว ก็ตอบซะยาว แต่ก็สร้างบรรยากาศเป็นกันเองได้ดี อาหารขึ้นชื่อของร้านอย่างอื่น (ตามคำโฆษณาของอาม่า) ก็มี ข้าวพระรามลงสรง ก๊วยเตี๋ยวคั่วไก และอื่น ๆ อีกหลายอย่าง แต่วันนี้ ตั้งใจมาหลายร้าน เลยต้องอำลามาแค่นี้ จำได้ว่า สมัยก่อน (เมื่อ 7 ปีที่แล้ว) มานี่ต้องไปกินเต้าทึง ก็เดินหาสักพัก ความจำก็กลับมา สุดท้าย ได้เต้าทึงสองถุงกลับบ้าน ผ่านมาหน่อย ก็เจอร้านขนม ที่คนมุงเยอะๆ ไม่รู้หรอกอะไร แต่ก็หิ้วกลับบ้านมา 4 ชิ้น (น่าจะอร่อยนะ เห็นคนขายเอาของมาเติมตลอดเวลา) ด้วยการเดินทางที่เหนื่อยล้า เราสองคนเลยตัดสินใจลาจากตลาดสวนหลวง แต่แล้วด้วยความหูตาไว ก็ไปเจอะเจอร้านน่ากินอีกแล้ว... ด้วยความไวปานกามนิตหนุ่ม เราสองคนก็ลอยเข้าไปในร้านแบบงง ๆ แล้วต่างคนก็ต่างสั่งเกาเหลาคนละจาน ยังไม่ทันได้ลิ้มชิมรสลูกชิ้น ตาก็เหลือบไปเห็นขวดน้ำปลาหน้าตาคุ้นตา จนอดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมร้านค้าแต่ละร้านที่นี่ถึงใช้น้ำปลายี่ห้อเดียวกันหมด ที่สำคัญข้างขวดยังแปะกระดาระบุสถานที่จัดจำหน่ายว่า "มีขายที่สยามพารากอน เอ็มโพเรียม และ... (อีกมากหมายหลายห้างไฮโซ)" ด้วยความสงสัย เลยเรียกเด็กในร้านมาถาม ก็ได้ความว่า มีใครไม่รู้ มาที่ร้าน แล้วเอาน้ำปลาขวดที่ว่ามาวาง โต๊ะละขวดสองขวด และคนนั้นก็เข้าทุกร้านในตลาด และด้วยความอยากรู้อยากเห็นอีกครั้งว่า ไอ้น้ำปลาไฮโซนี่มันรสชาติยังไง จะเค็มนักหนา หรืออร่อยเลิศรส ด้วยความลืมตัว เทน้ำปลามาช้อนนึง แล้วซดฮวบเข้าไป โอว พระเจ้าช่วยกล้วยทอด เค็มปี๋ เค็มแบบนรกจริงๆ วันนี้เลยได้ข้อสรุปกลับมาเป็นกำไรชีวิตว่า น้ำปลาจะถูกจะแพงก็เค็มได้เหมือนกัน |