วันศุกร์ ที่ 25 มกราคม 2551
สงครามนางฟ้า อีกหนึ่งกรณีศึกษาของละครไทย
Posted by
babeeboobe
,
ผู้อ่าน : 141
, 13:16:55 น.
พิมพ์หน้านี้
|
สงครามนางฟ้า อีกหนึ่งกรณีศึกษาของละครไทย ก่อนอื่นต้องขอบอกไว้ก่อนเลยว่า ไม่ได้เป็นบุคคลในวงการบันเทิง ไม่ได้เป็นนักเขียน หรือแม้แต่ นักวิจารณ์ ที่มากด้วยประสบการณ์อะไร ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับเหตุการณ์ในครั้งนี้ใดใดทั้งสิ้น ก็แค่อยากแสดงความเห็นส่วนตัวในฐานะประชาชนที่เป็นผู้ชมคนหนึ่งเท่านั้น
ความรู้สึกแรกที่รู้มาว่าฝั่งของผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับการบินออกมาเรียกร้องให้ทางผู้จัดทำละครรับผิดชอบ และยุติการออกอากาศเนื่องจาก เนื้อหาของละครรุนแรง และสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อวิชาชีพของเขา ดีใจนะที่คนในสังคมตื่นตัว คนที่ทำละครจะได้รู้จักรับผิดชอบต่อสังคมบ้าง แต่แหม.......มันติดอยู่อย่างหนึ่งที่ขัดต่อความรู้สึกก่อนเข้าเรื่องขอระบายก่อนนะ ก็ไอ้ตรงที่บอกว่า อาชีพของเขาเป็นอาชีพที่มีเกียรติ ไม่ใช่แค่เสริฟอาหาร การตบตีกันทั้งที่อยู่ในเครื่องแบบไม่เหมาะสม ตบตีกันบ่อย สร้างละครแบบนี้ไปทำลายภาพลักษณ์ของแอโฮสเตส สจวด และกัปตัน ส่วนตัวเราว่าประเด็นมันไม่ได้อยู่ตรงที่ ทำให้ภาพลักษณ์อาชีพเขา ดูไม่ดี ทุกอาชีพก็มีเกียรติเหมือนกันทั้งนั้นแหละคุณ.... ไม่ว่าจะหมอ ตำรวจ ครู แม่ค้าในตลาด หรือจะรับจ้าง ฯลฯ ถ้าบอกอย่างนี้ คงมีละครอีกหลายเรื่องที่ต้องฟ้องกันน่าดู อีกหน่อยคนทำหนังทำละครก็กระดิกตัวไม่ได้ เพราะเดี๋ยวจะไปพาดพิงถึงอาชีพไหนอีก ก็ออกมาโวยวายกันอีก สังคมยุ่งเหยิงตาย ก่อนอื่น ต้องเข้าใจก่อนนะว่า ละครก็คือจินตนาการ แล้วไอ้เรื่องชู้สาวมันก็มีทุกอาชีพนั้นแหละ แม้แต่อาชีพที่คิดว่าประเสริฐที่สุด ก็แค่ปุถุชน รักโลภโลกีเป็นเรื่องธรรมดา เพียงแต่เรื่อง สงครามนางฟ้าถูกนำเสนอในวิชาชีพนี้เท่านั้น ส่วนเรื่องเสื้อผ้าที่ดูจะสั้นเกิน ก็ไม่ได้โป๊อะไรก็สวยดี ถ้าจะให้เหมือนเครื่องแบบเป๊ะๆเลย งั้นช่วยบอกหน่อยว่าจะให้เหมือนสายการบินไหนดี ก็ในเรื่องเขาก็ไม่ได้ระบุว่าเป็นสายการบินไหน มันเป็นสายการบินสมมุติ อยากให้ทุกคนใจกว้างกันหน่อย
สมมุตินะ ว่ามีบางฉาก ที่แอโฮสเตส ไปเก็บของว่างที่ผู้โดยสารทานบนเครื่อง บางคนก็แค่อาจดื่มเครื่องดื่มไม่ทานขนม แล้วแอโฮสเตส เอาขนมชิ้นที่ยังไม่ได้ทาน มาจัดให้แขกคนใหม่ ไอ้อย่างนี้สิที่มันจะมีผลต่อวิชาชีพคุณจริงๆ เพราะมันบิดเบือนความจริง คนดูอาจเชื่อว่า เรื่องจริงเขาก็ทำกันแบบนั้น ทั้งที่จริงๆมันไม่ใช่ อย่างนี้สิค่อยลุยให้เต็มที่ไปเลย ถ้าจะเรียกร้องอะไรก็แยกประเด็นส่วนตัวกับประเด็นสังคมออกจากกันจะดีที่สุด ประเด็นสำคัญที่ฝั่งผู้ผลิตละครต้องออกมารับผิดชอบ หาใช่เรื่อง ที่ไปทำให้ภาพลักษณ์อาชีพที่เกี่ยวข้องกับการบินเสียหาย ไม่ แต่สังคมน่าจะให้ความสำคัญกับ เรื่องภาพความรุนแรงที่เกิดขึ้นในละคร มากกว่า เมื่อคืนดูรายการตาสว่างสัมภาษณ์คุณบอย คุณบอยบอกว่ายืนยันได้ว่าละครเรื่องนี้ไม่ได้รุนแรงเกินกว่าระดับของละครที่มีฉายอยู่ในทีวีบ้านเรา เลย อยากบอกว่าใช่ ! เพราะละครไทยเกือบทุกเรื่องจะต้องมี ฉากที่สร้างความรุนแรง ไม่ว่าจะฉากตบกัน นางร้ายต้องกรี๊ดให้เสียงดังที่สุด ไม่สนแม้ในที่สาธารณะ พระเอกต้องสู้กับผู้ร้าย พระเอกต้องใช้กำลังข่มขืนนางเอก (ขอกันดีดีก็ให้..ทำไมต้องข่มขืน) แต่เราฟังคุณบอยพูดประโยคนี้แล้วเสียใจนะ... :( ก็ผู้ผลิตละครทั้งหลายคิดกันแบบนี้ ละครไทยเลยแทบจะกลายเป็นแพทเทินเดียวกันไปหมด ก็เข้าใจว่าละครเองก็ต้องแข่งขันกันในเรื่องเรทติ้ง สร้างละครมาเอาใจคนดู คนดูชอบ เรทติ้งดีก็โอเค และที่คุณบอยบอกว่าอยากให้ดูภาพรวมของละครที่มาที่ไปและจุดจบของตัวละครและเรื่อง ไม่อยากให้มาตัดสินกันที่บางฉาก เราเชื่อว่าละครทุกเรื่องมีแง่คิด ถ้าดูแล้วคิดนะ อย่างที่เขาพูดกันว่าดูละครแล้วย้อนดูตัว คนทำไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อคนดู แต่คนทำก็ต้องยอมรับว่า พื้นที่ที่คุณใช้มันคือพื้นที่สาธารณะ มีคนมากมายใช้ประโยชน์จากมัน ทั้งเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ คนแก่ ใช่ว่าทุกคนดูละครแล้วจะคิดได้เหมือนกัน เด็กจะคิดได้เท่ากับผู้ใหญ่ไหม แม้แต่ผู้ใหญ่ก็เหมือนกันบางคนดูแล้วคิดอะไรบ้างหรือเปล่า หรือแค่ดูเพราะสนุกเท่านั้น บางคนก็ดูแค่บางตอน จะมีกี่คนที่ดูตั้งแต่ต้นยันจบ ทุกฉากทุกตอน เข้าใจเนื้อหาที่มาที่ไปทุกอย่าง เด็กหรือคนที่มีวิจารณญาณน้อยๆ มาดู ตัวละครแก้ปัญหาด้วยการ ต่อสู้ ตบตี กัน ขนาดนางร้ายจบโทจากเมืองนอก ก็ยังทำเหมือนกัน ทุกวันๆมันก็ค่อยๆซึมซับสู่สังคม ไม่แปลกใจที่เห็นเด็กนักเรียนรวมกลุ่มตบตีกันในโรงเรียน (เด็กมันก็คงคิดว่ามันเป็นนางเอกตบกับนางร้ายอยู่) ส่วนพระเอกเอะอะทำอะไรไม่ได้ก็ข่มขืนนางเอกท่าเดียว พอได้กัน ต่างฝ่ายก็เริ่มใจอ่อน (รักกันก็ได้ว่ะ) สมมุติ เด็กผู้ชายคนหนึ่งชอบเด็กผู้หญิงคนหนึ่งแต่ผู้หญิงไม่เล่นด้วย ปล้ำซะเลย เดียวก็ใจอ่อนเหมือนในละคร แต่ชีวิตจริงไม่ใช่อย่างนั้น เด็กวัยรุ่นชายคนนั้นจะกลายเป็นอาชญากรทันที ละครบางเรื่อง ตบจูบ ตบจูบ....ดูกันเข้าไปทุกวัน กลายเป็นความเคยชินและความชอบธรรมของผู้ชาย ที่ผัวจะทำร้ายร่างกายเมีย ในละครตบไม่จริง เจ็บไม่จริง ยังไงสุดท้ายพระเอกนางเอกก็รักกัน แต่ถ้าเป็นเรื่องจริง ตบจริง เจ็บจริงนะ สุดท้ายเป็นคดีความ และความเจ็บปวดของครอบครัว เห็นไหมว่าละครมีผลต่อสังคมแค่ไหน ถ้าจะบอกว่าก็มี ฉ น13 น18 บอกเอาไว้แล้วไง เรื่องนั้นลืมมันไปได้เลยเพราะหน้าที่ของมันก็แค่การเตือนเท่านั้น แต่ถ้าละครไทยยังคงรูปแบบเดิมๆ สัญลักษณ์เหล่านั้นก็ไม่ได้ช่วยให้สังคมดีขึ้นหรอก ที่เขียนมาทั้งหมดไม่ได้หมายความว่าละครจะต้องทำออกมาให้ดูดีมีสาระเท่านั้น เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นมันคงกลายเป็นสารคดีมากกว่า ยังไงซะละครก็ยังคงต้องทำหน้าที่ให้ความบันเทิงกับคนดูต่อไป เพียงแต่อยากให้คนทุกภาคส่วนของสังคม คิดถึงผลประโยชน์ส่วนรวมมากกว่า ไม่ใช่นิดหน่อยก็รวมกลุ่มประท้วงกันท่าเดียว ใครที่ทำงานด้านกำกับดูแลวัฒนธรรมก็ต้องเป็นกลาง อย่าให้ตึงหรือหย่อนไป ส่วนคนที่ผลิตสำคัญที่สุดอย่าคิดถึง แต่เรทติ้งและรายได้เท่านั้น ช่วยรับผิดชอบสังคมด้วย อย่าเอาวิจารณญาณของตนเองเป็นบรรทัดฐานว่าคนอื่นจะคิดได้เหมือนที่ตัวเองคิด เพราะสังคมมีความแตกต่าง เป็นไปได้ไหมว่านางเอกกับนางร้ายสู้กันด้วยกึ๋น มากกว่าตบกัน เป็นไปได้ไหมว่า จะหาหนทางในการนำเสนอใหม่โดยคงความมีอรรถรสของละครไว้ได้ เป็นไปได้ไหมว่าในร้อยเปอร์เซ็น ของละคร ขอความรับผิดชอบต่อสังคมสัก 30-40เปอร์เซ็น แค่นี้ก็เป็นพระคุณต่อเยาวชนและสังคมในอนาคตไทยอย่างยิ่งแล้ว ละคร สงครามนางฟ้า หาใช่ละครที่เลวร้ายอะไรขนาดนั้น วันนี้ข้อพิพาทที่เกิดขึ้น เป็นเพียงอีกหนึ่งกรณีที่ทั้งคนทำละคร และสังคม ต้องร่วมกันศึกษา ปีนี้ พ.ศ. 2551แล้ว เวลาเปลี่ยน คนดูก็เปลี่ยน พัฒนาการของสังคมก็เปลี่ยน คนทำละครก็ต้องเปลี่ยนตามไปด้วย เราเชื่อว่า ผู้ผลิตละครทั้งหลายมีครีเอทีฟฝีมือดีอยู่ในมือ มันไม่ยากหรอกที่จะค่อยๆเปลี่ยนแปลง คนทำละครค่ายไหนไม่ทำเราทำ ใครไม่เริ่มเราเริ่มก่อน นี่อาจจะเป็นวิกฤตที่สามารถกลายเป็นโอกาสได้ ใครจะรู้...........? Babeeboobe 22/01/51
|