• ba_ii_tong
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : i_am_surgeon@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-07-04
  • จำนวนเรื่อง : 101
  • จำนวนผู้ชม : 23966
  • จำนวนผู้โหวต : 257
  • ส่ง msg :
fill my heart

fill my heart

View All
วันพุธ ที่ 16 มกราคม 2551
เรื่องดีๆ นำมาแบ่งปันค่ะ
Posted by ba_ii_tong , ผู้อ่าน : 173 , 10:34:09 น.  
พิมพ์หน้านี้


"อย่าหนีนะ .. ไอ้เด็กขี้ขโมย"  

เสียงผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่ง

ตะโกนลั่นพร้อมกับมีเด็กคนหนึ่ง

กับผู้หญิงอีกคนหนึ่งวิ่งผ่าน

ฉันกับแม่ที่กำลังซื้อเนื้อหมู

ในตลาดไปอย่างรวดเร็ว  

 

ทั้งแม่และฉันหันไปดู

ทันเห็นหน้าผู้หญิงคนนั้นเพียงแวบเดียว

แม่ถามฉันว่า

"อ้าว ++ นั่นป้าร้านขายของไม่ใช่เหรอ"

"ใช่จ๊ะแม่แกวิ่งไล่ใครกันนะ"  

 

ป้าคนนั้นชื่อว่า "ป้าหนอม" 

เป็นแม่ค้าขายของชำสารพัดอย่าง 

ในตัวตลาดในอำเภอที่ฉันอยู่

มีฐานะจัดว่าดีกว่าแม่ค้าคนอื่นๆ

ในละแวกเดียวกัน  

 

และเป็นที่รู้กันว่าแกเป็นคนขี้เหนียว

อย่างร้ายกาจแถมปากจัดที่สุด

ในตลาดอีกด้วย  ใครต่อราคาของ

มากเกินไป หรือถามราคาแล้วไม่ซื้อ

ป้าแกจะโวยวายชนิดต้องรีบเผ่น

ออกจากร้านแทบไม่ทันทีเดียว  

 

เสียงเอะอะดังมากขึ้น 

ฉันหันไปมองป้าหนอมจับข้อมือ

เด็กผู้ชายคนหนึ่งอายุประมาณ

12-13 ขวบไล่เลี่ยกับฉัน

ซึ่งกำลังดิ้นรนอยู่และป้าแก

กำลังจะลงไม้ลงมือ 

 

แม่จึงเดินเข้าไปถาม

"พี่หนอมมีอะไรเหรอคะ"

"ก็ไอ้เด็กเวรนี่นะสิมันมาทำทีขอซื้อ

ยาแก้ปวดกับยาธาตุพอฉันหยิบส่งให้

มันก็หนีมาเลยเงินก็ไม่จ่าย"

พูดจบป้าหนอมก็ตบหัวเด็กคนนั้น

อย่างแรงหนึ่งทีและคงจะมีตามมา

อีกหลายทีแน่ถ้าแม่ฉันไม่ห้ามไว้  

 

"ตายแล้วพี่หนอมอย่าถึงกับลงไม้ลงเมือ

กันเลยนะ .. แล้วนี่จะทำไงต่อ" 

แม่รีบตัดบทเพราะเห็นว่าเรื่องราว

ชักจะไปกันใหญ่  

 

"เรียกตำรวจมาเอามันไปเข้าคุกนะสิ

เสียนิสัย  พ่อแม่ไม่สั่งสอน 

ยังเด็กตัวแค่นี้ก็ริเป็นขโมยซะแล้ว

ต่อไปก็คงต้องปล้นเขากินละ"  

 

ฉันสะกิดแม่ทันทีพร้อมกับมอง

พลางส่ายหัวน้อยๆ ทำนองว่า

อย่าไปยุ่งดีกว่า 

แม่มองฉันแล้วมองเด็กคนนั้น

ซึ่งท่าทางเหมือนกำลังร้องไห้  

 

แม่นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วหันไปพูด

กับป้าหนอมว่า 

"อย่าให้ถึงยังงั้นเลยนะพี่หนอม

เด็กมันคงแค่อยากซื้อยา

แต่ไม่มีเงินหน่ะ เอาเป็นว่าฉันจ่ายให้

ละกันนะ .. กี่บาทกันหล่ะ" 

 

ในที่สุดเรื่องก็จบลงโดยการที่แม่

ยอมจ่ายเงินค่ายาแก้ปวดกับยาธาตุ 

แล้วแม่ก็จูงเด็กคนนั้นออกมาจากตลาด  

แต่ป้าหนอมไม่วายเตือนแม่

"ใจดีกับเด็กขี้ขโมยแบบนี้

ระวังจะเสียใจทีหลังนะเธอ"

 

แม่ไม่ได้ตอบอะไร

แต่พอเดินห่างจากร้านพอสมควร

แล้วก็ถามว่า  

"ทำไมหนูขโมยของป้าเขาหล่ะ" 

เด็กคนนั้นเงยหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตา

ขึ้นมองแม่แล้วตอบสะอึกสะอื้นว่า

"แม่ผมปวดท้องมากเลยครับ

แล้วแม่ก็ไม่มีเงินไปหาหมอ

ผมก็เลยต้อง ..." 

 

แม่มองหน้าเด็กคนนั้นอยู่ครู่หนึ่ง

แล้วยื่นผลไม้ที่ซื้อมาให้เด็กคนนั้น

ถุงหนึ่งแล้วบอกว่า

"ทีหลังอย่าขโมยของใครนะ

ถ้าไม่มีเงินมาขอเงินน้าไปซื้อก็ได้นะ  

น้าชื่อสมพรเปิดร้านเย็บผ้าอยู่ใกล้ๆ

นี่เอง  ถามคนแถวนี้ก็ได้ 

รู้จักน้าแทบทุกคนแหละ

เอ้า ... เอาส้มไปฝากคุณแม่ซิ

คนป่วยน่ะต้องกินผลไม้ให้มากๆ

จะได้หายไวๆ รู้ไหม"

แม่เสริมพร้อมกับยิ้ม

เด็กคนนั้นอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง 

ก่อนที่จะรับส้มพร้อมกับพูดขอบคุณ

แล้วเดินจากไป  

 

หลังจากนั้นพอกลับมาถึงบ้าน

ฉันก็ถามแม่ทันที

"ทำไมแม่ถึงต้องช่วยเด็กคนนั้นด้วยหล่ะ

รู้จักกันเหรอจ๊ะ"

 

แม่ยิ้มแล้วตอบฉันว่า  

"ไม่รู้จักหรอก .. แต่แม่เคยเห็น

เด็กคนนั้นรับจ้างหาบขนมขาย

อยู่แถวบ้านเราหน่ะลูก 

แต่แกคงจำแม่ไม่ได้หรอก

แม่ซื้อขนมแกอยู่ไม่กี่ครั้งเอง"  

 

"แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะต้อง

ช่วยเหลือเขาถ้าเขาเป็นขโมยนี่แม่"

ฉันถามต่อ  

 

แม่มองหน้าฉันแล้วพูดว่า

" แม่เชื่อว่าเด็กที่เคยหาเงินด้วยตัวเอง

มาก่อนตั้งแต่อายุเท่าๆ กับลูก 

จะต้องเป็นเด็กดีที่มีความรับผิดชอบ  

รู้คุณค่าของเงินทุกบาททุกสตางค์

ว่ากว่าจะได้มามันเหนื่อยยากขนาดไหน 

และคนที่มีความรับผิดชอบหน่ะนะลูก

จะไม่มีทางขโมยของใคร .. นอกจาก

จะจำเป็นจริงๆ เมื่อเขาไม่มีทางอื่น

ให้เลือกแล้วเท่านั้น" 

 

ฉันฟังแล้วก็ถามแม่ต่อว่า

"แล้วต่อไปถ้าเขามาขอเงินแม่

ไปซื้อยาอีกแม่จะให้เขารึเปล่า"  

 

" ให้สิลูกถ้ามันไม่มากไม่มายอะไร"

 

" แล้วแม่ไม่เสียดายเงินเหรอ

บ้านเราก็ไม่ได้ร่ำรวยอย่าง

บ้านป้าหนอมเขานะแม่"  

 

" ถึงแม่จะไม่มีเงินทองมากนัก

แต่การได้ช่วยเหลือคนที่กำลังลำบาก

นั่นมันทำให้แม่มีความสุข

แล้วยังได้บุญอีกด้วยนะ

แค่นี้แม่ก็พอใจแล้ว  
ไม่อยากได้อะไรตอบแทนหรอก"  

 

แล้วแม่ก็พูดต่ออีกว่า

"จำไว้นะลูก .. คนเราหน่ะ

ต้องรู้จักให้อภัยและให้โอกาส

คนอื่นแก้ตัวเสมอ อย่างเด็กคนนั้น

แม่มั่นใจว่าแกทำไปเพราะรักคุณแม่

ของแกจริงๆ แม่ถึงช่วยแกเอาไว้"

 

แล้วแม่ก็พูดต่อว่า

"ลูกอาจจะบอกว่าขโมยเป็นสิ่งที่ผิด

ใช่ ... แม่ไม่เถียง  

แต่บางครั้งคนเราก็ต้องมองด้านอื่นๆ บ้าง

อย่าคิดแต่เรื่องทรัพย์สินเงินทอง 

ตอนนี้ลูกอาจจะยังฟังไม่เข้าใจ

แต่แม่เชื่อว่าสักวันลูกจะเข้าใจเองแหละ"  

 

หลังจากนั้นฉันกับแม่ก็หันไปคุยเรื่องอื่นๆ กันต่อ 

ฉันเองก็ไม่เคยคิดเรื่องนี้อีกเลย  

จนเหตุการณ์หนึ่งเปิดขึ้น

ทำให้ฉันต้องย้อนกลับมาคิดถึงเรื่องนี้

อีกครั้งทั้งน้ำตาว่าคำพูดของแม่ในครั้งนี้

ถูกต้องที่สุดจริงๆ 

 

หลังจากฉันเรียนจบระดับปริญญาตรี

จากสถาบันราชภัฏแห่งหนึ่งในตัวจังหวัดแล้ว  

ฉันก็ได้งานทำในโรงงานแห่งหนึ่ง

ในตัวจังหวัดนั่นเอง  เงินเดือนก็พอประมาณ 

สามารถเลี้ยงดูแม่ได้โดยไม่ขัดสนนัก  

 

ฉันก็เลยขอให้แม่หยุดรับจ้างเย็บผ้า

เพราะอยากให้แม่พักผ่อนบ้าง

หลังจากทำงานหนักมาเกือบ 20 ปี

เพื่อส่งฉันเรียน  

 

แม่ยอมปิดร้านแต่ก็ยังรับงานเล็กๆ น้อยๆ

ของเพื่อนบ้านมาทำบ้างโดยไม่คิดเงิน 

แม่บอกว่าถ้าไม่ได้ทำอะไรเลยจะรู้สึกเบื่อ  

ฉันก็เลยต้องยอมตามใจแม่ 

 

ฉันทำงานอยู่ประมาณ 2-3 ปี

แม่ก็เริ่มรู้สึกไม่สบาย  เริ่มจากปวดหัวบ่อยขึ้น 

ช่วงแรกๆ ไม่กี่วันก็หาย หลังจากนั้น

ก็เริ่มเป็นนานขึ้นเรื่อยๆ

 

ฉันบอกให้แม่ไปหาหมอแล้วฉันก็พาแม่

ไปหาหมอในเมือง  หมอบอกว่าไม่เป็นอะไรมาก  

แค่ทำงานหนักเกินไป  หมอให้ยามาชุดหนึ่ง

พร้อมกำชับให้พักผ่อนมากๆ จะได้หายเร็วๆ 

หลังจากกินยาตามที่หมอสั่ง  
อาการปวดหัวของแม่ก็หายไป  

 

ฉันเริ่มสบายใจขึ้น 

แต่หลังจากไปหาหมอมาได้ประมาณหนึ่งเดือน

แม่ก็เริ่มกลับมาปวดหัวอีก 

คราวนี้เป็นหนักมากกว่าครั้งที่แล้ว  

ยาที่เคยกินแล้วได้ผลมาก่อนก็ไม่ได้ผลเลย 

ฉันกังวลใจมาก  พอถามหมอหมอ

ก็บอกว่าต้องไปตรวจที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ

เพราะว่ามีเครื่องไม้เครื่องมือในการตรวจ

พร้อมกว่าโรงพยาบาลตามต่างจังหวัด  

 

หลังจากนั้นฉันรีบพาแม่ไปกรุงเทพฯทันที 

ไปยังโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง

หลังจากหมอตรวจแล้วก็บอกว่า

แม่มีเนื้องอกในสมองต้องผ่าตัดโดยด่วน  

หากปล่อยทิ้งไว้อาจไปทับเส้นประสาท

ทำให้เป็นอัมพาตได้ หรือถ้าผ่าตัดไม่ทัน

ก็อาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต  

 

ฉันตกใจมากขอให้หมอผ่าตัดให้ทันที 

แต่หมอบอกว่าโรงพยาบาลที่มี

หมอผ่าตัดสมองที่มีความพร้อม

ที่จะผ่าตัดเนื้องอกในสมอง

เป็นอีกโรงพยาบาลหนึ่ง

ซึ่งมีชื่อเสียงกว่ามาก 

ดังนั้นหมอจึงต้องส่งตัวคนไข้

ไปโรงพยาบาลนั้น .. ฉันตกลง  

 

หลังจากถูกส่งตัวมายังโรงพยาบาล

ดังกล่าวแล้ว แม่ก็ถูกนำเข้าห้องผ่าตัดทันที

ขณะที่ฉันรออย่างกังวลในอยู่ด้านนอก 

ทั้งเรื่องอาการป่วยของแม่  

และจากคำพูดของหมอที่ทิ้งท้ายไว้

ก่อนส่งตัวแม่มาที่โรงพยาบาลแห่งนี้ 

หมอบอกให้ทำใจไว้บ้าง

เพราะการผ่าตัดสมองเป็นการผ่าตัด

ที่เสียงมากโอกาสที่คนไข้จะเสียชีวิตมีมาก

แม้การผ่าตัดจะประสบความสำเร็จก็ตาม 

 

อีกเรื่องหนึ่งก็คือค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดสมอง

ค่อนข้างสูงเป็นหลักแสนบาท  

เมื่อรวมกับค่ายาระหว่างพักฟื้น

คิดแล้วน่าจะต้องใช้เงินราวๆ ห้าแสนบาท  

 

ฉันได้ยินแล้วแทบลมจับ

ฉันจะไปหาเงินห้าแสนบาทมาจากไหน 

ลำพังเงินเก็บของฉันกับแม่

ยังมีไม่ถึงห้าหมื่นบาทเลย  

 

แต่ยังไงฉันก็ต้องรักษาแม่ให้หาย

ส่วนเรื่องเงินไว้คิดทีหลัง 

หลังจากการผ่าตัดเสร็จสิ้นลง

เป็นโชคดีของแม่ที่การผ่าตัด

ประสบความสำเร็จและไม่มีอาการ

แทรกซ้อนใดๆ

ทางโรงพยาบาลบอกให้พักฟื้น

ประมาณหนึ่งเดือนก็สามารถ

ไปพักฟื้นต่อที่บ้านได้  

 

ทางโรงพยาบาลแจ้งรายการค่าใช้จ่าย

ทั้งหมดมาให้ฉัน .. ปรากฏว่าเป็นเงิน

จำนวนไม่ถึง  หนึ่งพันบาท 

ซึ่งเป็นค่าติดต่อประสานงานเท่านั้น  

 

ฉันแปลกใจมากจึงสอบถามกับนางพยาบาล 

นางพยาบาลบอกว่าคุณหมอที่เป็นคนผ่าตัด

และเป็นเจ้าของไข้บอกไม่ให้คิดเงิน

จากฉันและแม่โดยที่ทางโรงพยาบาล

ก็ไม่ทราบสาเหตุ 

 

ฉันจึงขอพบคุณหมอคนนั้นเพื่อขอบคุณ

นางพยาบาลบอกว่าหลังจากผ่าตัดเสร็จ

คุณหมอก็ถูกส่งตัวไปต่างประเทศทันที

เพื่อศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการผ่าตัดสมอง

ที่อเมริกา  

 

แต่คุณหมอได้ฝากจดหมายไว้ให้ฉันกับแม่ 

โดยกำชัดกับทางโรงพยาบาลฝากให้ฉัน

พร้อมกับใบเสร็จค่าใช้จ่ายอื่นๆ

ของทางโรงพยาบาลในวันที่

แม่สามารถออกจากโรงพยาบาลได้  

 

เมื่อกลับถึงบ้านฉันกับแม่

ก็เปิดอ่านจดหมายของคุณหมอคนนั้น 

เมื่ออ่านจบทั้งฉันและแม่ก็ร้องให้

ออกมาพร้อมกัน  

 

เนื้อความในจดหมายมีดังนี้

"ข้าพเจ้านายแพทย์เดชา  ทองวิจิตร

แพทย์ผู้ผ่าตัดนางสมพร  ภู่จันทร์ 

ขอสรุปค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดทั้งหมด

ดังนี้ ... ค่าผ่าตัด 0 บาท

ค่ายาทั้งหมด 0 บาท

ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เหลือ 0 บาท

รวมเป็นเงินทั้งหมด 0 บาท"  

 

ป.ล. ค่าใช้จ่ายทั้งหมดนั้น

ข้าพเจ้าได้รับแล้วเมื่อยี่สิบปีก่อน

ด้วยยาแก้ปวด  ยาธาตุ  และส้มหนึ่งถุง 

ขอให้สุขภาพแข็งแรงไปอีกนานๆ

นะครับคุณน้า .. นายแพทย์เดชา ทองวิจิตร !!