พิมพ์หน้านี้
|
เคยอยากอ่านนานาทัศนะเรื่อง Medical Hub มานาน... นโยบายที่รัฐบาลชุดนี้กำลังสืบต่อเจตนารมย์จนเป็นรูปเป็นร่างอยู่ในปัจจุบัน การอ่านบทความต่างๆ เกี่ยวกับความพยายามผลักดันให้ประเทศไทยเป็น Medical Hub of Asia หรือการอ่านคำให้สัมภาษณ์ของอาจารย์หมอบางคนมันไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกร่วมไปกับผลได้หรือผลเสียที่จะเกิดจากนโยบายนี้เท่าวันที่ฉันได้เห็นด้วยตาตนเอง มองดูผิวเผินแล้ว นโยบาย Medical Hub of Asia น่าจะเป็นนโยบายที่สวยหรู สามารถทำเงินให้ประเทศได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ แต่ลึกลงไปผลกระทบที่เกิดขึ้นแน่นอนคือจำนวนแพทย์ที่ไม่สามารถรองรับกับจำนวนประชากรที่เป็นอยู่ในปัจจุบันและอนาคต หากดูตามข้อมูลสถิติของสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข แม้ว่าขณะนี้มีนโยบายผลิตแพทย์เพิ่ม จากประมาณปีละ 1,000 คน เป็นปีละ 2,000 คน แต่อีก 10 ปีข้างหน้า (ประมาณปี พ.ศ.2561) ประเทศไทยยังคงมีจำนวนแพทย์ต่อจำนวนประชากรต่ำกว่ามาตรฐานที่ควรจะเป็นและต่ำกว่าประเทศอื่นที่ข้างเคียง ยังไม่นับรวมพยาบาลและบุรุษพยาบาล ซึ่งถือเป็นส่วนให้บริการที่สำคัญ ว่าจะเพียงพอหรือไม่กับปรากฎการณ์ Medical Hub ที่เกิดขึ้นผลกระทบหลักๆ คือ การขาดแคลนบุคคลากรทางการแพทย์ของภาครัฐ จากการแย่งกันของภาคเอกชนที่ต้องการซื้อตัวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับโรงพยาบาลในการเป็นศูนย์รักษาเฉพาะด้าน และลุกลามไปจนถึงการว่าจ้างแพทย์ (หรือซื้อตัว) ระดับอาจารย์แพทย์เพื่อให้ไปประจำตามโรงพยาบาลเหล่านั้น คำถามที่ตามมาคือ แล้วผู้ป่วยภาครัฐล่ะใครจะดูแล? การว่าจ้างหรือเรียกให้ถูกว่าการซื้อตัวแพทย์หนึ่งคน ต้องลงทุนเท่าไหร่? การเรียกค่ารักษาพยาบาลแพงๆ ย่อมเป็นตรรกะที่ถูกต้องที่สุด แต่เป็นความถูกต้องบนหลังคนไทยที่ไม่มีทางเลือกสิบกว่าล้านคน เพื่อนสนิทที่สุดของฉันคลอดลูกด้วย pakage สุดประหยัดที่ทางโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งเสนอให้ 29,000 บาท 2 คืน 2 วัน ห้องพักมีทุกอย่างครบถ้วน มีบริการที่ดีน่าประทับใจเหมือนมาพักตากอากาศมากกว่าพักรักษาตัว ในขณะที่น้องที่ทำงานคลอดลูกในโรงพยาบาลรัฐที่ไม่ต้องจัด pakage ให้ยังงัยก็ถูกกว่า ราคาถูกพอกับบริการที่ได้รับก็ถูกสมราคา นอนได้คืนเดียวก็ต้องหอบทั้งลูกหอบทั้งสังขารกลับไปพักฟื้นต่อที่บ้าน เนื่องจากห้องพักเต็ม (ทั้งที่เป็นห้องรวม) อาการดีขึ้นกว่าก่อนหน้านี้ก็ต้องรีบกลับ นี่คือสิ่งที่คนไทยไม่มีทางเลือก 1 คนได้รับ
ฉันเคยถามเพื่อนที่เป็นพยาบาล ถึงความแล้งน้ำใจในการให้บริการของคนที่จัดอยู่ในประเภทมี (คน) เกียรติ(เกลียด)ใน (คา) เครื่องแบบ "แต่ละวันคนไข้เยอะมาก" "เหนื่อย" "ไปอยู่เอกชนดีกว่า" เป็นคำตอบที่ต้องเลือกเอาเองว่า คำตอบไหนเป็นคำตอบสุดท้าย ที่ไม่ต้องเลือกเห็นจะเป็นคำตอบบนใบหน้าที่แสดงออกมาว่าเหนื่อยเต็มทน ถ้าเลือกได้มันก็คงอยากไปอยู่โรงพยาบาลเอกชนที่ไหนซักแห่งจริงๆอย่างที่ว่า วันหนึ่ง ขณะที่ฉันพาแม่ไปหาหมอเพื่อเช็คดวงตาข้างขวาที่แดงผิดปกติจนน่ากลัว เสียงเอะอะ โวยวายจากห้องตรวจก็ดังขึ้นจนกระทั่งหมอผู้ชายในห้องเปิดประตูห้องออกมาสิ่งที่เห็นคือ คนไข้ผู้หญิง อายุราว 60 ปี ถ้าฉันได้คุยกับเค้าคงเรียกเค้าว่ายาย กำลังนั่งฟังหมอว่าๆๆๆ เสียงดังด้วยอาการสงบ ข้างๆกันกับที่ยายนั่งอยู่ฉันเห็นผู้หญิงอีกคนยืนอยู่อาจจะเป็นลูกของยาย ฉันไม่แน่ใจ สิ่งที่แน่ใจและได้ยินหมือนกันทั้งหูฉันและหูแม่คือผู้หญิงที่ยืนอยู่ถามหมอว่าแล้วตาจะมองเห็นมั๊ย? "คุณพูดไม่รู้เรื่องเหรอ ให้กลับไปดูแลให้ดี จะเห็นหรือเปล่าก็ไม่รู้" เสียงดังจนคนไข้อื่นมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ผู้หญิงคนนั้นถามอะไรอีกฉันไม่ได้ยินเพราะน้ำเสียงเค้าเบาลง แต่เสียงที่กลับดังขึ้นคือเสียงหมอ "ไม่รู้ๆๆ กลับไปกินยา หยอดยาให้หมดแล้วกัน" ฉันเห็นหน้ายายไม่ถนัด แต่เห็นหน้าผู้หญิงคนนั้นชัดเจน หน้าเศร้ามาก จนฉันอยากลุกไปว่าหมอด้วยกิริยาที่เรียกว่าต่ำเท่าๆกับที่หมอกำลังทำ หันกลับไปมองหน้าแม่ แม่นั่งเฉย อีก 2 คิวแม่ต้องเข้าไปตรวจกับหมอคนนี้ "ไปหมออื่นดีกว่าแม่" "หมอนี้เก่งแล้ว น้าณีแนะนำมา" ฉันอึ้ง ใช่ จุดประสงค์ของการมาโรงพยาบาลของแม่คือต้องการหาหมอที่เก่งและชำนาญในโรคที่กำลังเป็น แม้ว่าแม่เลือกไปโรงพยาบาลเอกชนได้แต่แม่ก็ไม่ไป เหตุผลคือ "แพง จะไปเสียตังค์ทำไม ไหนๆลูกก็เบิกได้" แม่ตรวจเสร็จสิ้นผ่านไปด้วยดีผลตรวจจากหมอคนนั้นบอกว่าแม่เส้นเลือดฝอยในตาแตก ไม่เป็นไร หยอดยาสองวันก็หาย ไม่มีเสียงโวยวายเหมือนก่อนหน้านั้น ฉันไม่ได้เข้าไปเพราะแม่เห็นอาการหน้างอพอๆกับทัพพีตักข้าวเลยให้นั่งรอหน้าห้อง ไม่รู้ว่าแม่โดนอะไรบ้าง หมอพูดอะไร แต่ก็อุ่นใจเพราะหน้าแม่เป็นปกติดีรวมทั้งตรวจเสร็จสิ้นจนรู้ว่าเป็นอะไร พยาบาลพูดจาห้วนถึงห้วนมากตอนแม่ไปรับยา ฉันถึงได้เสือกหน้าเข้าไปทำหน้าตะบวยใส่ บอกตรงๆว่าแม่ตรวจเสร็จแล้วไม่มีอะไรจะห้ามปากฉันได้ถ้าจะพูดอะไรออกไปบ้าง ทำไมทั้งหมอและพยาบาลชอบดุคนไข้ โดยเฉพาะคนไข้ที่อายุมาก ทำเหมือนตัวเองจะสามารถคงความเป็นหนุ่มเป็นสาวไว้ได้จนตาย สมัยนี้จบหมอจบพยาบาลไม่มีวิชาว่าด้วยจรรยาบรรณในการรักษาและดูคนไข้แล้วหรืออย่างไร
ทั้งหมดย้อนกลับไปสู่เรื่อง Medical Hub....ไม่รู้คิดดีแล้วหรือ กับนโยบายสำหรับประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทย คนเจ็บป่วยที่เข้ารับการรักษาไม่เลือกเพศ อายุ เวลา หน้าตาและฐานะ ในขณะที่คนรักษาพยายามทำตัวเป็นผู้เลือกทั้งๆที่ไม่ควรเลือกด้วยจรรยาบรรณและศีลธรรมในอาชีพ หมอคนนั้นอาจจะเหนื่อย แต่แท้จริงแล้วเค้าน่าจะ(อาจจะ)เป็นคนดีที่ยอมสละเวลามาอยู่รักษาคนไข้นอกเวลาในโรงพยาบาลรัฐ ทั้งที่ช่วงเวลานี้น่าจะไปเปิดคลีนิกส่วนตัวหรือไปทำพิเศษในโรงพยาบาลเอกชนที่ไหนซักแห่ง จากชื่อเสียงที่เพื่อนแม่หลายคนการันตี หมอคนนี้เก่งและเชี่ยวชาญในการรักษาโรคเกี่ยวกับดวงตา นี่แค่ปัญหาแพทย์กับคนไข้ไม่ได้สัดส่วนกัน และยังจะมีปัญหาอื่นๆอีก เช่น จรรยาบรรณของแพทย์ที่ลดต่ำลง กลายเป็นแพทย์พาณิชย์ ปัญหาขาดแคลนอาจารย์แพทย์ที่เชี่ยวชาญในการสอนนักเรียนแพทย์ และยังเรื่องค่ารักษา พยาบาลที่แพงขึ้น ฯลฯ ไม่ใช่ว่า Medical Hub ไม่ดี ไม่ใช่ว่าฉันไม่เห็นด้วย แต่ในขณะที่ทุกอย่างเตรียมพร้อมรองรับคนไข้ต่างชาติและคนไทยที่มีกำลังทรัพย์ แล้วคนไทยอีกหลายสิบล้านคนมีนโยบายสาธารณสุขที่ดีรองรับแล้วหรือ? ไม่ใช่ 30 บาทจะรักษาได้ทุกโรค ไม่ใช่ประกันสังคมจะเป็นความหวังของชนชั้นกลาง แต่เป็นความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนต่างหาก ณ ตอนนี้ ประเทศไทยพร้อมแล้ว จริงหรือ??? ขอบคุณภาพประกอบจาก http://www.ramacme.org/articles/3-16-207-2201-0203-04/01.jpg และขอบคุณ OKNation ที่หาที่ไว้ให้คนกลัดกลุ้มได้ระบาย |
| เซี่ยงไฮ้-หังโจว | ||
ผจญภัยที่เซี่ยงไฮ้ |
||
|
View All |
||
| << | มีนาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||