พิมพ์หน้านี้
|
ความคืบหน้าเรื่องรถและเรือดับเพลิง จากรายการวิทยุ กล้าคิด..เพื่ออนาคตประเทศไทย (FM 98 MHz วันที่ 30 เม.ย. 51) เมื่อวานนี้ท่านผู้ว่าฯ อภิรักษ์ได้ขอให้คตส.เร่งให้ความเป็นธรรมเพราะว่าท่านจะต้องตัดสินใจลงสมัครเป็นผู้ว่าฯ ต่อ แต่ที่คนกรุงเทพฯไม่ควรจะลืมไปเร็ว คือ เรื่องของคดีทุจริต 6,000 ล้านบาทของรถและเรือดับเพลิง คตส.ได้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาตรวจสอบคดีนี้มาตั้งแต่ปีที่แล้วและมีผู้เข้าข่ายกระทำความผิดอยู่ 5 ท่าน แต่ใน 5 ท่านไม่มีผู้ว่าฯ คนปัจจุบัน แต่เมื่อคตส.สนใจอยากจะรู้ว่าผู้ว่าฯปัจุบันและปลัดกทม.ที่ลงนามนั้นต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วยหรือไม่ จึงได้เรียนเชิญคุณหญิงณฐนนท ทวีสิน อดีตปลัดกทม.มาให้การว่าผู้ว่าฯอภิรักษ์ได้ลงนามใน LC มาก่อนแล้ว คุณหญิงเพียงเซ็นให้ครบตามขั้นตอนทางธุรการเท่านั้น เพราะต้องมีปลัดกทม.ลงนามด้วยเท่านั้น ท่านก็ว่าท่านไม่ได้เป็นผู้ผลักดันให้มีการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิง ข้อเท็จจริงฝ่ายการเมืองเป็นผู้ผลักดันตลอด เอกสารหลายชิ้นที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อ ผู้ว่าฯกทม.ก็เป็นผู้ลงนามเอง คุณหญิงยืนยันว่าได้คัดค้านคุณอภิรักษ์หลายครั้งในข้อสัญญาที่ระบุไว้ว่าถ้าไม่เปิด LC สัญญาก็ไม่มีผลบังคับ แต่คุณอภิรักษ์ก็ไม่สนใจข้อคัดค้าน ตอนนี้คณะอนุกรรมการชุดใหม่กำลังพิจารณาและเรียกผู้ถูกกล่าวหาให้มาชี้แจง ซึ่งท่านนายกฯสมัครได้เตรียมพยานไว้ 20 คน กำลังทยอยไปให้การ ส่วนผู้ว่าฯอภิรักษ์มีนัดชี้แจงเมื่อวันที่ 28 เมษายน ท่านไปให้การและเตรียมพยาน ซึ่งเป็นขบวนการที่ยังต้องดำเนินการอยู่ แต่สิ่งที่ผมเห็นด้วยกับท่านผู้ว่าฯอภิรักษ์คือท่านอยากได้รับความเป็นธรรมเร็ว เพราะถ้าเสร็จเร็วกว่านี้ ความผิดที่ทำให้รัฐเสียหาย 1,958 ล้านบาท เป็นเงินที่จ่ายไปล่วงหน้า แต่ยังไม่ได้เซ็นรับสินค้า ซึ่งความผิดชัดเจนแล้วควรเร่งไต่สวนจะได้ยุติธรรมสำหรับผู้ว่าฯอภิรักษ์และคนอื่นที่ถูกกล่าวหาและที่สำคัญคือเป็นธรรมสำหรับเราชาวกทม.ด้วย เพราะว่าคนที่จะลงคะแนนจะได้ไม่มีข้อสงสัย สิ่งที่ผมยังกังขาอยู่คือบทลงโทษ ผู้ที่ถูกตัดสินว่าผิดจริง ถูกลงโทษจำคุก 1 10 ปี และปรับแค่ 2,000 ถึง 20,000 บาท การที่ทำเงินภาษีเราหายไป 1,958 ล้าน เสียค่าปรับแค่ 20,000 บาท ผมว่ามันน้อยไปหรือเปล่า ? ถ้าเป็นอย่างนี้ต้องรีบกลับไปเป็นส.ส.ไปแก้กฏหมายใหม่ ว่าควรจะพิจารณาไปตามความหนักหนาของโทษ อีกอย่างหนึ่งที่ผมเป็นห่วงก็คือว่ารถและเรือดับเพลิงยังใช้ได้อยู่รึเปล่า เพราะว่าล็อตแรกส่งมา 176 คัน ตั้งแต่ มกราคม 50 ตอนนี้จอดอยู่ที่โกดังของบริษัทสไตเออร์ ปีกว่าแล้ว รถที่จอดไว้นานๆมันพังนะครับ ล็อตที่ 2 ก็มาแล้วเหมือนกัน มีมูลค่า 3,700 ล้านบาท ส่งมาตอน กุมภาพันธ์ 51 เป็นรถและอุปกรณ์ที่เหลือรวมทั้งเรือด้วย จอดอยู่ท่าเรือแหลมฉบัง ถ้าต้องเอามาใช้จริงแล้วมันจะใช้ได้หรือเปล่า อีกประเด็นหนึ่งที่เป็นห่วงที่สุดก็คือ ถ้ามันผิดขึ้นมาจริงๆ แล้วเราจะไปเอาเงินคืนจากใคร ค่าปรับของผู้กระทำผิด 20,000 บาท สมมติผู้กระทำผิด 5 คนแรก ที่ทางคตส.รับไปแล้ว เพิ่มอีก 2 คือ ท่านผู้ว่าฯและท่านปลัดกทม. เมื่อรวมค่าปรับแล้วเงินที่ได้คืนมาก็คือ 140,000 บาท ผมคิดว่าตรงนี้คนกรุงเทพฯน่าจะผลักดันให้ ส.ส.ของ กทม.ไปเพิ่มบทลงโทษให้มากกว่านี้ โดยเฉพาะกฎหมายที่สามารถยึดทรัพย์นักการเมืองทุจริตคอรัปชั่น ผมว่าเท่ากับ หรือบวกเพิ่มไป หรือคูณสองเลยก็ยังดี เพราะว่างบประมาณ กทม. มันก็น้อยอยู่แล้ว เราต้องเฝ้าระวังติดตามข่าวสารและเรียกร้องสิทธิ์ของเรา เงินของเราหากินมาด้วยความยากลำบากทุกสตางค์ย่อมมีค่า เราต้องใช้ภาษีทุกบาททุกสตางค์ให้คุ้มค่า ผู้ที่นำไปใช้ในทางที่ผิด ทุจริต ขโมยเราไป เราต้องมีกฏหมายที่สามารถเอาคืนมาให้กับเราได้ครับ.
|