|
นี่ไม่ใช่การซ้ำเติมคนแพ้ แต่ต้องการชี้ให้เห็นว่าความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย วันหนึ่งมันย่อมเปิดเผยตัวตนให้สังคมรับรู้เสมอ และประชาชนจะเป็นผู้ตัดสิน แต่นักวิชาการ สื่อมวลชน คนที่รู้ข้อเท็จจริง ต้องกล้าที่จะก้าวออกมาเปิดเผยข้อเท็จจริง ถ้าคุณคิดว่าคุณเป็นคนที่รักชาติ รักความเป็นธรรม ต่อไปนี้คือบทความบางส่วนที่ผมเขียนขึ้นก่อนหน้าการรัฐประหารปี 2549 ซึ่งได้ทยอยพิมพ์ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เป็นการแสดงตัวตนบางส่วนของผมว่า ทนไม่ได้กับการที่ประชาชนถูกครอบงำ ถูกปิดบังข้อมูล ทั้งที่รู้ว่า การพูด การแสดงออก อาจนำมาซึ่งอันตรายต่อตนเองในรูปแบบต่างๆ อย่างที่สื่อมวลชนหลายๆรายโดนมา
ถามหาสำนึก นักวิชาการทาสบรรยง วิทยวีรศักดิ์ เมื่อพูดถึงคำว่าทาส คนส่วนใหญ่มักไม่ชอบ รู้สึกว่าไม่มีอิสรภาพ ต้องถูกเอารัดเอาเปรียบ แต่ท่านเชื่อหรือไม่ว่า ตอนประเทศไทยประกาศเลิกทาสในสมัยรัชกาลที่ 5 นั้น มีทาสจำนวนหนึ่งไม่ยอมไป กลับอ้อนวอนขออยู่กับนาย ขอยอมเป็นทาสไปตลอดชีวิต ทาสเหล่านี้ ให้เหตุผลว่า ถ้าออกจากเรือนนาย ก็ไม่รู้จะไปทำมาหากินอะไร อยู่กับนายอย่างน้อยก็มีอาหาร 3 มื้อ มีที่คุ้มหัวนอน ตนเองไม่มีความรู้การออกไปดิ้นรนจึงมีความเสี่ยงสูง
ทาสเหล่านี้ ขาดความเชื่อมั่นในความสามารถของตน ว่าจะสามารถสร้างเนื้อสร้างตัวเองได้ หวังแต่จะอาศัยบารมีของนายไปตลอดชีวิต ทาสเหล่านี้ อย่าว่าแต่ปล่อยแล้วไม่ไปเลย บางคนขับไล่เฆี่ยนตีก็ไม่ยอมไป ขออยู่กับนายจนวันตาย
เราต้องยอมรับว่า การที่ระบอบทักษิณมีอิทธิพลครอบงำระบบการเมืองได้อย่างกว้างขวางนั้น เป็นเพราะมีนักวิชาการและปัญญาชนส่วนหนึ่งให้การสนับสนุนรับใช้อยู่ บางส่วนเชื่อว่า คุณทักษิณ มีความตั้งใจดีที่จะช่วยเหลือคนยากจน ขณะที่บางส่วนหวังในลาภ ยศ สรรเสริญ เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า ใครทำความดี ความชอบให้คุณทักษิณ คุณทักษิณจะตอบแทนอย่างหนำใจ
บัดนี้ แม้เวลาจะล่วงเลยไปพอสมควร แม้ความจริงหลายเรื่องจะได้คลี่คลายออกมา เนื้อแท้ของระบอบทักษิณค่อยๆเผยโฉมหน้าที่แท้จริงให้เห็น นักวิชาการบางส่วนได้ละอายต่อบาป เริ่มทยอยถอนตัวไป
แต่เชื่อหรือไม่ว่า แม้เวลาจะล่วงเลยถึงปานนี้แล้ว ยังมีนักวิชาการ ปัญญาชนส่วนหนึ่ง กลับยังหูหนวก ตาบอด ก้มหน้าก้มตารับใช้ระบอบทักษิณต่อไป ดั่งทาสที่ปล่อยไม่ไป
นักวิชาการเหล่านี้ มักอ้างหลักการใหญ่ 3 ประการ เพื่อรับใช้ระบอบทักษิณ คือ หนึ่ง ต้องยึดมั่นในหลักการและกติกา สอง ระบอบทักษิณมุ่งประโยชน์ของคนยากจน และ สาม คุณทักษิณเป็นคนเก่งยากที่จะหาใครมาแทนที่ได้
แต่ถามว่า ความเชื่อเหล่านี้เป็นความจริงหรือไม่ หากเราได้พิจารณาประเด็นต่างๆอย่างรอบคอบแล้ว เราจะพบว่า
1. การยึดมั่นในหลักการและกฎกติกา
คุณทักษิณเป็นผู้นำที่ฉลาด เขารู้ว่าในโลกยุคใหม่ต้องทำตามกติกา ทำตามตัวบทกฎหมายที่เขียนไว้ เขาจึงใช้ความแยบยลในการเล่นแร่แปรธาตุให้การกระทำของตนเป็นสิ่งถูกกฎหมาย หรืออย่างน้อยก็สามารถตีความให้คลุมเครือว่าถูกกฎหมาย รวมทั้งกว้านซื้อตัวนักกฎหมายมือดีที่สุดของประเทศ เพื่อเขียนกฎหมายหรือหาช่องโหว่ของกฎหมายให้เอื้อประโยชน์กับตนและพวกพ้อง ถึงแม้สิ่งเหล่านี้จะขัดกับหลักการหรือเจตนารมณ์ของกฎหมายดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง
ตัวอย่างกรณีที่ระบอบทักษิณบิดเบือนหลักการและกฎกติกา
1.1 การอ้างว่ามีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่เบื้องหลังกลับมีการแทรกแซงคณะกรรมการการเลือกตั้ง ( กกต. ) ถึงขนาดมีการว่าจ้างคนในให้ไปแก้ไขฐานข้อมูลรายชื่อสมาชิกพรรคการเมืองเพื่อเอื้อประโยชน์กับพรรคไทยรักไทย ทั้งที่ฐานข้อมูลของแต่ละองค์กรควรจะถือเป็นความลับชั้นสูงสุดที่ต้องไม่ให้ใครเข้าไปแก้ไขหรือบิดเบือนได้
1.2 การอ้างหลักการประชาธิปไตย แต่กลับใช้เงินและการต่อรองเรื่องคดีความ กว้านรวบรวมพรรคการเมือง หรือกลุ่มการเมืองต่างๆ เพื่อให้มีจำนวนสส.มากพอ ที่จะหลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบ เนื่องจากพรรคฝ่ายค้านจะมีเสียงไม่มากพอที่จะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ ขณะเดียวกันก็สามารถสร้างภาพว่ามีคะแนนนิยมมาก
ดุจเดียวกับ นักธุรกิจที่กว้านซื้อเทคโอเวอร์กิจการต่างๆเพื่อสร้างอำนาจเหนือตลาด ผูกขาดราคา แล้วสร้างภาพว่ามียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างถล่มทลาย ซึ่งล้วนแต่ใช้มนต์คาถาของเงินตราทั้งสิ้น
1.3 การอ้างคะแนนเสียงเลือกตั้ง แต่กลับพบว่ามีการใช้เงินงบประมาณจำนวนมาก แจกจ่ายใน
รูปของประชานิยม อีกทั้งยังทุ่มเงินส่วนตัวจำนวนมหาศาล จ่ายให้สส.ในพรรคคนละนับแสนบาททุกเดือน เพื่อไปทำกิจกรรมทางการเมือง ซึ่งโดยนัยก็คือการแจกเงินหัวคะแนน ถามว่าชาวบ้านที่ไหนไม่ชอบการแจกเงิน ไม่ว่าคนแจกจะเป็นเจ้าพ่อ , มาเฟีย หรือผู้มีอิทธิพล 1.4 การอ้างประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณ แต่กลับเลี่ยงไปใช้เงินนอกงบประมาณจำนวนมาก เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบโดยสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และไม่ต้องถูกนับเป็นภาระหนี้ของรัฐบาล ไม่ว่า เงินกำไรจากหวยรัฐบาล เงินสินเชื่อโครงการต่างๆของรัฐ จากธนาคารกรุงไทย , ธนาคารอาคารสงเคราะห์ , ธนาคารออมสิน หรือ เงินประกันสังคม
1.5 การอ้างหลักธรรมมาภิบาล แต่ครอบครัวคุณทักษิณ กลับหลบเลี่ยงภาษีในการโอนหุ้น ทั้งที่กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนว่า กรรมการหรือผู้ถือหุ้นใดได้รับประโยชน์ไม่ว่าในรูปสินทรัพย์หรือเงินทองจากบริษัทของตน ต้องเสียภาษีจากผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น
1.6 การอ้างหลักต่อต้านความรุนแรง แต่ตนกลับใช้กลุ่มอันธพาลทางการเมือง คล้ายกลุ่มกระทิงแดงในอดีต เข้าทำร้ายผู้ชุมนุม หรือ มีการเกณฑ์มวลชนจากภาคเหนือมาประชันหน้ากับกลุ่มคนที่ชุมนุมต่อต้านระบอบทักษิณ
เป็นเรื่องถูกต้องว่า สังคมต้องมีกติกา แต่กติกาแบบศรีธนญชัย หรือ กติกาแบบซ่อนเงื่อน ต้องให้ศาลหรือ หน่วยงานที่เป็นกลางมาตัดสินว่า กติกาแบบนี้ใช้ได้หรือไม่
2 . ระบอบทักษิณมุ่งประโยชน์ของคนยากจน
แรกเริ่ม ดูเหมือนคุณทักษิณจะมุ่งประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ พอได้รับความนิยม เกิดลุ่มหลงในอำนาจ มีการวางกำลังพลคนใกล้ชิดทุกทบวงกรม ดึงนักการเมืองเสือ สิงห์ กระทิง แรด เข้าร่วมสร้างอำนาจเบ็ดเสร็จ มีการแบ่งปันผลประโยชน์ จนระบบหยั่งรากลึกกลายเป็นระบอบทักษิณ นำไปสู่การแสวงหาผลประโยชน์ทับซ้อนเป็นที่ครหากันอย่างอื้ออึง
นโยบายประชานิยมต่างๆที่ออกมาในระยะหลัง จึงเป็นดังเพียงลูกกวาดที่แจกจ่ายเพื่อหาคะแนนเสียงค้ำจุนอำนาจของตน แต่เบื้องหลังกลับพบการแสวงหาผลประโยชน์ที่แยบยลมากมาย
กลุ่มก๊วนในระบอบทักษิณมีผลประโยชน์ทับซ้อนอะไรบ้าง
2.1 สนามบินสุวรรณภูมิ ลำพังการสร้างสนามบินใหม่ก็มีเสียงครหาเรื่องทุจริตคอรัปชั่นมากมายอยู่แล้ว แต่ก็ยังย่ามใจ ขนาดจะปั่นราคาที่ดิน ด้วยการยกระดับให้เป็น มหานคร ทั้งที่สนามบินทั่วโลกพยายามสร้างออกไปนอกเมือง เพื่อลดมลพิษเรื่องเสียง และเป็นมาตรการความปลอดภัย ถามว่า ถ้าการสร้าง มหานคร รอบสนามบินเป็นสิ่งดีจริง ประเทศสิงคโปร์ หรือฮ่องกง จะไม่มีปัญญาสร้างก่อนเราไปนานแล้วหรือ
2.2 การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะแปรรูปรัฐวิสาหกิจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ แต่เบื้องหลังกลับมีการแสวงหาประโยชน์ โดยวิธีเก็บกักข้อมูลภายในไว้ แล้วใช้นอมินีกว้านซื้อหุ้น ก่อนจะปล่อยข่าวดี เช่น สิทธิประโยชน์ทางภาษี หรือ นโยบายที่จะเอื้อประโยชน์กับหุ้นบริษัทนั้นๆ พร้อมกับใช้กองทุนที่รัฐถือหุ้นใหญ่ไล่ราคา
2.3 การเจรจา FTA ถ้าเป็นการเจรจาเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนในชาติโดยรวม ย่อมมีคนสนับสนุน แต่กลับมีพฤติกรรมรีบร้อนเจรจาเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุนในรัฐบาล เช่น ให้บริษัทยักษ์ใหญ่ส่งออกไก่ กุ้ง , ให้บริษัทชิ้นส่วนยานยนต์ส่งออกเพิ่ม เพื่อ แลกกับการเปิดสินค้าเกษตร การลงทุน การบริการ และสิทธิบัตรต่างๆ หรือ ให้ดาวเทียมและกิจการโทรคมนาคมของไทยไปรุกตลาดต่างประเทศโดยยอมแลกกับความเสียหายส่วนอื่นๆของประเทศ
2.4 การลดค่าสัมปทานและปรับผังไอทีวี ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ผู้รับสัมปทานเดิมประสบปัญหาค่าเงินจากวิกฤตเศรษฐกิจ ขอลดค่าสัมปทานแต่รัฐไม่ยอม ครั้นคนของรัฐบาลไปซื้อกิจการมา กลับได้รับการลดค่าสัมปทานโดยง่าย แถมยังยอมให้ปรับผังรายการให้มีบันเทิงมากขึ้น ซึ่งผิดเงื่อนไขเดิมที่ต้องการให้ไอทีวี เป็นสถานีข่าวสารเพื่อปวงชน
2.5 การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตบริษัทสื่อสาร เพื่อลดการจ่ายเงินค่าสัมปทานให้องค์การโทรศัพท์ ทำให้องค์การโทรศัพท์ง่อยเปลี้ย ไม่สามารถเป็นคู่แข่งของบริษัทสื่อสารเอกชนได้อีกต่อไป
2.6 การปล่อยกู้ให้พม่าในอัตราดอกเบี้ยต่ำ แต่มีข่าวว่าบริษัทของคนในรัฐบาลได้รับงานโครงการใหญ่จากเงินกู้ก้อนนี้
2.7 รุมทึ้งผลประโยชน์จากบริษัทบริหารสินทรัพย์ 4-5 ปีที่รัฐบาลเข้ามาบริหาร นายทุนใหญ่ที่หนุนระบอบทักษิณ ผู้ที่เคยบาดเจ็บจากพิษวิกฤตเศรษฐกิจกลับฟื้นคืนชีพ และกลับมาร่ำรวยมากขึ้นไปตามๆกัน โดยใช้วิธีขอปรับลดหนี้กับบริษัทบริหารสินทรัพย์ของรัฐครั้งละ 50-70% หรือใช้วิธีล๊อคสเปคประมูลสินทรัพย์ NPL ราคาต่ำติดดิน แล้วนำออกขายต่อได้กำไรกันครั้งละหลายร้อยล้าน ถึงขนาดพันล้านบาทก็มี
ถามว่า ถ้าคนทำงานเก่ง แต่มีข้อครหามากถึงขนาดนี้ ท่านยังคิดว่าเขาทำงานเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่อีกหรือครับ
3. คุณทักษิณเป็นคนเก่ง
ประเด็นนี้คงไม่มีใครเถียงว่าคุณฯทักษิณสามารถนำทรัพยากรที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับการบริหารงานของตน ขณะเดียวกันก็เข้าใจหลักการบริหารยุคใหม่ที่ต้องเน้นการสร้างภาพลักษณ์ เพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นในตัวท่าน
สิ่งที่แสดงให้เห็นว่าท่านให้ความสำคัญการโฆษณาประชาสัมพันธ์มาก คือ ท่านมีบริษัทโฆษณาเป็นของตนเอง มีการใช้วิธีการตลาดที่หลากหลายมาหาเสียงเลือกตั้ง พยายามจัดให้มี EVENT MARKETING อย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างภาพลักษณ์ และจัดให้มีรายการนายกฯพบประชาชนเพื่อสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชนอย่างสม่ำเสมอ
แต่เราต้องยอมรับว่าในความเก่งเหล่านี้ หลายอย่างก็ถูกสร้างภาพขึ้นเกินจริง เช่น
3.1 การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ ทุนสำรองที่เพิ่มขึ้นจำนวนมาก ล้วนเป็นเพราะการไหลบ่าของเงินลงทุนจากต่างประเทศ ที่มั่นใจว่าเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ได้ฟื้นได้แล้ว สังเกตจากประเทศในภูมิภาคนี้ฟื้นตัวในลักษณะใกล้เคียงกัน ไม่ว่ามาเลเซีย , สิงคโปร์ , ฟิลิปินส์ หรือ อินโดนีเซีย ( โดยวัดจากการเจริญเติบโตของ GDP และการฟื้นตัวของตลาดหุ้น ) แสดงว่าผู้นำทุกประเทศเก่งหมดและเก่งใกล้เคียงกัน
3.2 ราคายางพารา มีการอวดอ้างว่าคุณทักษิณสามารถผลักดันราคาจนสูงถึงกก.ละกว่า 100 บาท แต่ความจริง ปัจจัยหลักน่าจะมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และประเทศเกิดใหม่อย่างจีนและอินเดีย ที่มีการใช้วัตถุดิบเพื่อการผลิตจำนวนมาก ทำให้สินค้าโภคภัณฑ์ราคาพุ่งอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นยางพารา น้ำมัน ทองแดง ทองคำ หรือแม้แต่น้ำตาลทราย ต่างมีราคาพุ่งขึ้น 100-200% จาก 2-3 ปีก่อน และสินค้าเหล่านี้ ก็ไม่ได้ผลิตขึ้นในประเทศไทยแห่งเดียว แสดงว่าผู้นำมาเลเซีย ผู้นำอินโดนีเซีย ต่างก็มีฝีมือในการผลักดันราคายางจนพุ่งสูงสุด
ถ้าจะพิสูจน์ฝีมือจริง ต้องวัดด้วยราคาสินค้าที่เราผูกขาดผลิตแต่ผู้เดียว เช่น ลำไย เงาะ ทุเรียน มังคุด แล้วเราสามารถกำหนดราคาเองในตลาดได้ อย่างนี้ถึงจะเรียกว่าเป็นฝีมือ และโดยข้อเท็จจริงถ้าคุณทักษิณเลือกกำหนดได้ ท่านคงจะเลือกผลักดันราคาลำใยเพื่อช่วยเกษตรกรชาวเหนือ มากกว่าราคายางพาราเพื่อช่วยคนใต้ที่ไม่นิยมในตัวท่าน
ที่เขียนมา ไม่ได้ตำหนิว่าท่านไม่มีฝีมือ หรือไม่ได้ช่วย ท่านก็พยายามผลักดันราคายางในระยะแรก แต่พอเศรษฐกิจโลกฟื้น ประเทศจีนเร่งกักตุนสินค้าจนราคายางพุ่งทำลายสถิติ คนรอบข้างของท่านก็ไปผสมโรง สร้างภาพ จากสิบพูดเป็นร้อย จากร้อยพูดเป็นพัน โฆษณาชวนเชื่อ จึงเป็นยุทธวิธีที่สำคัญมากของคนในระบอบทักษิณ
หากเราเชื่อว่ากรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี และคนดีที่พวกเราต้องการ ต้องพร้อมทั้งความสามารถและความซื่อสัตย์สุจริต ใครกล้าพูดว่าใน 62 ล้านคนของไทยนี้ไม่มีคนดีเลย การคัดเลือกทางธรรมชาติและสังคมที่วิวัฒน์ไปข้างหน้า จะสรรหาคนดีมาให้เอง ขณะที่ระบบก็จะพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับและตรวจสอบในเวลาเดียวกัน การคิดว่าสิ่งที่มีอยู่ ดีที่สุดแล้ว เท่ากับการยอมรับที่จะหยุดพัฒนา
ถ้าพูดกันตามความจริง คุณทักษิณก็สร้างผลงานไว้มาก ไม่ว่าจะเป็นโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค , โครงการ OTOP หรือ การปราบยาเสพติค ผู้มีอิทธิพล แต่เมื่อท่านไปร่วมกับนักการเมืองเลวๆบางคน สถาปนาระบอบทักษิณนั้น ตัวระบอบต้องหาผลประโยชน์เจือจานแบ่งปันกันเอง เพื่อหล่อเลี้ยงตัวเองให้คงอยู่ จากเนื้อเยื่อดีๆก็กลายเป็นเนื้อร้ายกัดกินโครงสร้างสังคมใหญ่ ที่ทำดีก็ว่าไปตามดี แต่ที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริตคอรัปชั่น ผิดจริยธรรมก็ต้องให้องค์กรที่เป็นกลางตรวจสอบ
หลังจากตอบโจทย์ความเชื่อทั้ง 3 ข้อใหญ่แล้วกลับมาดูที่ตัวเรา
นักวิชาการและปัญญาชนมีโอกาสได้เรียนสูงกว่าคนทั่วๆไป ดังนั้นควรจะมีสติปัญญาไตร่ตรองปัญหาให้ลึกซึ้งมากขึ้น อย่ามองอะไรเพียงรูปลักษณ์ภายนอก อย่ามองอะไรเพียงเปลือก มองการกระทำของคนให้ทะลุ มองให้เห็นถึงเจตนาที่อยู่ข้างใน มองให้เห็นถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า
เปรียบดั่งคนทั่วไปเห็นแดดออก ก็รีบบอกว่าวันนี้อากาศดี แต่นักวิชาการควรมองให้ลึกซึ้งกว่านั้น ดูว่ามีเมฆดำทะมึนอยู่ข้างหน้าไหม ลมกำลังพัดเมฆมาทางนี้หรือเปล่า ฟ้าเปลี่ยนเป็นสีแดงไหม ก่อนหน้านี้มีมดแมลงอพยพขึ้นที่สูงหรือเปล่า แล้วตัดสินด้วยหลักวิชา หรือประสบการณ์ที่ตนเองประสบมา มีเจตนาบริสุทธิ์เป็นที่ตั้ง
น่าเสียดายว่า นักวิชาการปัญญาชนส่วนน้อยจำนวนหนึ่งกลับเดินหลงทาง แยกไปจากพันธมิตรดั้งเดิมของตน แยกไปจากเพื่อนที่เคยเดินเคียงบ่าเคียงไหล่ต่อสู้กับคอรัปชั่น ความอยุติธรรมมาด้วยกัน เพื่อนที่ประกอบด้วย องค์การนักศึกษา , สภาอาจารย์ , สื่อมวลชน , ผู้นำแรงงาน , องค์กรพัฒนาเอกชนและแน่นอนวงดนตรีเพื่อชีวิต เช่น คาราวาน
พวกเขาเดินหลงเข้าไปสู่ศูนย์กลางแห่งอำนาจ วังวนแห่งลาภ ยศ สรรเสริญ แล้วกล่าวหาเพื่อนเก่าว่าเป็นศัตรู เป็นผู้ขัดขวางระบอบประชาธิปไตย เป็นผู้ไม่รักแผ่นดินเกิด
แต่ที่น่าอนาถใจที่สุด เห็นจะเป็นนักวิชาการบางคนที่ไปชี้หน้าด่ากลุ่มคนที่ต่อต้านระบอบทักษิณ ว่าเป็น เผด็จการขวาจัดทั้งๆที่ตนเองยืนฝั่งเดียวกัน และพูดคำเดียวกัน กับนายสมัคร สุนทรเวช นักการเมืองขวาตกขอบตลอดกาล
ถามว่าสำนึกแห่งการเป็นนักวิชาการ สำนึกแห่งความรับผิดชอบต่อสังคม ของท่านเหล่านี้ ยังมีเหลืออีกหรือไม่
หมายเหตุ บทความนี้เขียนเสร็จคืนวันที่ 19 กันยายน 2549 ก่อนที่จะมีการประกาศยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลนายกฯทักษิณ เพียง 30 นาที
|